thansettakij
thansettakij
“กรณ์”ชูหลักประคองเงินหมุนแก้วิกฤติไวรัสชี้รัฐทำได้ทันที

“กรณ์”ชูหลักประคองเงินหมุนแก้วิกฤติไวรัสชี้รัฐทำได้ทันที

13 มี.ค. 63 | 05:26 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 63 | 12:58 น.

“กรณ์”ชูหลักประคองเงินหมุน แก้วิกฤติโคโรนา ชี้รัฐทำได้ทันที แนะเติมเงินให้ผู้ประกอบการและประชาชน

13 มีนาคม 2563 นายกรณ์ จาติกวณิช ว่าที่หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า มาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้อยู่ในขณะนี้ แม้จะเป็นมาตรการที่ดี แต่เป็นการเน้นตอบโจทย์ได้เพียงกลุ่มคนตัวโต ยังไม่เข้าเป้าคนตัวเล็ก ตอบโจทย์แก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีผลเท่าที่ควรกับพ่อค้าแม่ขายรายเล็กรายน้อย หลายรายไม่สามารถที่จะรอความช่วยเหลือตามรอบภาษีได้ เราต้องการมาตรการที่ยิงตรงถึงมือทันที 

จากประสบการณ์ย้อนไปปี 2553 ไทยเราฟื้นจากวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ได้ทันท่วงทีก็เพราะระบบการบริหารจัดการที่เข้าเป้า คือ การประคองเงินหมุน ต่อทุนคนทำงาน ระงับพิษโควิด พลิกวิกฤตเป็นโอกาส หลักคิดในการแก้ปัญหาเร่งด่วน

 

“กรณ์”ชูหลักประคองเงินหมุนแก้วิกฤติไวรัสชี้รัฐทำได้ทันที

สำหรับมาตรการที่ต้องออกมาโดยเร็ว คือ การเติมให้กับผู้ประกอบการ และเติมเงินในกระเป๋าให้กับประชาชนได้มีกำลังซื้อ หรือ การประคองเงินหมุน 

ดังนั้น “กลุ่มกล้า” จึงมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ดังนี้  1.เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกระดับชั้นโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กมีเงินหมุนมากขึ้นซึ่งการพักชำระหนี้ที่ทำอยู่ยังไม่เพียงพอ ขอเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบขนาดเล็กโดยตรง รายละไม่เกิน 3 หมื่นบาทเป็นเวลา 3 เดือน

 

2.จากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายซอท์ฟโลนโดยให้ธนาคารออมสิน จัดซอท์ฟโลนให้ธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ย 0.1% แล้วธนาคารพาณิชย์นำไปปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ย 2 % ซึ่งในอดีตพบว่า ลูกค้าของสถาบันการเงิน ยังไม่ครอบคลุมผู้ประกอบการรายเล็ก ดังนั้น จึงเสนอว่า ควรมีวงเงินสินเชื่อให้ กับธนาคารออมสิน ยิงตรงให้กับผู้ประกอบการโดยตรงเอง ให้รายละ 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน สามารถกำหนดวงเงินเบื้องต้นไว้ที่ประมาณ 25,000 บาทต่อราย เชื่อว่าจะครอบคลุม หลักเกณฑ์ คือ ให้กับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีรายได้ต่ำกว่า 50 ล้านบาท เป็นต้น

ถัดมา คือ กรณีให้งดจ่ายเบี้ยประกันสังคมนั้น เห็นว่า จะทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิ จึงขอเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเบี้ยส่วนนี้แทนทั้งของลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งรัฐบาลควรจะประกาศใช้มาตรการนี้ใน 6 เดือนข้างหน้าว่า จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง เชื่อว่า จะทำให้ลูกจ้างมีเงินเพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 750 บาทได้ ทั้งยังเป็นการลดภาระนายจ้างได้ด้วย 

 

นอกจากนี้รัฐบาลต้องออกมาตรการที่เคยให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ตั้งแต่การหาเสียง คือ การลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ซึ่งพรรคร่วมก็เคยเสนอไว้ ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่ควรจะลดอัตราภาษีเงินได้ส่วนบุคคลลงมาจาก 20 % ให้กับทุกคน อาทิ เคยเสีย 20% ก็เหลือ 16% เป็นต้น ซึ่งทุกคนยังมีภาระในการเสียภาษีอยู่แต่เป็นภาระที่ลดลงในช่วงวิกฤติ 

 

ทั้งนี้ ตอนนี้มีหลายคนที่ยื่นแบบการภาษีไปแล้วนั้น จึงเสนอว่า ควรเป็นลดภาษีปี 2562 คือ ให้ลดย้อนหลังได้เลย กล่าวคือ คนที่อื่นแบบไปแล้ว รัฐควรจ่ายเป็นเงินคืนภาษีกลับคืนมาโดยเร็วตามอัตราที่ได้ปรับลดลง 20% ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 เดือนข้างหน้าประชาชนกลุ่มมนุษย์เงินได้จะมีกำลังเพิ่มเติมทันที อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 75,000 ล้านบาทซึ่งเป็นภาระที่รัฐบาลแบกรับได้ซึ่งรัฐควรดำเนินการทันที  

 

อย่างไรก็ดี ช่วงนี้ผู้ประกอบการมีค่าใช้จ่ายเป็นกรณีพิเศษจึงอยากสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีอุปกรณ์ อาทิ เจล หน้ากาก ให้เพียงพอจึงขอเสนอให้สามารถนำมาค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาทต่อราย ทั้งยังเห็นว่า ควรมีมาตรการเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ผู้ประกอบการล้มหายตายจากไปในช่วงนี้ รัฐบาลควรต่อสายป่านให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็ก 

 

“ทุกๆวิกฤตมีโอกาส แต่ถ้าสังเกต จะเห็นว่า ร้านอาหารทั่วไปจะมีการสั่งซื้อออนไลน์ หรือ ใช้ระบบอีคอมเมิร์ซให้มากขึ้น รัฐควรมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ ให้มีการเข้าถึงได้ โดยง่ายด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงจึงเสนอให้รัฐบาลมีนโยบายไปถึงบริษัทไปรษณีย์ฯไทยลดค่าส่งสินค้าทันที 10 % ซึ่งจะลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้ประชาชนหันมาใช้บริการและคุ้นเคยระบบมากขึ้น”