thansettakij
thansettakij
ส่องแผน 3 ระยะ กู้วิกฤติ “ไวรัสโคโรนา”

ส่องแผน 3 ระยะ กู้วิกฤติ “ไวรัสโคโรนา”

03 ก.พ. 63 | 13:58 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.พ. 63 | 09:49 น.


วันที่ 3 ก.พ. 63  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประธานการประชุมสรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรนา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยใช้เวลาประชุมนานประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที 

รายงานข่าวจากที่ประชุม เปิดเผยว่า ความจริงแล้วการประชุมนัดนี้ มีชื่อว่า “การประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ” ครั้งที่ 2/2563  ซึ่งเป็นชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตัวเอง หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันศุกร์ที่ 31มกราคม  2563 จึงมีการนำผลการประชุมครั้งที่ 1 มารายงานให้ทราบ

ส่องแผน 3 ระยะ กู้วิกฤติ “ไวรัสโคโรนา”


วาระการประชุมนัดนี้มีทั้งหมด 4 วาระ ได้แก่ 1. วาระเรื่องประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ 2. วาระเพื่อทราบ ที่มีนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะ ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุม โรคติดเชือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019

โดยเป็นการอัพเดทสถานการณ์ภาพรวม ณ วันที่ 3  ก.พ. โดยย้อนให้เห็นสถานการณ์ที่ผ่านมา อาทิ วันที่ 4 ม.ค. ที่มีการเปิดศูนย์ EOC โดยกรมควบคุมโรค  8ม.ค. พบผู้ป่วยชาวจีนมีไข้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ 13 ม.ค. แถลงข่าวพบผู้ป่วยรายแรก 15 ม.ค. พบผู้ป่วยคนไทยรายแรกกลับจากต่างประเทศ 27 ม.ค. นายกรัฐมนตรีแถลงยกระดับศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) 30ม.ค. พบผู้ป่วยยืนยันในประเทศไทยคนแรกที่ไม่มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่ระบาด

ส่องแผน 3 ระยะ กู้วิกฤติ “ไวรัสโคโรนา”

ส่องแผน 3 ระยะ กู้วิกฤติ “ไวรัสโคโรนา”

จากนั้นอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ฉายภาพให้เห็นการรับมือซึ่งภาษาทางการแพทย์ใช้คำว่า “คาดการณ์ฉากทัศน์ (Scenario) การรบาดในประเทศไทย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระยะ หรือ 3 เฟส ซึ่งเฟสแรก เป็นเฟสของการแยกผู้ป่วย โดยเน้นที่ผู้เดินทางมาจากประเทศจีน เฟสที่ 2 เป็นการควบคุมการระบาดในประเทศ ซึ่งจะทำลึกลงไปถึงในระดับท้องถิ่น กับกลุ่มคนที่ใกล้ชิดคนจีน ผู้ป่วย ส่วนเฟสที่ 3 จะเป็นเรื่องของมาตรการลดผลกระทบในภาพรวมทุกมิติ

ถัดมาเป็นการรายงานผลการดำเนินงานของ 9 กระทรวงในเฟสที่ 1 และ 2 เริ่มจากสาธารณสุข  ที่รายงานการเฝ้าระวังตาจุดต่างๆ ทั้งสนามบิน โรงพยาบาล ชุมชน และได้ทำการตรวจวินัจฉัยโรค รักษาจนหายดี และมีแผนการป้องกันการติดเชื้อและการระบาดในไทย

กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้แจ้งผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลุ่มทัวร์จีน ช่วยเผยแพร่คำแนะนำการป้องกันตัวเอง เชิญผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ชี้แจงแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันโรค และสำรวจข้อมูลบริษัทให้ทราบจำนวนคนไทยที่ไปเที่ยวเมืองอู่ฮั่นและเมืองอื่นๆในจีน 

กระทรวงคมนาคม มีการรายงานทั้ง กรมท่าอากาศยาน การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรการขนส่งทางบก และกรมการาขนส่งทางราง  ถึงความข้มข้นนคัดกรอง จุดที่ต้องทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค กำชับให้พนักงานและผู้โดยสารใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ 

กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์ ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข จัดทำแผนเผชิญเหตุ สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเพื่อลดความตระหนก

กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศกระทรวงเมื่อ 20 มกราคม 63ให้หน่วยงานติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หากามีนักเรียน นักศึกษา บุลคากรป่วยให้ประสานส่งต่อแพทย์ ให้ผู้บริหารใช้ดุลพินิจในการปิดสถานศึกษา และให้ประชาสัมพันธ์การป้องกันโรคตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ 

ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แจ้งสถาบันการเงินทุกแห่ง ให้ร่วมมือช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดในด้านเงินทุนและสภาพคล่อง ปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้ ผ่อนผันหลักเกณฑ์การกำหนดวงเงินชั่วคราวฉุกเฉิน 

กระทรวงกลาโหม ประสานงานติดตามสถานการณ์และทำงานกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด จัดบุคลากรเสริมการทำงานที่สนามบิน แหล่งท่องที่ยวและชายแดน จัดชุดแพทย์และพยาบาลปฏิบัติงานร่วมที่สนามบิน โรงพยาบาลทหารเตรียพื้นที่ควบคุมโรค และให้ศูนย์แพทย์อาเซียนประเมินติดตามข่าวสาร

และกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์และภาวะเวชภัณฑ์หรือสินค้าที่จำเป็น เช่น หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ถุงมือยาง เพือดูแลปริมาณให้เพียงพอและไม่ให้ขายในราคาที่แพงจนเกินสมควร และสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดตรวจตลาดและรายงานมาให้วอร์รูมทราบ 

ส่องแผน 3 ระยะ กู้วิกฤติ “ไวรัสโคโรนา”

จากนั้นเป็นการสรุปสถานการณ์ในระยะที่ 1 ระบุว่า ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถสกัดกั้นการแพร่เชื้อจากผู้เดินทางมาจากประเทศจีนได้นานพอสมควร โดยศักยภาพของระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคของประเทศ

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ระยะที่เริ่มมีการติดต่อภายในประเทศ หรือ ระยะที่ 2 เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ จึงจำเป้นต้องระดมความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วนด้วยความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกของประชาชน เพื่อป้องกันควบคุมการระบาดไม่ให้ลุกลามไปทั่วประเทศ ซึ่งในระยะที่ 3 จะต้องสามารถดูแลสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศได้ดีที่สุด

โดยในที่ประชุมย้ำ ในเรื่องของการลดโอกาสการแพร่เชื้อเข้าสู่ประเทศ และทุกคนในประเทศต้องปลอดภัย เพิ่มการเฝ้าระวังและลดการแพร่เชื้อในชุมชน เพิ่มความพร้อมในการรักษาพยาบาล โดยมีเป้าหมายคือลดผลกระทบทางสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มความมั่นคงของประเทศ

“มีการย้ำในที่ประชุมเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า ผู้เดินทางทุกคนที่มาจากเขตติดโรค ต้องได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิ และคัดกรอง ณ สนามบินต้นทาง และมีการติดตั้งเครื่องเทอโมสแกน และจัดให้มีห้องแยกโรคในช่องทางหลักเข้าออกระหว่างประเทศ เช่น ที่สนามบินนานาชาติและช่องทางรองที่มีผู้เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดไ 

ส่วน วาระที่ 3. เป็นวาระเรื่องเพื่อพิจารณา มีนายอนุทิน เสนอแนวทางการบูรณาการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมฯ ในทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม และวาระที่ 4. เรื่องอื่นๆ ซึ่งหารือถึงภารกิจนำคนไทยในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน กลับประเทศไทย โดยช่วงนี้มีอธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม และฝ่ายความมั่นคง ช่วยกันบรรยาย  

“ซึ่งมีการย้ำ 6 ขั้นตอนคือ 1.การเตรียมการก่อนการบิน 2.ปฏิบัติการขณะและระหว่างเดินทางออกจากประเทศไทย 3.ปฏิบัติการเมื่อลงจอดที่สนามบินอู่ฮั่นและการาลำเลียงผู้โดยสาร 4.ปฏิบัติการขณะและระหว่างเครื่องบินเดินทางกลับสู่ประเทศไทย 5.การดำเนินการภายหลังเครื่องบินเดินทางมาถึงประเทศไทย และ6.การติดตาม เฝ้าระวังผู้เดินทางให้เป็นมาตรฐานที่กำหนด”