thansettakij
thansettakij
กองทุนหมู่บ้านพร้อมเต็มร้อย หมุนเงินประชารัฐสร้างศก.ฐานราก

กองทุนหมู่บ้านพร้อมเต็มร้อย หมุนเงินประชารัฐสร้างศก.ฐานราก

25 ธ.ค. 62 | 09:43 น.

 

25 ธันวาคม 2562 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จัดสัมมนาในหัวข้อ “เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ลงหลัก ปักฐาน สร้างไทย” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร ช่วง “ถอดบทเรียนโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับหมู่บ้านและโครงการพักชำระหนี้” มีวิทยากรประกอบด้วย รศ.ดร.ธนสุวิทย์ ทับหิรัญรักษ์ รองอธิบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชสวนภัฎสวนสุนันทา นายศุภมิตร ชลประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการความรู้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ(กทบ.)  นางสำรวย  โล่ห์นารายณ์ ประธานสถาบันการเงินชุมชนต้นแบบบ้านถนนหัก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการกทบ.  และนายเจริญ ตระการฤทธิ์ ประธานกองทุนหมู่บ้านป่าตาลเหนือ อ.ขุนตาล จ.เชียงราย และผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการกทบ.  

รศ.ดร.ธนสุวิทย์  กล่าวว่า จากที่คลุกคลีกองทุนหมู่บ้านมา 17 ปีแล้ว  ถือว่านโยบายประชารัฐผ่านกองทุนหมู่บ้านเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนของรัฐบาลเป็นการฉีกแนวทางใหม่ ที่รัฐขับเคลื่อนนโยบายโดยไม่ผ่านระบบราชการ เปลี่ยนเป็นการใช้ประชาชนดูแลกันเอง ส่วนโครงการพักนี้เป็นการบริหารหนี้ให้สามารถเดินไปได้  อีกส่วนคือพัฒนาการจ้างงานในชุมชน ทำให้ประชาชนเปลี่ยนวิธีคิและหารูปแบบใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของสังคม เกิดการปรับตัวเปลี่ยนจากวิธีคิดวิธีทำแบบเดิม ๆ ที่คุ้นเคยใช้เทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้เกิดแนวคิดแปลกใหม่มากขึ้น  อย่าใช้ประสบการณ์เราไปตัดสิน เช่น ร้านค้าประชารัฐที่อาจไม่ได้มีพนักงานอยู่เปิดร้านตลอดเวลา แต่ในแง่มิติทางสังคมถือว่าสำเร็จ ผู้สูงอายุมาช่วยขาย เป็นศูนย์รวมกิจกรรมของคนในชุมชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทำให้เกิดสภาชุมชน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดทายาทกองทุนที่สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา

“ส่วนเงินประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากรอบใหม่กองทุนละ  2 แสนบาทรอบนี้จะนำไปทำอะไรบ้าง ที่สำคัญคืออย่าก็อปปี้โครงการกัน แต่ควรพูดคุยเพื่อเชื่อมโยงกันระหว่างกองทุนระหว่างชุมชน ทำไปด้วยกันไม่ใช่แข่งกันเอง ให้เป็นแพ็คทั้งอำเภอ โดยอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลหรือบิ๊กดาตา เพื่อหาปัญหาและนำมาแก้ไข ซึ่งมั่นใจว่าจากมุมมองและประสบการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้กองทุนฯเดินต่อไปได้”
 

ด้านนายเจริญ กล่าวว่า กองทุนหมู่บ้านฯตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 ผ่านประสบการณ์มา 19 ปี จากที่มีต้นทุนน้อยที่สุด อาศัยการมีเป้าหมายร่วมคือความฝันและมองเห็นโอกาสในพารพัฒนาชุมชนร่วมกันตั้งแต่กรรมการ ทีมงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มอาสาสมัครอสม. เสียสละเข้ามาทำงานร่วมกัน บริหารเงินกองทุนฯให้คงอยู่และเติบโตมาถึงทุกวันนี้ สร้างความรู้ความเข้าใจกระบวนการทำงานของตนเองขึ้นมาได้ ซึ่งต้องใช้เวลาเพราะส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ แต่ที่ยั่งยืนมาเพราะการควบคุมภายในไม่ให้เกิดการทุจริต

 

สำหรับเม็ดเงินที่รัฐจะให้อีกกองทุนละ  2 แสนบาทเป็นรอบที่สี่นั้น รัฐบาลต้องการให้เอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน ตรงกับกรรมการกองทุนและชามชน ที่มองถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่และต่อยอดสร้างความยั่งยืนต่อไป

 

เช่นเดียวกับนางสำรวย ที่กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า กองทุนฯก่อตั้งมาตั้งแต่ยังต้องอาศัยชายคาคนอื่นอยู่ ปัจจุบันสามารถสร้างอาคารสำนักงานเป็นตึก 3 ชั้น มีพื้นที่พร้อมบริการสมาชิกและคนในชุมชนครบวงจร ทั้งฝาก ถอน กู้เงิน รับชำระเงิน บริการสินค้าจำเป็นต่าง ๆ ตลอดจนช่วยสวัสดิการแก่ชุมชน

 

“วันนี้กองทุนเราไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ปล่อยกู้ แต่ทำหน้าที่ดูแลสมาชิก ตั้งแต่เกิดจนตาย นี่คือ กระบวนการของชุมชนที่ต้องการสร้างอนาคตใหม่กับชุมชน อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ควรมี คือ องค์ความรู้ที่ต้องมีกระบวนการให้ความรู้ รวมถึงความรู้ด้านไอที เพื่อให้กองทุนฯก้าวเดินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างคนรุ่นใหม่เอาไว้รองรับ” นางสำรวย ระบุ และยืนยันว่า ถ้าทำได้เช่นนี้หลังจากนี้ คำว่า โง่ จน เจ็บ จะจบไป   

 

ทั้งนี้ สำหรับ 2 แสนบาทที่รัฐจะเติมให้กองทุนฯรอบใหม่ ไม่มากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ ขณะที่เป้าหมายหลักคือ แต่ละกองทุนมีโอกาสและพิจารณาความต้องการแต่ละหมูบ้านและชุมชน ขึ้นอยู่กับความจำเป็น ทั้งนี้ จะมองการต่อยอดกับโครงการที่ยังไม่ดีให้ดีขึ้น อาทิ ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ระดับตำบล เพื่อกระจายให้กับชุมชน ซึ่งเรามีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว อาทิ ส่งคนรับอบรมการเพาะชำกล้าไม้  การขอใบอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เป็นต้น และมองถึงความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยต้องมีคนดูแลโครงการ มีรายได้จากการบริหารจัดการโครงการ และเสริมสวัสดิการเพื่อนำไปสู่การสร้างสวัสดิการสำหรับชุมชน

 

ทั้งนี้ นายศุภมิตร ชี้แจงว่า  ตามที่รัฐบาลอนุมัติงบให้กองทุนหมู่บ้านแห่งละ 2 แสนบาทเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ระเบียบต่าง ๆ จะออกในเดือนมกราคม 2563 และนายกฯกดปุ่มเปิดเพื่อทยอยอนุมัติโคตรงการโอนเงินให้กองทุนต่อไป  เพื่อทำโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งถือเป็นรอบที่ 4 ที่ใช้กลไกกองทุนหมู่บ้านไปพัฒนาชุมชน ทั้งยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จาก 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าโครงการประชารัฐมี 1 แสนกว่าโครงการนั้น ปีแรกโครงการที่ทำมากที่สุด คือ ร้านค้าประชารัฐ ตามด้วยการซื้อเต้นท์โต๊ะเก้าอี้เพื่อการบริการชุมชน จึงควรเปิดให้กองทุนฯได้พิจารณาทำโครงการที่ใหญ่ขึ้นได้

 

ส่วนมาตรการพักชำระหนี้ให้กับสมาชิกเป็นเวลา 1 ปีของรัฐบาลนั้น ทั้ง 3 รายเห็นพ้องกันว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้เนื่องจากที่ผ่านมาสมาชิกมีวินัย สามารถชำระหนี้ได้ ทั้งยังมีระยะเวลาที่สั้นเกินไป รศ.ดร.ธนสุวิทย์ รองอธิบดีการฝ่ายวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ให้ข้อสังเกตว่า หากมีการชำระหนี้ควรแบ่งเป็น กลุ่มคนที่มีวินัย และคนที่มีความเดือดร้อนจริง ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯมีแผนที่จะลงไปจัดเก็บข้อมูลและวิจัยเพื่อสอบถามว่า วิธีการเช่นนี้ใช้ได้ผลหรือไม่โดยคาดว่าจะให้เวลาประมาณ 2 เดือน    

 

เช่นเดียวกับ นายเจริญ ประธาจนกองทุนหมู่บ้านป่าตาลเหนือ ระบุว่า ไม่เห็นด้วย และระยะเวลาการพักชำระหนี้ของรัฐบาลก็สั้นเกินไปและที่ผ่านมาสมาชิกก็มีวินัย ขณะที่เรื่องการพักชำระหนี้นั้นอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการฯที่สามารถใช้ดุลพินิจได้อยู่แล้ว

 

สอดรับกับความเห็นของนางสำรวย ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการพักชำระหนี้เพราะเป็นการสกัดกั้นการพัฒนาของกองทุนฯ แต่ในมุมองของสมาชิกจะชอบเป็นพิเศษ ทั้งนี้ หากมองในแง่ดี คือ ปีนี้ไม่ต้องไปกู้หนี้นอกระบบมาใช้ชำระหนี้ แต่เห็นว่า ปีเดียวไม่เกิดประโยชน์ แต่หากมองในอนาคตเรื่องนี้ต้องมีการวางกรอบในอนาคตเพื่อไม่ให้เสียวินัยกับสมาชิกต่อไป  

 

ด้านนายศุภมิตร ชี้แจงว่า การพักชำระหนี้รอบหนี้ให้เป็นไปตามความสมัครใจ ถ้าไม่อยากพักชำระหนี้ก็จ่ายดอกและจ่ายต้นตามปกติ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาสมาชิกบางรายอาจประสบปัญหาหลายเรื่อง อาทิ ภัยแล้งทำให้อาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ แต่อยากให้มองเป็นประตูที่เปิดและเป็นโอกาสของสมาชิก