thansettakij
thansettakij
Enforce Social distancing  ทางออกของ(รัฐบาล)ไทย ยุค Covid-19

Enforce Social distancing ทางออกของ(รัฐบาล)ไทย ยุค Covid-19

28 มี.ค. 63 | 02:00 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มี.ค. 63 | 09:02 น.

 

ไข้หวัด Covid-19 กำลังก่อให้เกิดภาวะวิกฤติทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจไปทั่วโลก หากรัฐบาลไทยไม่ตัดสินใจดำเนินการอย่างเข้มงวด เฉียบขาด ในการควบคุมให้ประชาชนรักษาระยะห่างในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างน้อย 1-2 เมตร และเก็บตัวอยู่ในเคหสถานของตน จะทำให้การระบาดลุกลาม เกินกว่าที่จะควบคุมได้ อันจะทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อหลายแสนคน และนำไปสู่การปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตนับพัน นับหมื่นได้ในเวลาต่อมา

จากการประชุมของนักไวรัสวิทยา แพทย์ และนักสาธารณสุขระดับโลก ได้สรุปแนวการจัดการโรคระบาดเป็น 2 แนวทาง คือ

1. herding immunity- การหน่วงการระบาดของเชื้อโรคให้ประชาชนได้รับเชื้อในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่องทำให้พัฒนาภูมิคุ้มกันชุมชนต่อเชื้อขึ้นได้ และทำให้โรคระบาดกลายเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด แต่สำหรับประเทศไทยที่ประชากรไม่มีวินัยเข้มแข็งยกตัวอย่างเช่น ประชาชนไม่ยอมปฏิบัติตามหลักการรักษาระยะห่าง (social distancing) อย่างเคร่งครัด จะทำให้เชื้อโรคกระจายออกด้วยปริมาณความเข้มข้นมากในวงกว้าง และทำให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเกินกว่าที่จะควบคุมได้

2. การปิดกั้นชุมชน (lockdown) - แนวคิดนี้เน้นการกักบริเวณไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย โดยหยุดกิจกรรมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมแทบทั้งหมด แต่หากประชาชนไม่ยอมปฏิบัติตัวตามหลัก social distancing ก็จะไม่เกิดสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรัฐบาลดำเนินการปิดเมืองบางส่วน กลับทำให้เกิดการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อกลับภูมิลำเนาเดิมอย่างเกินความคาดหมาย ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าการ lockdown ไม่ก่อให้เกิดการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) จึงไม่สามารถยับยั้งการระบาดของโรค ตามแนวทางที่ได้วางไว้

 และจุดพลาดที่ก่อให้เกิดการขัดแย้งกัน คือการไม่นิยาม การ lockdown ซึ่งมีหลายแบบ และที่ไม่เหมาะสมเลย คือ การปิดธุรกรรมทุกชนิด ซึ่งก็คือปิดรายได้ SMEs จนตาย หากเกิน 3-4 สัปดาห์ แต่เลือกปิดแบบอิสราเอล คือ ปิดแยกเป็นส่วน หน่วยงาน-ธุรกิจที่จำเป็นยังดำเนินการได้ เช่น การผลิต-ขนส่งสินค้ายังชีพ เป็นต้น แต่กิจกรรมที่ไม่จำเป็น-ไม่สำคัญต่อการดำรงชีวิต-การดำเนินธุรกิจ-การปกครอง ให้ยุติทั้ง หมด กล่าวโดยง่าย คือ การทำ social lockdown โดยส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจน้อยที่สุดเท่าที่ เป็นไปได้นั่นเอง

 

Enforce Social distancing  ทางออกของ(รัฐบาล)ไทย ยุค Covid-19

 

วินัยทางสังคมที่เข้มแข็งเป็นตัวกำหนดสัมฤทธิผลในการควบคุมโรคระบาดของทั้ง 2 แนวทาง ซึ่งประชาชนชาวไทยส่วนมากไม่มี คณะรัฐบาลจำเป็นต้องแสดงออกถึงภาวะผู้นำที่มีความเฉียบขาดในการจัดระเบียบสังคมให้อยู่ในภาวะ enforced social distancing เพื่อที่จะสามารถจำกัด และ จัดการการแพร่ระบาดของไข้หวัด Covid-19 โดยให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชนน้อยที่สุดให้ได้

รัฐบาลต้องสวมวิญญาณในการปราบม็อบ ที่สามารถตรวจจับกลุ่มบุคคลที่ชุมนุมทางการเมือง เพื่อนำมาปรับทัศนคติ โดยในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ รัฐบาลต้องตรวจจับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค โดยนำตัวมาปรับพฤติกรรม เช่นเดียวกันนั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐบาลต้องใช้วินัยทหารที่ปกติใช้กับเรื่องคอขาดบาดตายในการรบ อันทำได้ผลแล้วกับการปฏิรูปการเมืองเพื่อรักษาความสงบของชาติ มาใช้กับการรบกับไวรัสโควิด ซึ่งก็เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเช่นกัน ในการปฏิรูปสังคม จัดระเบียบสังคม สร้างวินัยทางสังคมขึ้นมาให้ได้ตามคำแนะนำของ คณะแพทย์ นักสาธารณสุขผู้เชี่ยวชาญมากด้วยประสบการณ์โดยด่วน


 

 

ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อว่าการทำ enforced social distancing ก็เพียงพอโดยไม่ต้องทำการปิดเมืองโดยสิ้นเชิง เพราะประวัติผู้ป่วย Covid-19 ในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจะเข้ากิจกรรมเสี่ยง (เช่นอยู่ในที่แออัด) หรือเข้าไปอยู่กับกลุ่มเสี่ยง (กลับจากต่างประเทศ) และปัจจุบันมียาที่สามารถใช้รักษาโรคนี้ได้แล้ว

รัฐบาลต้องจัดการประชุมปรึกษาหารือกับทุกภาคส่วน เช่น โรงพยาบาล กลุ่มพ่อค้าปลีก ธนาคาร หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ตำรวจ อสม. และภาคพลังงาน เป็นต้น เพื่อร่วมมือกันวางเครือข่าย แนวทาง และวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร และดำเนินการจัดระเบียบสังคมอย่างเฉียบ ขาด รอบคอบ และรัดกุม และขอเรียนเสนอให้ประกาศใช้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” โดยเร็วที่สุด เพื่อ จัดระเบียบสังคมให้ประชาชนปฏิบัติตามหลัก social distancing อย่างทั่วถึง และมีความมั่นใจ ณ เวลาปัจจุบันนี้

 

Enforce Social distancing  ทางออกของ(รัฐบาล)ไทย ยุค Covid-19

 

การแก้ปัญหาไม่ได้สำคัญที่แนวคิดเท่านั้น ที่สำคัญกว่าแนวคิดคือ การบังคับใช้ให้ได้ผล (enforcement) แนวคิดไม่ว่าจะดีอย่างไร หากทำตามอย่างหละหลวมก็ไร้ประโยชน์ ผลก็คือความสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่อาจยอมรับได้ ดังนั้นสำคัญที่สุดขณะนี้คือ การบังคับใช้ และกำกับดูแลอย่างเฉียบขาด

ทั้งนี้เป็นเพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่ไม่(สามารถ)ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ด้วยวิถีชีวิตเดิม และเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ เช่น รายได้ที่ได้รับเพียงวันต่อวัน รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณในการเยียวยาประชาชนผู้มีรายได้น้อย เช่น การส่งมอบเงินทดแทนรายได้ผ่านทางธนาณัติตามข้อมูลทะเบียนบัตรคนจนที่มีอยู่แล้วในช่วงเวลา 1-2 เดือนนี้ และควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ เช่น หน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ เป็นต้น

รัฐบาลต้องมีความเด็ดขาดชัดเจนในการประกาศและบังคับใช้กฎหมาย ในการกำกับดูแล และลงโทษ กลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือ/และ ไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนด เช่น บุคคลที่กลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง หากไม่มารายงานตัว และปฏิบัติตามมาตรการที่วางไว้อย่างเคร่งครัดทันที จะถูกปรับไม่เกิน 5,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี และหากมีพฤติกรรมในการแพร่โรค จะต้องปรับไม่เกิน 25,000 บาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี เป็นต้น

รัฐบาลต้องทำให้กลุ่มคนส่วนน้อยที่มีส่วนในการแพร่เชื้อโดยไม่ได้รับผิดชอบ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนดไว้ในการควบคุมโรคระบาด ต้องเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำของตน มิใช่คนส่วนใหญ่ในสังคมต้องมารับผลกระทบทางลบที่เป็นผลจากการกระทำที่ไม่รับผิดชอบของคนกลุ่มนี้อย่างเฉียบขาด และทันการณ์ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนที่อยู่ในสนามมวย รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างเฉียบพลัน มอบหมายให้กองทหารทั่วราชอาณาจักร ออกติดตามรายจังหวัด ดำเนินการลงโทษ และประณามต่อสาธารณชนภายในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง เป็นต้น

ภาวการณ์ปัจจุบันนี้ประชาชนและรัฐบาลเปรียบประหนึ่งว่าอยู่บนเรือลำเดียวกัน หากรัฐบาลสามารถนำพาเรือลำนี้ให้ผ่านพ้นวิกฤติไข้หวัด Covid-19 นี้ไปได้ด้วยดี แม้ในอนาคตจะมีวิกฤติเศรษฐกิจตามมา ประชาชนก็ยังจะให้เครดิตในการบริหารบ้านเมืองต่อไป แต่หากรัฐบาลล้มเหลวในการจัดการวิกฤติครั้งนี้ ประชาชนจะเชิญรัฐบาลลงจากเรือลำนี้ เพื่อแสวงหาต้นหนใหม่อย่างมิต้องสงสัย

 

รายงาน โดย ดร.ไพทัน ตระการศักดิกุล, ตระการ ไตรพิเชียรสุข 

หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,561 วันที่ 29 มีนาคม-1 เมษายน 2563