
จ่าย“โฮปเวลล์”ค่าโง่แห่งชาติ“เจรจา”หรือ“จบคดี”
นับตั้งแต่ปี 2532 ถึงวันนี้ (21 ตุลาคม 2562) สังคมไทยยังกังขาเรื่องการจ่ายค่าโง่ทางด่วนโฮปเวลล์กันอยู่ว่า ที่สุดแล้วรัฐบาลไทย “จะจ่าย” หรือ “ไม่จ่าย” ในรายการ ห้องข่าวเศรษฐกิจ NEWSROOM ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลาตั้งแต่ 10.30-11.50 น. ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ช่วง “ลึกแต่ไม่ลับ กับ บากบั่น บุญเลิศ” ดำเนินรายการโดย บากบั่น บุญเลิศ และ วิลาสินี แวน ฮาเรน
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาสั่งให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จ่ายเงินค่ายกเลิกสัญญาให้กับ “โฮปเวลล์” จำนวน 11,888.75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปี และค่าใช้จ่ายอื่นๆภายใน 180 วันนับตั้งแต่วันที่คดีสิ้นสุดลง ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ แต่เมื่อวันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2562 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องเสนอแนวทางการแก้ปัญหาและต่อสู้คดีนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณรัฐมนตรี (ครม.) กลับมีกระแสข่าวออกมาว่า มีการถอนเรื่องนี้ออกจากที่ประชุมครม.โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนรีฝ่ายกฎหมายไปดูในรายละเอียดของเรื่องนี้ จึงสร้างความกังขาให้กับสื่อมวลชนที่เกาะติดเรื่องนี้
จากการสอบถามนายวิษณุ รองนายกรัฐมนตรี ถึงสาเหตุของการถอนเรื่องนี้ได้คำตอบว่า “..สาเหตุที่ถอนเรื่องให้ไปทบทวนแนวทางการต่อสู้คดีค่าโง่โฮปเวลล์ มูลค่า 12,000 ล้านบาท เพราะมีบางประเด็นที่ต้องการให้เขาไปทำความเข้าใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น” พร้อมกล่าวย้ำว่า กรณีที่ศาลตัดสินคดีจบแล้วนั้นจะยังสามารถฟ้องร้องกันต่อได้หรือไม่ว่า ตนไม่ทราบไม่ขอพูดอะไร ให้กระทรวงคมนาคมพูดเองเพราะกระทรวงเป็นเจ้าของเรื่อง
หากย้อนกลับไปวันที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ นายศักดิ์สยาม รมว.คมนาคม เคยพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า.. “คดีนี้หากมีแนวทางสามารถต่อสู้ได้ก็ต้องทำเพราะเป็นวงเงินจำนวนมาก หากมีโอกาสที่จะชนะคดีได้จะส่งผลให้รัฐบาลไม่ต้องเสียงยประมาณแผ่นดินแม้ต่บาทเดียว..”
ทั้งยังระบุถึงเรื่องนี้เอาไว้อีกว่า “กรณีค่าโง่โฮปเวลล์นั้นได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า ทางอัยการสูงสุด พบว่า มีประเด็นหรือข้อมูลใหม่โดยได้ขอให้กระทรวงคมนาคมมอบอำนาจในการอุทธรณ์หรือฟ้อง ซึ่งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรมว.คมนาคม ได้ลงนามหนังสือไปยังอัยการสูงสุดแล้ว ส่วนหลักฐานหรือข้อมูลใหม่คืออะไร ยังไม่ทราบเพราะยังไม่ได้หารือกับฝ่ายใด”
ภายหลังการถอนเรื่องออกจาก ครม. นายนิติธร ล้ำเหลือ ในฐานะตัวแทนของ รฟท.และได้รับมอบมายจากนายศักดิ์สยาม รมว.คมนาคม ได้เดินทางไปที่ศาลปกครอง เข้าใจกันว่า ไปเพื่อฟ้องคดี โดยนายนิติธร บอกกับสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ว่า เนื่องจากสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์มีประเด็นอาจทุจริต 12 ประเด็นหลัก ทำให้การทำสัญญาในโครงการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นสัญญาโมฆะ
เมื่อถึงวันนัด (18 ตุลาคม 2562) ปราฎว่า นายนิติธร กลับไม่ได้ยื่นฟ้องคดี บอกว่า เนื่องจากคณะทำงานของนายศักดิ์สยาม แจ้งมาว่า กลุ่มโฮปเวลล์ยื่นขอเจรจาและยินดีให้ รฟท.ยื่นขอขยายเวลาชำระค่าชดเชยตามคำพิพากษาออกไปโดยจะไม่คัดค้านการยื่นขอขยายเวลาด้วย
ทั้งยังบอกด้วยว่า “ผมจะถอนฟ้องทั้ง 2 คดีข้างต้นออกไปก่อนโดยรฟท.และกระทรวงคมนาคมจะส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายมายื่นขอขยายเวลาเอง สามารถยืดได้มากที่สุด 180 วัน สามารถมายื่นได้ภายในวันนี้ หรือช้าที่สุดในวันที่ 21 ตุลาคม”
นายบากบั่น ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้เอาไว้ว่า เมื่อครบกำหนด 180 วันตามคำพิพากษาของศาลปกครองในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ หากสู้คดีรฟท.มีโอกาสที่จะขอขยายเวลาเพราะสามารถนับเวลาของคดีออกไปได้ แต่ถ้า “ไม่ฟ้อง” คดีในวันดังกล่าว หมายความว่า รฟท. ยอมจ่ายค่าโง่จำนวนดังกล่าว เช่นเดียวกัน ถ้า “เจรจากับเอกชน” ก็หมายความว่า ยอมจ่ายค่าโง่เหมือนกัน
“จากท่าทีที่เกิดขึ้นเรื่องค่าโง่ทางด่วนโฮปเวลล์นี้กำลังจะเดินไปสู่ 2 โหมดข้างต้นนี้ คือ ถ้าไม่ฟ้องคดีก็ต้องจ่ายค่าโง่เขา และถ้าเจรจากับเขาก็จ่ายค่าโง่เช่นกันแม้ว่าอาจจะลดให้แต่ก็ยังจ่ายอยู่ดี” นายบากบั่น กล่าวตั้งข้อสังเกต
สำหรับโครงการนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2532 โดย นายมนตรี พงษ์พานิช รมว.คมนาคม ในขณะนั้นได้ริเริ่มขึ้น โดยเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2533 โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) ได้เข้ามาตั้งบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายนปีเดียวกัน รฟท.ได้ลงนามในสัญญาสัมปทาน กับบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) แต่มีปัญหามาต่อเนื่อง กระทั่งในปี 2534 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ได้สั่งให้ตรวจสอบและล้มเลิกโครงการ อย่างไรก็ดี ในปี 2535-2538 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย 1โดย พ.อ.วินัย สมพงษ์ รมว.คมนาคม ได้ผลักดันโครงการนี้ต่อ
ในปี 2539-2540 รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โดยนายสุวัจน์ ลิปพัลลภ รมว.คมนาคม ได้เสนอให้ครม.บอกเลิกสัมปทานเนื่องจากบริษัทโฮปเวลล์ ทำไม่ได้มีปัญหาด้านการเงิน ต่อมาในปี 2540-2541 รัฐบาลนายชวน 2 โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมว.คมนาคม ได้เสนอให้ยกเลิกสัมปทานเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540
ในปี 2547 บริษัทโฮปเวลล์ฯ ยื่นอนุญาโตตุลาการเรียกร้องค่าเสียหายจากรฟท. จำนวน 56,000 ล้านบาท และกระทรวงคมนาคม โดย รฟท.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เรียกค่าเสียหาเนื่องจากการทิ้งงาน จำนวน 200,000 ล้านบาท ต่อมาในปี 2551 อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ กระทรวงคมนาคมคืนเงินชดเชยให้กับ โฮปเวลล์ จำนวน 11,888.75 ล้านบาท ในปีเดียวกันนั้นกระทรวงคมนาคม โดย รฟท.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางซึ่งศาลปกครองกลาง พิพากษาให้รฟท.ชนะในคดีนี้และเพิกถอนคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ต่อมาในปี 2557 โฮปเวลล์ ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด โดยกลับคำพิพากษาคดีนี้ให้ รฟท.จ่ายชดเชยให้กับโฮปเวลล์ทั้งหมด 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยภายใน 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 21 ตุลาคมนี้
อย่างไรก็ดี จากปัญหาที่เกิดขึ้น กระทรวงคมนาคมได้ร้องต่ออัยการให้ทำคำร้องสู้คดีนี้ใหม่ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 75 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า เปิดโอกาสให้มีการพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ได้ เมื่อคดีนั้นศาลปกครองมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีแล้ว, ต้องเป็นคู่กรณีในคดีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสีย หรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งคดีนั้น และเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งใน 4 เรื่อง ดังต่อไปนี้
1.ศาลปกครองฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นการยุติไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
2.คู่กรณีที่แท้จริงหรือบุคคลภายนอกที่มีผลกระทบไม่ได้ถูกเรียกเข้ามาร่วมดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี
3.มีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนการพิจารณาพิพากษา ที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม
และ4.คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นทำขึ้นโดยศาลรับฟังข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด ต่อมาปรากฎว่า ข้อเท็จจริงหรือ ข้อกฎหมายนั้น เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น
“จาก 2 ประการข้างต้นในปัจจุบัน คือ กรณีโครงสร้างของบริษัทโฮปเวลล์ที่เป็นคู่สัญญาเดิมนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ปรากฎการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวในสัดส่วนที่สูงกว่าความเป็นจริงตามที่กฎหมายกำหนด โดยพบว่า จากจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด 7 ราย รวม 15,000 ล้านบาทนั้น ประกอบด้วย เป็นชาวมอริเชียส 1 ราย ถือหุ้นอยู่ที่ 14,500 ล้านบาท ชาวมาเลเซีย 1 ราย ถือหุ้น 500 ล้านบาท ขณะที่ชาวไทย 5 รายแต่ถือหุ้นอยู่เพียง 60 บาทเท่านั้น!! นี่คือ แนวทางการต่อสู้ที่กำลังจะเดินไปแต่การตัดสินใจอยู่ที่ฝ่ายนโยบาย” นายบากบั่น ระบุ
ทั้งยัง ปรากฎข้อมูลอีกว่า บริษัทโฮปเวลล์ มีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นมาแล้วหลายครั้ง โดยหลังจากยกเลิกสัญญา ในปี 2548 โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด ฮ่องกง โดยนายกอร์ ดอน วู ได้ขายหุ้นทั้งหมดของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำนวน 1,499,999,994 หุ้นให้กับ บริษัท ยูไนเต็ด ซัคเซส ลิมิเต็ด (มอริเชียส) เป็นเงิน 500 ล้านบาท ส่งผลให้ โฮปเวลล์ประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ จากนายกอร์ดอน วู ยิง เซง, นายเอ็ดดี โฮ ปิง ชาง, นายเฮนรี่ ลี ฮิน โมล์, นายโรเบริ์ต แวน-จิน เนียม, นายอนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ และนาย เดวิล ลุย ยัว นาย์ มาเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ ที่ประกอบด้วย 1.บริษัท ยูไนเต็ด ซัคเซส ลิมิเต็ด (มอริเชียล) จำนวน 1,499,999,994 หุ้น 2.ไชยยันต์ ชาติกุล 3.วิชชุดา ศรีรัตนประภาศ 4.ศุนันทา นิศกุลรัตน์ 5.นิตยา เกียรติเสรีกุล 6.ศุนันท์ พิพัฒน์สมบัติ และ 7.ศรีรัชฏ์ ปัญจพรรค์ คนละ 1 หุ้น
และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นอีกครั้งในวันที่ 30 ตุลาคม 2561 โดยบริษัท ยูไนเต็ด ซัคเซส ลิมิเต็ด ยังถือครองหุ้นจำนวน 11,499,999,994 หุ้น 2.เอฟเอสเอ็น คอนซัลติ้ง 50 ล้านหุ้น 3.นายธีรภัทร ทวีสิน (รักดนตรี) 2 หุ้น 4.นางสาวสุนันทา นิศกุลรัตน์ 5.นางนิตยา เกียรติเสรีกุล 6.นายสุนันท์ พิพัฒน และ7.นางศรีรัชฏ์ ปัญจพรรค์ รายละ 1 หุ้น
ดังนั้น หากมีการจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์จริง เงินจำนวนนี้จะไม่ได้ไปอยู่ที่ นายกอร์ ดอน วู ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในคู่สัญญาสัปทานตั้งแต่แรก แต่จะตกไปอยู่ในมือของ บริษัท ยูไนเต็ด ซัคเซส ลิมิเต็ด ที่ลงทุนซื้อ โฮปเวลล์ประเทศไทยมา 500 ล้านบาท แต่ได้ค่าโง่ไปกว่า 25,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย โดยปัจจุบัน บริษัท โฮปเวลล์ ประเทศไทย มีคณะกรรมการ ประกอบด้วย 1.นายโคลิน เฮนรี่ เวียร์ 2.นายโยธิน บุญดีเจริญ 3.นางสาววิชชุดา ศรีรัตนประภาส และ4.นายพิสิทธิ์ อุดมผล
เรื่องนี้กำลังเดินมาถึงจุดไคลแมตว่า ตกลงถึงตอนนี้รัฐบาลจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์ หรือไม่ และต้องไม่ลืมว่า ถ้าไม่สู้คดี ไม่ร้องอุทธรณ์ และยอมเจรจา หมายความว่า รฟท.ยอมจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์จำนวนดังกล่าว สุดท้ายจะจ่ายหรือไม่จ่าย มีลักษณะที่ว่า เป็นเรื่องใกล้ตา แต่ไกลตีน คือ มองเห็นเรื่องราวอยู่ว่าเป็นอย่างไร แต่เดินไปไม่ถึง ดังนั้น ค่าโง่ 12,000 ล้าน พร้อมดอกเบี้ย รวม 25,000 ล้านบาทจะต้องจ่ายให้เขา
วันนี้ตอหม้อโฮปเวลล์เป็นอนุสาวรีย์ในเมืองไทยที่ตำตาตำใจเราทุกคนได้กลายเป็น“ทองคำ” สำหรับใครบางคน คงต้องติดตามกันในวันนี้ว่า คำชี้แจงจากรัฐมนตรีและรัฐบาลจะออกมาอย่างไร ชวนติดตามอย่างยิ่ง...






