
ขับเคลื่อน‘งบ 63’ ต้องทันโลก-เศรษฐกิจยุคใหม่
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และวาระ 3 เมื่อวันที่ 8-10 มกราคมที่ผ่านมา ดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยมีส.ส.อภิปรายเสนอแนะให้การจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด
ต้องเร่งขับเคลื่อน“งบ 63”
“ขุนพลเศรษฐกิจ” พรรค ประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้อภิปรายเสนอแนะการจัดสรรงบประมาณปี 2563 โดยยํ้าว่ารัฐบาลควรเร่งใช้เงินงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มาก เพราะอีกไม่นานรัฐบาลจะต้องเริ่มเตรียมงบประมาณปี 2564 ขณะเดียวกันได้เสนอ ให้ออกแบบงบประมาณปี 2564 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งปัจจุบันประเทศ ไทยเปลี่ยน ไปแล้วอย่างน้อย 5 เรื่อง ประกอบด้วย
ประการแรกสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ปัญหาเงินบาทที่สะท้อนโครงสร้างในหลายๆ เรื่อง ที่สำคัญคือ ความได้เปรียบที่ไทยเคยมีจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าของเงินปี 2540 โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไทยเคยพึ่งการส่งออกในการขับ เคลื่อน วันนี้ใช้การไม่ได้ ยิ่งเป็นเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องลงทุน และหนึ่งในสาเหตุที่เงินบาทแข็งค่าเพราะเอกชนเลิกลงทุน ทำให้การนำเข้าสินค้าทุน นำเข้าวัตถุดิบลดลง ถึงแม้การส่งออกลดลง แต่ก็เป็นเหตุให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเราเพิ่มขึ้น เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เงินบาท แข็งค่าขึ้น ตัวที่จะมาทดแทนตรงนี้ได้คือการลงทุนของรัฐบาล แต่งบประมาณปี 2563 งบประมาณงบลงทุนโดยรวมเทียบกับจีดีพีแล้ว จริงๆ แล้วลดลงเมื่อเทียบกับงบปี 2562 ด้วยซํ้าไป
แนะงบ64 รับศก.เปลี่ยน
ประการที่ 2 ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ปัญหาหนี้สินประชาชน จากหนี้บัตรเครดิต หนี้กองทุนหมู่บ้าน หนี้นอกระบบ หนี้ กยส. การกู้เงินมาซื้อรถคันแรก ประชาชนอยู่ภาวะที่ถูกฟ้องร้อง ล้มละลาย ยึดทรัพย์สิน จำนวนนับล้านคน พฤติกรรมการใช้เงินที่เปลี่ยนไป รายได้ที่ลดลง งานที่ลดลง แต่ทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ นำไปใช้กับ เซเว่นฯ โลตัส บิ๊กซี ที่มีผู้ใช้บริการถึง 12 ล้านคนสะท้อนให้เห็นภาพโดยรวมของ เอสเอ็มอีว่าแข่งขันไม่ได้ เป็นเหตุผลให้ผู้ประกอบการไม่ลงทุน เพราะประสิทธิภาพในการแข่งขันลดลง เนื่องจากมีอำนาจผูกขาด รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยงบประมาณ
“ดีใจที่เพิ่มงบประมาณเรื่องการศึกษาสอนให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษได้ เพิ่มงบประมาณให้กับวิทยาลัยเกษตรเพื่อเพิ่มโอกาสคนยากคนจน ที่จะเรียนทำการเกษตรโดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น และต้องพิจารณาการปฏิรูประบบภาษีให้เป็นธรรม”
ส่วนแนวทางออกแบบงบ ปี 2564 ประการที่ 3 นายกรณ์ ระบุว่าจากโครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป เข้าสู่สังคมสูงอายุเรามีความจำเป็นที่ต้องออกแบบงบประมาณรองรับ ประการที่ 4 ภาวะโลกร้อน ต้องมีงบประมาณเพียงพอที่จะแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับเกษตรกร และประการที่ 5 ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
“เรามีความจำเป็นที่จะต้องจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นให้กับประชาชน ให้เขามีความรู้สึกว่าเงินภาษีได้ถูกใช้ไปในสิ่งที่มีผลต่อชีวิตของเขาและลูกหลาน ไม่ได้ตอบสนองเฉพาะแต่หน่วยงานของรัฐบาล” นายกรณ์ ระบุ
แนะทำรายละเอียดงบฯมากขึ้น
ขณะที่ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมช.คลัง อภิปรายประเด็นการจัดสรรเอกสารงบประมาณฯปี 2563 ในส่วนของงบกลางว่า งบกลางเป็นเงินก้อนใหญ่ ใช้เงินสูงถึงกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 1 ใน 6 ของงบประมาณทั้งก้อน จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท แต่เอกสารงบประมาณที่สำนักงบประมาณจัดทำขึ้น มีรายละเอียดการเสนองบประมาณของหน่วยงานต่างๆ จำนวนเงินกว่า 5 แสนล้านบาท มีรายละเอียดปรากฏ อยู่แค่ 6 แผ่น และเอกสารเล่มเดียวกันมีข้อมูลงบประมาณของสำนักนายกฯ และกระทรวงกลาโหม ใช้เงินกว่า 2 แสนล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของงบกลาง แต่มีรายละเอียดเป็นเอกสารยังไม่เพียงพอ
“ขอบ่นดังๆ ว่าผู้จัดทำเอกสารกั๊กข้อมูลไม่แสดงงบกลางให้ปรากฎให้ชัดเจน เงินกว่า 5 แสนล้านบาทแสดงเอกสารแค่ 6 แผ่น ขณะที่กระทรวงต่างๆ แสดงข้อมูลมากมาย จึงแนะนำว่าในโอกาสข้างหน้าอยากให้สำนักงบประมาณแสดงรายละเอียดการจัดทำงบกลางให้ดีกว่านี้”
ส่วนกรณีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการจำนวน 7.1 หมื่นล้านบาทนั้น ดร.พิสิฐ อภิปรายว่าอยากให้แสดงตัวเลขให้ชัดเจน ไม่ใช่ต้องการตัดงบ แต่ต้องให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ถามว่าทำไมเงินเหล่านี้จึงมาซ่อนอยู่ในงบกลาง เงินกว่า 4 แสนล้านบาทใหญ่กว่าหลายกระทรวง ตามหลักจึงควรจัดให้เป็นหมวดหมู่ จึงเสนอว่ากรมบัญชีกลางควรแสดงตัวเลขให้ชัดเจน และแสดงรายละเอียด ให้ปรากฏ ไม่ใช่แสดงแค่ 6 หน้า
“ขอตั้งข้อสังเกตว่า งบกลางเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารโยกงบเหล่านี้มาใช้ในเรื่องอื่นที่ไม่อยู่ในเอกสารงบประมาณ และงบที่ต้องใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล ไปตั้งจ่ายจากเงินคงคลัง ทำให้แต่ ละปีต้องชดใช้เงินคงคลังกันขึ้น จึงสงสัยทำไมปีนี้ ไม่มีการตั้งงบชดใช้เงินคงคลัง” อดีต รมช.คลัง ตั้งข้อสังเกต
ทั้งหมดเป็นข้อเสนอแนะที่สำนักงบประมาณ ควรนำไปแก้ไขให้การจัดทำงบประมาณครั้งต่อไป มีรายละเอียดมากขึ้น เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบสอบได้
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,539 วันที่ 12-15 มกราคม 2563






