
“สามารถ”แนะรัฐประกาศเคอร์ฟิวกลางวัน หยุดโควิด
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้รัฐเข้มงวดกฎหมาย เรียกร้องสอบข้อเท็จจริง กรณีคนไทยกว่า 100 คนหลุดรอดกักตัว หลังเดินทางเข้าประเทศเมื่อ 3 เม.ย. แนะประกาศเคอร์ฟิวกลางวันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันแพร่ระบาดโควิด
นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าตามภารกิจ พรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์ข้อความในเฟชบุ้คส่วนตัว เรียกร้องให้รัฐบาลต้องเด็ดขาดและคนไทยต้องรวมมือกัน โดยระบุว่า แม้ว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อแก้ไขการระบาดของโควิด-19 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และได้มีมาตรการชะลอการเดินทางเข้ามาของคนต่างชาติรวมทั้งคนไทย ตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2563 ยกเว้นกลุ่มคนที่ขออนุญาตไว้ก่อนแล้ว และที่สำคัญ ได้ประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ โดยห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานตั้งแต่เวลา 22.00 – 04.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นมาแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงพุ่งไม่หยุด ยากที่จะหยุดยั้ง
นับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 จนถึงวันนี้ (4 เมษายน 2563) มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 113 คน หรือคิดเป็น 8.29% ต่อวัน หากใช้อัตรานี้คำนวณหาจำนวนผู้ติดเชื้อสะสม พบว่าในวันที่ 15 เมษายน 2563 จะมีผู้ติดเชื้อสะสม 4,964 คน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 16,392 คน ในวันที่ 30 เมษายน และในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมมากถึง 54,133 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงและจะเป็นภาระหนักต่อบุคลากรทางแพทย์และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้ทุ่มเทสรรพกำลังทำงานหนักเพื่อที่จะหยุดวิกฤตโควิด-19 ให้ได้
แม้ว่ารัฐบาลได้มีมาตรการต่างๆ นานา ออกมาบังคับใช้แล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีความบกพร่องเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากเมื่อค่ำวันที่ 3 เมษายน 2563 มีข่าวเกรียวกราวว่า มีคนไทยกว่า 100 คน ที่เดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิปฏิเสธที่จะเข้ารับการกักตัวตามมาตรการของรัฐบาลในสถานที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ดังนี้
1. สอบสวนหาข้อเท็จจริง และพิจารณาลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทุกฝ่ายทั้งที่สถานทูตไทยในต่างประเทศที่ออกหนังสือรับรองให้กลับไทย และเจ้าหน้าที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิที่ปล่อยให้คนไทยกลุ่มนี้กลับไปกักตัวเองที่บ้านแทนสถานที่ที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ ทั้งนี้ ประชาชนที่ฝ่าฝืนจะต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายด้วยเช่นกันทุกคน
2. รัฐบาลจะต้องเข้มงวดกวดขันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว
3. เพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรพิจารณาห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในเวลา “กลางวัน” ด้วย
อย่างไรก็ตาม เราคนไทยทุกคนจะต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้อย่างเคร่งครัด โดยช่วยกันลดจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ (หมายเลข 1 ในรูปประกอบ) ซึ่งเราสามารถช่วยได้ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคม และดูแลสุขภาพของตัวเราเองให้ดี จะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลลดตามลงด้วย (หมายเลข 2 ในรูปประกอบ) เป็นการลดภาระการทำงานหนักของบุคลากรทางการแพทย์ ในขณะเดียวกัน เราจะต้องร่วมเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ในการรักษาผู้ติดเชื้อให้หาย (หมายเลข 3 ในรูปประกอบ) ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ของไทยมีศักยภาพสูงมาก โดยสามารถรักษาผู้ติดเชื้อให้หายกลับบ้านได้แล้วเป็นจำนวนถึง 612 คน (นับถึงวันที่ 4 เมษายน 2563) หรือคิดเป็น 29.6% ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด (2,067 คน) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกที่มีอัตราการรักษาหายประมาณ 20%
หากรัฐบาลมีความเด็ดขาด และเราทุกคนให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจัง อีกไม่นาน เราจะสามารถหยุดวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างแน่นอน






