
‘ประยุทธ์2’หนีไม่พ้น ถูกยํ้าแผลเก่า
ยังไม่แน่ชัดอย่างเป็นทางการว่า ศึกซัก ฟอกรัฐบาลรอบนี้ พรรคขั้วฝ่ายค้าน จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐมนตรี” รายใดบ้าง แต่ก็มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า “5 รัฐมนตรี” ที่ตกเป็นเป้าโจมตีในครั้งนี้นั้น ล้วนเป็นรัฐมนตรีที่ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาล “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ที่ประกอบด้วย
หัวเรือใหญ่ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พ่วงด้วย “บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นเป้าหลอก
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 154 ระบุว่า การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 151 มาตรา 152 หรือมาตรา 153 แล้วแต่กรณี ให้กระทำได้ปีละ 1 ครั้ง
ไม่พ้นถูกดักคอจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐนตรีและรมว.กลาโหมว่า รัฐบาลนี้เพิ่งทำงานมา 5 เดือน การอภิปรายครั้งนี้เป็นการอภิปรายนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ในครม.ชุดนี้ อย่าเอามาพันกันไปหมด มันจะเสียหายไปหมด ซึ่งจะทำให้สิ่งที่ทำไว้เสียไปด้วย ที่ทำดีๆ ไว้ก็เสียหายหมดเพราะไม่เข้าใจกัน แล้วจะทำงานกันอย่างไรต่อไป
“อย่าเอาความไม่ชอบส่วนตัวมาว่า ประเทศชาติสำคัญกว่าอย่างอื่น ผมไม่ได้วิตกกังวลอะไรทั้งสิ้น ก็ชี้แจงไป สุดแล้วแต่ว่าวัตถุประสงค์นั้นทำไปเพื่ออะไร เราตอบได้ก็คือ ตอบ อย่าถามอย่างเดียวแล้วไม่ฟังคำตอบ ขอฝากประชาชนช่วยฟังคำตอบด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
เช่นเดียวกัน “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถ้าการอภิปราย อยู่ในช่วง 5 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ก็โอเค ส่วนที่แล้วมาก็จบไปแล้ว ขอให้ยึดหลักการทำงานในช่วง 5 เดือนกว่าที่ผ่านมา ขอให้ฝ่ายค้านยึดหลักการนี้
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เห็นว่า การพูดตัดตอนอายุการทำงานรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ เพียงเพื่อหวังว่าจะหลีกเลี่ยงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้านโดยเฉพาะช่วง 5 ปีที่ไร้การตรวจสอบ และถือเป็นการปัดความรับผิดชอบอย่างน่าละอายจากการที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้
เป็นที่รับรู้กันว่า บุคลากรในเครือข่ายของ คสช.ได้เป็นรัฐบาลตั้งแต่หลังรัฐประหาร และแม้ว่าจะมีเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 แต่ก็เป็นเพียงการเลือกตั้งตามแผนการสืบทอดอำนาจเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นเกือบทุกคนก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม หรือบางคนก็แค่สลับสับเปลี่ยนเก้าอี้เท่านั้น
ขณะที่มาตรา 151 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ “รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล” หรือ “ทั้งคณะ”
เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสี่
เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลง โดยมิใช่ด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไปให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ การลงมติในกรณีเช่นว่านี้มิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุดลง
มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
รัฐมนตรีคนใดพ้นจากตำแหน่งเดิมแต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่นภายหลังจากวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรค 1 หรือพ้นจากตำแหน่งเดิมไม่เกิน 90 วันก่อนวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อตามวรรค 1 แต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งอื่น ให้รัฐมนตรีคนนั้นยังคงต้องถูกอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจต่อไป
แนะซักฟอกยึด“ประยุทธ์2”
นายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความเห็นกรณีที่มีการถกเถียงกันเรื่องของกรอบเวลาการทำงานของรัฐบาลที่จะสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 154 ระบุว่า การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปแล้วแต่กรณีให้กระทำได้ปีละ 1 ครั้งจะยึดปีปฏิทิน หรือยึดปีวาระสภานั้น ต้องดูหลักปฏิบัติที่ผ่านมา จะยึดปีปฏิทิน หรือปีสภาก็ได้ แต่ด้วยอายุสภาของไทยที่ไม่แน่นอน อาจจะสมเหตุสมผลกว่าที่จะใช้ปีปฏิทิน
ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดว่า ต้องให้รัฐบาลทำงานไปได้กี่มากน้อย ฝ่ายค้านค่อยเปิดอภิปรายได้ ต้องถือว่าเป็นดุลพินิจของฝ่ายค้าน หรือบรรดาผู้ร่วมกันขอเปิดอภิปราย จะบอกว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ขอเปิดอภิปรายในช่วงนี้แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน
ส่วนกรอบของการอภิปรายรัฐบาลของพรรคร่วมฝ่ายค้านในเรื่องที่สืบเนื่องนั้น คงหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะในสมัย คสช. ที่ไม่สามารถมีการเปิดอภิปรายใดๆ ได้ อย่างไรก็ดี เห็นว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องเอางานของรัฐบาลประยุทธ์ 2 เป็นหลัก ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คสช. หรือ “ประยุทธ์ 1” ไป
หวังแรงกระเพื่อมนอกสภา
ด้านนายยุทธพร อินายสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) สะท้อนความเห็นเชิงวิชาการว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้กำหนด การอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้อย่างชัดเจนแต่ละประเภทให้ทำได้ ปีละ 1 ครั้ง ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติและแบบไม่ลงมติ
ดังนั้น จึงต้องนับวงรอบการทำงานของรัฐสภา 12 เดือน นับตั้งแต่วันโปรดเกล้าฯ เปิดประชุมสภาครั้งแรก ซึ่งรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า สภาผู้แทนราษฎรมีวาระคราวละ 4 ปี ในการดำรงตำแหน่ง ดังนั้นการใช้สิทธิอภิปรายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้เพียง 4 ครั้งในวงรอบการทำงานของสภา
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมฝ่ายค้านถึงยื่นเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในห้วงเวลานี้ เนื่องจากฝ่ายค้านได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติรอบที่แล้วไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดขึ้น ผลจากการอภิปรายที่ผ่านมาสะท้อนให้ฝ่ายค้านต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ของตัวเอง อย่างไรก็ดี การยื่นอภิปรายรอบนี้ก็คงไม่สามารถ ควํ่ารัฐบาลได้
“เป้าหมายของฝ่ายค้าน คือ ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมนอกสภา เนื่องจากการอภิปรายครั้งนี้อยู่ในช่วงที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งผลการลงมติไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล คะแนนโหวตที่ออกมาไม่เท่ากันนั้น แน่นอนว่า รัฐมนตรีคนใดที่ถูกอภิปรายแล้วได้คะแนนน้อย ย่อมถูกสังคมตั้งคำถามให้แสดงความรับผิดชอบ และควรพิจารณาตัวเอง ซึ่งก็จะสอดรับกับระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลที่ใกล้จะครบ 1 ปีช่วงกลางปี เป็นเหตุผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ปรับครม.ได้”
อย่างไรก็ดี เห็นว่า การอภิปรายรอบนี้รัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะถูกอภิปรายเรื่องเก่าๆ ได้ เพราะมีรัฐมนตรีหลายคนที่ทำงานอยู่ในชุดรัฐบาล คสช.
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,538 วันที่ 9-11 มกราคม 2563






