
พลิกตำนานประชาธิปัตย์ ‘ชักเข้า-ชักออก’ ร่วมรัฐบาล
ประเด็นร้อนทาง การเมืองที่นำมาสู่การถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง หนีไม่พ้นกรณี นายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือ บอย โพสต์ขายหน้ากากอนามัยกว่า 200 ล้านชิ้น ซํ้า แอบอ้างเป็นคนสนิทของนายพิตตินันท์ รักเอียด ผู้ติดตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด พร้อมเรียกร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส ลาออกจาก เก้าอี้รัฐมนตรี เป็นเงื่อนไขให้นายกฯ ปรับ ครม.
แม้ “ร.อ.ธรรมนัส” ออกมาปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับการกักตุนหน้ากากอนามัย พร้อมประกาศกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลัง และท้าพิสูจน์ความจริง
แต่เหตุการณ์กลับตึงเครียดขึ้น เมื่อส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มหนึ่ง โพสต์แสดงความเห็นในกลุ่มไลน์ “ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์” เสนอให้ประชาธิปัตย์ ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล
“ผมคิดว่าถึงเวลา แล้วครับที่เราคงจะต้องตัด สินใจไม่พายเรือให้โจรนั่งแล้วครับ!” เป็นหนึ่งความเห็นที่ดุดันจาก “พนิต วิกิตเศรษฐ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่งเข้ามาในไลน์กลุ่มซึ่งได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมาก
ขณะที่ “เจริญ คันธวงศ์” กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ให้ไปเตือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม อย่างเเรงว่า ให้ปรับ ร.อ.ธรรมนัส ออกจากการเป็นรัฐมนตรี เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่รับไม่ได้หากนายกฯ ไม่ทำอะไร พรรคประชาธิปัตย์ก็ควรที่จะถอนตัวออกมา
“ยิ่งถ้าเห็นว่า ถ้านายกฯ ไม่ทำอะไร จะเหมือนกับปลายรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีกรณีทุจริตจน พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เข้ามาปฏิวัติ”
ย้อนรอยรัฐบาล“ชาติชาย”
ย้อนดูปรากฏการณ์ทางการเมือง ช่วงรัฐบาล “น้าชาติ” ที่ถูก “รสช.” ปฏิวัติ จากข้อกล่าวหาทุจริต กับเหตุการณ์ “หน้ากากอนามัยพ่นพิษ” ในรัฐบาล “ลุงตู่” สถานการณ์มีความเหมือนและต่างกันอย่างไร บทสรุปเรื่องนี้จบลงอย่างไร
หากยังจำได้ในห้วงปี 2533 ยุค พล.อ.ชาติชาย เป็นนายกรัฐมนตรี อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่สายสัมพันธ์ของรัฐบาลกับ “กองทัพ” มีความเหนียวแน่นไม่แพ้รัฐบาลยุคก่อน แต่ช่วงกลางปีเดียวกัน ก็เกิดเหตุร้าวฉานระหว่าง “รัฐบาล” และ “ผู้นำเหล่าทัพ” ซึ่งขณะนั้น พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ลาออกจาก ตำแหน่งก่อนเกษียณเพื่อลงเล่นการเมือง และก้าวขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว. กลาโหม
แม้ “บิ๊กจิ๋ว” อยู่ในสถานะรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล “น้าชาติ” แต่กลับถูก ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคมวลชน วิจารณ์บทบาททางการเมือง รวมทั้งคนรอบข้างบ่อยครั้ง ไม่ว่า การวิพากษ์คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา “บิ๊กจิ๋ว” ในขณะนั้น เป็น “ตู้เพชรเคลื่อนที่” แต่พล.อ.ชาติชาย ไม่ตัดสินใจปลด “เฉลิม” ออกจากตำแหน่ง ทำให้ พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจลาออกไปตั้งพรรคความหวังใหม่
กระทั่ง วันที่ 23 เมษายน 2533 กองบัญชาการทหารสูงสุด ออกแถลงการณ์ยึดรถโมบายยูนิต ขององค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศ ไทย (อ.ส.ม.ท.) ที่แอบจอดซุ่มบริเวณวัดไผ่ล้อม ในเขตหนองแขม กรุงเทพฯ เพราะถูกสงสัยว่าทำให้ระบบสื่อสารของทหารถูกรบกวน ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดว่า เป็นปฏิบัติการเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร
ปชป.ถูกปรับออกรัฐบาล
“โมบายยูนิต” กลายเป็นชนวนร้อนทางการเมือง เมื่อ “เฉลิม” แถลงโจมตีกองบัญชาการทหารสูงสุดอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันมีข่าวแพร่สะพัดว่า พรรคมวลชนเตรียมระดมมวลชนจากต่างจังหวัด มาร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุน อ.ส.ม.ท. และ ร.ต.อ.เฉลิม ทำให้ พล.อ.สุจินดา ออกคำสั่งห้ามชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคำสั่งที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย สุดท้ายต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าว
ขณะที่ท่าทีจากพรรคร่วมรัฐบาล นายพิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ยืนกรานที่จะถอนตัวจากรัฐบาล หาก พล.อ.ชาติชาย ปลด “เฉลิม” ออกจาก ครม. ตามที่กองทัพเรียกร้อง
“พรรคประชาธิปัตย์อาจจะถอนตัว เพราะจะอยู่ร่วมรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจแท้ จริงไม่ได้” นายพิชัย ระบุ
วันที่ 8 ธันวาคม 2533 พล.อ.ชาติชาย ตัดสินใจลาออก เพื่อเปิดทางให้มีการปรับครม. แต่ในวันรุ่งขึ้น (9 ธันวาคม) ได้รับการสนับสนุนให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ นอกจากการปรับ “เฉลิม” พ้นจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ยังตัด พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกิจสังคม พรรคมวลชน และพรรคสหประชาธิปไตย ออกจากรัฐบาล แล้วดึงพรรคชาติไทย พรรคเอกภาพ พรรคประชากรไทย พรรคราษฎร และพรรคปวงชนชาวไทย เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล
ประวัติศาสตร์ซํ้ารอย
มาถึงยุคปัจจุบันของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” เป็นหัวหน้าพรรค กว่าจะมีมติ เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง ในการประชุมร่วมระหว่างส.ส.และกรรมการบริหารพรรค ก่อนจะมีมติ 61 ต่อ 16 เสียง ให้ร่วมรัฐบาล
พร้อมยื่นข้อเสนอ 3 ข้อในการร่วมรัฐบาล คือ 1. ต้องมีนโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติ 2. ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น และ 3. บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต
แต่ไม่ลืมหมายเหตุไว้ว่า “หากผิดไปจากเงื่อนไขดังกล่าว พรรคฯ สามารถสงวนสิทธิในการที่จะทบทวนในอนาคตได้ ในเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาล”
ไม่แปลกที่วันนี้ มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์กลุ่มหนึ่ง ออกมาเรียกร้องให้พรรคถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล หลังรัฐบาลถูกถล่มหนักจากพิษ “หน้ากากอนามัย”
ประวัติศาสตร์จะ “ซํ้ารอย” เหมือนดั่งในอดีตหรือไม่? ต้องติดตาม...
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,557 วันที่ 15-18 มีนาคม 2563






