thansettakij
thansettakij
ครม.เตรียมเคาะร่างพ.ร.ก.กู้ 1 ล้านล้าน มาตรการสู้โควิดชุดใหญ่

ครม.เตรียมเคาะร่างพ.ร.ก.กู้ 1 ล้านล้าน มาตรการสู้โควิดชุดใหญ่

15 เม.ย. 63 | 02:05 น.
อัปเดตล่าสุด :15 เม.ย. 63 | 09:26 น.

ครม.เตรียมลงมติรับทราบผ่านร่างพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้าน แก้วิกฤติโควิด และมีมาตรการเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 -ภาคท่องเที่ยว-เกษตรกร

วันนี้ (15 เมษายน 2563) เวลา 09.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีผ่านระบบ Video Conference ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงนั่งประชุมอยู่ที่กระทรวงของตัวเอง

โดยวาระการพิจารณาที่น่าสนใจวันนี้ คือการพิจารณาร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา(โควิด-19) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะส่งเรื่องกลับมายังที่ประชุม ครม.ให้มีมติรับทราบหลังจากได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว 

โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุขั้นตอนว่า จากนั้นจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากโปรดเกล้าฯ แล้วจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏรที่จะเปิดประชุมในวันที่ 22 พ.ค.นี้ โดยจะไม่มีการเรียกประชุมก่อนถึงวันที่เปิดประชุมสมัยสามัญ เพราะอาจเกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุมได้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณากฏหมายขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฏรว่าจะใช้เวลาในการพิจารณากี่วัน แต่ พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หากสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบเรื่องนี้ก็ตกไปและหยุดปฏิบัติ แต่ที่ผ่านมาก็สมบูรณ์ดี

ส่วนมาตรการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา เยียวยา ลดผลกระทบจากโควิด กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอที่ประชุม ครม อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกร แก้ปัญหาวิกฤต โควิด-19  และภัยแล้ง รายละ 15,000บาท จำนวน 9 ล้านครัวเรือน แต่จ่ายครั้งเดียว ทั้งนี้จะยึดโยงข้อมูลที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนหน้านี้ และตรวจสอบกับฐานข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือ ธ.ก.ส. โดยการจ่ายเงินให้กลุ่มเกษตรกรจะจ่ายเพียงรอบเดียว 15,000 บาท ต่างจากการจ่ายเยียวยา 5 พันบาทให้อาชีพอิสระที่จ่ายเป็นรายเดือนไป 3เดือนก่อนจะขยายออกไปภายหลัง  อย่างไรก็ดีข้อมูลของกระทรวงการคลังกับกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ตรงกันในแง่จำนวนครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร

นอกจากนี้จะมีการพิจารณาถึงการจ่ายเงินชดเชยกรณีปิดกิจการชั่วคราวให้กับลูกจ้างผู้ประกันตน มาตรา 33 ในกลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยว และบริการ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะผ่านการเห็นชอบ อนุมัติเงินชดเชยให้รายละ 9,300 บาท หลังสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)  ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณา ให้ลูกจ้างในธุรกิจท่องเที่ยว 11 สาขาอาชีพ ได้รับเงินชดเชยการว่างงาน จากกองทุนประกันสังคม ตามเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด 62% ของค่าจ้างรายวัน อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย เนื่องจากเจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะที่  2 ใน 13 สาขาอาชีพ ได้แก่ มัคคุเทศก์ อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน

ด้านกระทรวงแรงงานจะนำเสนอแผนการจ่ายเงินเยียวยาให้กับแรงงานกลุ่มลูกจ้างผู้ประกันตน ม.33 (แรงงานที่มีนายจ้าง) ให้ได้รับเงินเยียวยาอย่างเร็วไม่เกินวันที่ 17 เมษายนนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 20 เมษายนนี้  ทั้งนี้บอร์ดประกันสังคมเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา เยียวยาผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส'โควิด-19'  โดยคณะกรรมการประกันสังคมมีมติรับทราบตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7เม.ย.ที่ผ่านมา กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตน และได้เสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความคำว่าเหตุสุดวิสัยครอบคลุมไปถึงไหน   ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งว่า เหตุสุดวิสัยนี้ให้รวมถึงกรณีที่ผู้ประกอบการปิดตัวเองลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยโควิด-19 ด้วย ทางครม. จึงให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปปรับกฎกระทรวงแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรา 79/1 ของพ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อให้ครอบคลุมกรณีผู้ประกันตนม.33 จะได้รับการเยียวยาเงินว่างงานจากกองทุนประกันสังคม ในกรณีโควิด -19 หรือกรณีที่สถานประกอบกิจการปิดตัวเองลงด้วย รวมถึงให้ทางสำนักงานประกันสังคมเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ และวินัยการเงินการคลังเสนอไปทางครม. ให้พิจารณา 

ส่วนแรงงานรับจ้างที่ภาครัฐไม่มีคำสั่งปิดสถานประกอบการ แต่ได้รับผลกระทบประมาณ 8 แสนคน ก็จะนำเสนอครม.เช่นกันเพื่อพิจารณาว่าแรงงานจำนวน 8 แสนคน จะเข้าข่ายการได้รับเงินเยียวยาจากเหตุสุดวิสัยเพิ่มเติมหรือไม่"

ด้านกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม  และกระทรวงสาธารณสุข เสนอมาตรการบูรณาการเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ในการตรวจคัดกรองและการกักตัวทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีวาระเกี่ยวกับผู้เลี้ยงโคนมที่รับผลกระทบจากโควิดเช่นกัน โดยขอให้รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มงบประมาณวันดื่มนมโรงเรียนชนิด ยู.เอช.ที ในวันเสาร์-อาทิตย์ จากเดิมเป็น 260 วันเป็น 365 วัน 2. ขอรับความช่วยเหลือเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับสหกรณ์และผู้ประกบการที่ต้องรับน้ำนมดิบในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ผลิตไว้และแปรรูปเป็นนมยู.เอช.ที สำหรับช่วงนี้

ส่วนวาระอื่นๆ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเสนอให้ที่ประชุมครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม วงเงินรวม  1,443‬ ล้านบาท ประกอบด้วย 1.การเพื่อช่ยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงวันที่ 1-30 มิถุนายน 2562 จำนวน 1.5 แสนรายได้รับเงินชดเชยส่วนในโครงการประกันรายได้เพิ่มเติมในอัตรา 29 สตางค์ต่อกิโลกรัม วงเงินรวม 670 ล้านบาท 2.การเพิ่มวงเงินชดเชยให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง  460 ล้านบาท และ 3.การทำประกันภัยพืชผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกร หากประสบปัญหาภัยพิบัติ วงเงิน 313 ล้านบาท