
แฉเบื้องหลัง ‘พญาอินทรี’ ตัดสิทธิ GSP ไทย
เมื่อชาติมหาอำนาจอย่าง “สหรัฐอเมริกา” ยื่นคำขาดขู่ข้ามประเทศให้ไทยปรับมาตรฐานสิทธิแรงงานให้เท่าสากลไม่เช่นนั้นจะตัดสิทธิ Generalized System of Preferences หรือ GSP กว่า 500 รายการของไทยกลายเป็นประเด็นเดือดที่สังคมให้ความสนใจเพราะไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นกันได้ง่ายๆ
ในรายการ NEWSROOM ห้องข่าวเศรษฐกิจ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30-11.50 น. ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ช่วง ลึก แต่ไม่ลับ กับ บากบั่น บุญเลิศ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ดำเนินรายการโดย บากบั่น บุญเลิศ และ วิลาสินี แวน ฮาเรน เกาะติดประเด็นเดือดพร้อมขุดคุ้ยเบื้องลึกของเรื่องนี้มานำเสนอ
หลังจากที่ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทวีตเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมว่า เตรียมตัดสิทธิ GSP ของไทยทั้งหมด 573 รายการ ประกาศขีดเส้นตายให้เวลา 6 เดือนในการแก้ไขกฎหมายแรงงานให้เป็นสากลซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 25 เมษายน 2563 รวม 4 ข้อ คือ
1. ให้สิทธิแรงงานต่าง ด้าวสามารถตั้งสหภาพแรงงานในไทย 2. ให้แรงงานต่างด้าวในไทย ฟ้องนายจ้างแล้วไม่ถูกฟ้องกลับ 3. ให้แรงงานมีสิทธิเรียกร้องแสดงความเห็นในที่สาธารณะได้ และ 4. ให้ไทยแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์
ปัจจุบันสินค้าไทยที่ได้สิทธิ GSP มีจำนวน 3,500 รายการ ถูกตัดสิทธิ 573 รายการ คิดเป็น 1 ใน 3 ของสินค้าไทยทั้งหมด ต้องเสียภาษีนำเข้าสูงขึ้นประมาณ 4-5% หรือ มีต้นทุนในการส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณ 50.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐฯลดลงประมาณ 28.8-32.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้ แม้ว่าหลายฝ่ายเชื่อว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับไทยไม่มาก แต่ในมุมมองของนายบากบั่นนั้น เห็นว่าจะกระทบกับไทยอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่จะมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจากที่ไม่เคยมีต้นทุนส่วนนี้มาก่อน ซึ่งจากข้อมูลปี 2561 ไทยใช้สิทธิ GSP ส่งออกไปสหรัฐฯมีมูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากสิทธิ GSP ทั้งหมดกว่า 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 66%
ขณะที่หลายวันมานี้มีความเห็นที่น่าสนใจจากผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน บอกว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็เป็นมาตรฐานของไทย แต่คงไม่สามารถไปยกเอากฎหมายสากลมาแปลใช้ได้เลย แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยก็ได้ให้สิทธิต่างๆ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องไม่ได้มากไปกว่าคนไทย
สิ่งที่ถูกร้องขอมากลายเป็นว่า คนต่างด้าวที่อยู่เมืองไทยจะได้สิทธิมากกว่าคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ผมเชื่อว่าไม่มีประเทศไหนที่ยกเอามาตรฐานสากลมาแปลใช้กับแรงงานในประเทศของตัวเองหมด ต่างก็ออกกฎหมายที่เหมาะสมกับสภาพสังคมประเทศของตัวเองทั้งนั้น
เรื่องนี้มีฉากหลังที่หลายคนยังไม่รู้ นายบากบั่น กล่าวและว่า นอกจากกรณีที่ไทยแบน 3 สารพิษ (พาราควอต, ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) ที่ปรากฏเป็นข่าวครึกโครม แต่หากย้อนกลับไปมีอีกเรื่องที่เชื่อมโยงกัน นั่นก็คือ ความพยายามที่จะให้ไทยนำเข้าหมูเนื้อแดงของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2557 ที่มีการเจรจากันมาอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
ปรากฏอยู่ในรายงานประเมินสถานการณ์การค้าประจำปี 2562 ของสหรัฐฯว่า ไทยกีดกันด้านสุขอนามัยโดยไม่อนุญาตนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ไทยแก้กฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานไอแอลโอ มาปะทุขึ้นเมื่อไทยประกาศแบน 3 สารพิษดังกล่าว สหรัฐฯจึงตอบโต้ด้วยการประกาศตัด GPS ของไทยทันที
นายบากบั่น ยังได้เปิดข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ ระบุว่า จีน คือ ผู้ผลิตสารพาราควอต มากที่สุดในโลก แต่จากข้อมูล พบว่าไทยนำเข้าสารพาราควอตจากสหรัฐฯ ส่วนสารคลอร์ไพริฟอส และสารไกลโฟเซต นั้นไทยนำเข้าจากสหรัฐอเมริกามากที่สุด ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากในไทยเป็นที่ตั้งของ ดาว เคมิคอล บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายและนำเข้า 3 สารดังกล่าวนั่นเอง ทั้งยังมีข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท ดาว เคมิคอลฯ ได้เข้าซื้อกิจการของ “มอนซานโต้” เรียบร้อยแล้ว
ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อดูปฏิกิริยาของผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เช่น กรณีที่ นายเท็ด เอ.แมคคินนีย์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ของสหรัฐฯ ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งในเชิงการเจรจาความเมืองอาจมองเป็นปรากฏการณ์ไม่กี่ครั้งที่ข้าราชการของกระทรวงทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศประเทศหนึ่ง ผมถามว่า ได้หรือ? ในเชิงทางการทูตน้อยมาก ถือเป็นการดูถูกคนไทยอย่างมาก ปกติรัฐมนตรี ประธานาธิบดี ถึงจะส่งสารถึงผู้นำของแต่ละประเทศได้ การที่ข้าราชการระดับอธิบดี ระดับอัครราชทูต หรือที่ปรึกษา ทำหนังสือลักษณะนี้ เป็นการข้ามหัว ไม่ให้เกียรติกัน นายบากบั่น ระบุ
จากการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในปี 2560 นายเท็ด เอ.แมคคินนีย์ เคยทำงานอยู่ที่ “ดาว อะโกรไซแอนส์” บริษัทในเครือของ ดาวเคมิคอล เมื่อสาวลึกลงไปทั้งปรากฏข้อมูลว่า นายแอนดรูว์ ลิเวอริส ที่ปรึกษาคนสนิทของ โดนัลด์ ทรัมป์ นั้นปัจจุบันเป็นประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริษัท ดาว เคมิคอลฯ
ทั้งยังปรากฏข้อมูลว่า นายสก๊อต ฮัคซินส์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำยูเอสดีเอ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ เคยทำงานอยู่ในแผนกผลิตภัณฑ์เคมีกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ดาว เคมิคอล มานานกว่า 30 ปี และ นายปีเตอร์ ซี.ไรท์ ผู้บริหารสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เคยเป็นนักกฎหมายสิ่งแวดล้อมของ ดาว เคมิคอล
นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจุบันมีคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลสหรัฐฯหลายคดีเกี่ยวกับการฟ้องร้อง บริษัท มอนซานโต้ฯซึ่งล่าสุดศาลสหรัฐฯได้ตัดสินให้ มอนซานโต้ จ่ายเงินชดเชยเหยื่อจำนวน 3 รายที่ป่วยเป็นมะเร็งจากการใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารไกลโฟเซต จำนวน 2,500 ล้านบาท ขณะที่อีก 18,700 คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
“ว่ากันว่า ในเวทีประชุม สุดยอดผู้นำอาเซียนในวาระการประชุมอินโดแปซิฟิก ฟอรัม ที่จะเกิดขึ้นในไทย จะมีรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยของสหรัฐฯ เข้าร่วมหารือในครั้งนี้ แว่วๆ ว่า เขาจะมาพร้อมกับค้อนที่จะทุบเราเพื่อนำไปสู่การเจรจาให้ไทยเปิดทางนำเข้าหมูเนื้อแดง” นายบากบั่น ระบุทิ้งท้าย
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,518 วันที่ 31 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2562






