thansettakij
thansettakij
เมื่อไหร่? คนไทย จะใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม

เมื่อไหร่? คนไทย จะใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม

15 เม.ย. 63 | 04:20 น.
อัปเดตล่าสุด :15 เม.ย. 63 | 11:24 น.

 

การแพร่ระบาดของโรค ไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด- 19 ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยดูเหมือนสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง เมื่อพบจำนวน “ผู้ติดเชื้อใหม่” เริ่มมีน้อยลง

โดยเมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) หรือ ศบค. แถลงว่ามีผู้ป่วยใหม่ 34 ราย สะสม 2,613 ราย หายแล้วกลับบ้านได้ 1,405 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 41 ราย

เมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น จึงเกิดคำถามว่าแล้วเมื่อไหร่จะ “จบ” และคนไทยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม ตามปกติ

 

ข่าวดีผู้ป่วยใหม่ลด

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ระบุว่า ทุกคนคงอยากรู้ว่าเราจะอยู่ในมาตรการของรัฐเรื่องอยู่บ้าน เว้นระยะห่างทางสังคมกันไปอีกนานเท่าไร ข่าว ดีพอมีมาบ้างแล้ว เมื่อตัวเลขผู้ป่วยใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่องมา 5 วันแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน จำนวน 54 ราย ลดลงเหลือ 50, 45, 33 ราย ในวันที่ 10, 11, 12 เมษายน และเหลือเพียง 28 รายในวันสงกรานต์ที่ 13 เมษายน ตามลำดับ

รัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิกมาตรการเมื่อใดจะค่อยๆ ยกเลิกเป็นบางจังหวัด หรือบางมาตรการคงต้องรอ แต่ต้องมั่นใจว่าตัวเลขผู้ป่วยใหม่เหล่านี้จะลดลงแน่ ไม่กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกในบางวันจาก Super spreader (ผู้ที่เผยแพร่เชื้อออกเป็นวงกว้าง) เหมือนในอดีตที่เคยเกิดในสนามมวยลุมพินี

การตัดสินใจของรัฐบาล หรือศูนย์บริหารโควิด คงต้องอาศัยการเสนอแนะจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการวิชาการเป็นหลัก โดยใช้หลักการของระบาดวิทยามาประกอบผู้เชี่ยวชาญระบาดวิทยาของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า

 

ไทยชะลอการระบาด

ตามทฤษฎีไทยจะอยู่ในระยะที่ 1 คือระยะชะลอการระบาดของโรค ด้วยมาตรการต่างๆ ที่กรมควบคุมโรคแนะนำ ทั้งการสวมหน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างทางสังคม อยู่บ้าน และทำงานที่บ้าน ห้ามรวมกลุ่มหรือประชุม ค้นหาตัวผู้สัมผัสโรคและนำมากักตัว ปิดสนามบินสำหรับคนต่างชาติ ฯลฯ จนสามารถชะลอการระบาดของโรคได้

 

เมื่อไหร่? คนไทย จะใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม

 

ระยะที่ 2 การเปลี่ยน จากระยะที่ 1 มาระยะที่ 2 ได้ จำนวนผู้ป่วยใหม่จะต้องลดลงสมํ่าเสมอติดต่อกันอย่างน้อย 14 วัน สามารถยกเลิกมาตรการเป็นบางจังหวัดหรือบางส่วน เช่น อาจเปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย บริษัท แต่ยังคงมาตรการบางอย่าง เช่น ควบคุมการชุมนุมให้น้อยกว่า 50 คน

ห้ามการสัมมนา การประชุมที่มีจำนวนคนมาก ค่อยๆ ยกเลิกมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ควบคู่กับการทำ Surveillance ตรวจหาภูมิต้าน ทานของทุกคนในพื้นที่ ที่จะยกเลิกมาตรการด้วย Rapid antibody test ที่มีราคาถูกและได้ผลเร็ว ยกเว้นผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งจะต้องคงมาตรการให้อยู่บ้าน หรือ จำกัดเวลาในชุมชน

 

แนะคงมาตรการไว้ก่อน

ระยะที่ 3 ยกเลิกมาตรการทั้งหมด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม มีวัคซีนที่ผ่านการรับรอง สามารถนำมาใช้ได้ ฉีดวัคซีนให้กับทุกคน สำรวจหาผู้มีภูมิต้าน ทาน Herd immunity จึงมีทั้งผู้มีภูมิต้านทานเองจากไวรัส และผู้มีภูมิต้านทานจากวัคซีน

 

ระยะที่ 4 เตรียมพร้อมรองรับการระบาดในครั้งต่อไป เตรียมระบบสาธารณสุข วัสดุทางการแพทย์ให้พร้อม ตลอดจนงานวิจัยที่จะเร่งขั้นตอนการผลิตวัคซีนให้น้อยกว่า 1 ปี

ดูทฤษฎีระบาดวิทยาแล้ว ยังคิดว่าคงไม่เร็วสำหรับเมืองไทย เพราะยังมีประเทศอื่นทั่วโลก ที่มีการระบาดรุนแรงอยู่ มีหลายประเทศที่คิดว่าคุมสถานการณ์ได้แล้ว ผลสุดท้ายกลับมีการระบาดเพิ่มขึ้นอีก เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ แม้แต่ประเทศจีนเอง เชื่อว่าต้องคงมาตรการไว้นานพอควร กว่าจะทยอยยกเลิกบางมาตรการในบางจังหวัด แบบค่อยเป็นค่อยไปได้

ที่สำคัญการนำ Rapid test มาใช้ตรวจภูมิต้านทานน่าจะเป็นประโยชน์ในการตรวจ Surveillance

เพราะถ้าพบว่าใครมีภูมิต้านทาน อาจขอให้เขาไปทำงานกับผู้ป่วยได้ในงานบางประเภทที่เกี่ยวข้อง และในบางพื้นที่ที่ตรวจประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ถ้าพบมีภูมิต้านทานจำนวนมาก อาจยกเลิกมาตรการ Stay at Home หรือ Social distancing ได้เลย

บทวิเคราะห์ดีๆ จาก “หมอเจตน์” เชื่อว่าพอจะทำให้คนไทยมีกำลังใจต่อสู้กับวายร้ายโควิด-19 ด้วยการอยู่กับบ้าน และเว้นระยะห่างทางสังคมไปอีกพักใหญ่ ก่อนที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมอีกครั้ง 

 

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3566 หน้า 12 วันที่ 16 -18 เมษายน 2562