
ถอดรหัสร้อน ‘ประมนต์-ปานเทพ-พะจุณณ์’ หลุดโผ‘กมธ.ปราบโกง’
สังคมโจษจันถามถึงความตั้งใจในการปราบทุจริตคอร์รัปชันของ “ผู้หลักผู้ใหญ่” บ้านเมืองนี้ว่า จริงจังกันแค่ไหนเพราะเมื่อได้เห็นโฉมหน้า “คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล” สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 19 รายที่ปรากฏออกมาจากจำนวน ส.ว.ที่สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกทั้งหมด 23 ราย แล้วโหวตกันเองให้เหลือ 19 ราย พบว่า ผู้ที่ทำงานเรื่องนี้มาต่อเนื่องกลับหลุดโผไป เพราะมี “ใบสั่ง” จาก ผู้มีอำนาจในรัฐบาล
ในรายการห้องข่าวเศรษฐกิจ NEWSROOM ช่วง ลึก แต่ไม่ลับ กับ บากบั่น บุญเลิศ ตอน ตลก 6 ฉากตั้ง “กรรมาธิการปราบโกง” ดำเนินรายการโดย บากบั่น บุญเลิศ และ วิลาสินี แวน ฮาเวน ออกอากาศทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.30-11.45 น.
“ตลกร้าย” ครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมคัดเลือก ส.ว. ที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งเป็น กมธ.ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ส.ว. เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายบากบั่น ตั้งข้อสังเกตถึงขั้นตอนและกระบวนการโหวตเลือกกมธ.ชุดนี้ว่า ทำในลักษณะของ “การบล็อกโหวต” โดยกลุ่ม “แกะขาว” ที่ยกกันลงสมัครกมธ.ชุดนี้ประมาณ 15-16 คน
ส่วน “แกะดำ” ที่หลุดโผในครั้งนี้ 3 ราย คือ 1. นายประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ปี 2562-2563, อดีตประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), อดีตสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), อดีตประธานบอร์ดโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ระหว่างปี 2542-2560, อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย จำกัด, อดีตผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน), อดีตประธานกรรมการหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย, อดีตประธานคณะกรรมการธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) และอดีตประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
2. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ อดีตประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), อดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), อดีตผู้อำนวยการกองวางแผนและวิชาการ สภาพัฒน์, อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และอดีตกรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา
3. พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีต สปท., อดีตกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ, อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีที่รณรงค์ให้คนไทยร่วมกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน, อดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐนตรี, อดีตสนช.และอดีต ส.ว.หลายสมัย
สำหรับ 19 รายชื่อที่ได้รับการโหวตให้ดำรงตำแหน่งเป็น “กมธ.ปราบโกง” ชุดนี้ ประกอบด้วย 1.นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา 2.น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ 3.พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย 4.พล.อ.อ.ถาวร มณีพฤกษ์ 5.นายธานี อ่อนละเอียด 6.พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร 7.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ 8.นางวรารัตน์ อติแพทย์ 9.นายวันชัย สอนศิริ 10.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์
11.น.ส.วิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ 12.นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร 13.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายพล.อ.ประวิตร รองนายกฯซึ่งได้รับการโหวตให้เป็นประธานกมธ.ชุดนี้ 14.หม่อมหลวงสกุล มาลากุล 15.นายสมเดช นิลพันธุ์ 16.พล.ต.ท.สมบัติ มิลินทจินดา 17.นายสัญชัย จุลมนต์ 18.พล.อ.สำเริง ศิวาดำรงค์ 19.พล.อ.อาชาไนย ศรีสุข
“เขาว่ากันว่า การบล็อกโหวตรอบนี้ มีใบสั่งจากผู้ใหญ่ พูดไปถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ” นายบากบั่น กล่าว ก่อนนำบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งของ พล.อ.ประวิตร ที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ตอนหนึ่งระบุว่า “คนใกล้ชิดของผมนั้นก็มีเพียง 2-3 คนที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 (ตท.6) เช่น พล.อ.นพดล อันทรปัญญา, พล.อ.อู้ด เบื้องบน, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ มีเท่านี้ สำหรับน้องชายก็มีอยู่คนเดียว”
ในขณะที่ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของประเทศไทย ซึ่งจัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) รายงานว่า ในปี 2559 ประเทศไทยได้ 35 คะแนนจาก 100 คะแนนเต็ม อยู่ในอันดับที่ 101 ในปี 2560 ได้ 37 คะแนนจาก 100 คะแนนเต็ม ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 96 ส่วนปี 2561 ได้ 36 คะแนนจาก 100 คะแนนเต็ม อยู่ในอันดับที่ 99 จากทั้งหมดกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
สาเหตุหลักของการเกิดการทุจริตในประเทศไทยนั้นมาจาก 1.ปัจจัยด้านกฎหมายที่ยังมีช่อง ว่าง การบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบไม่เข้มงวด ในขณะที่ภาคประชาชนและภาคเอกชนยังไม่กล้าที่จะร้องเรียน
2.ปัจจัยด้านระบบ พรรค การเมืองและนายทุนมีความต้องการอำนาจทางการเมือง ขาดกลไกการกำกับดูแลกิจการและการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับค่าตอบแทนตํ่า
และ 3.ปัจจัยด้านค่านิยม พื้นฐานของสถาบันครอบครัว วัฒนธรรมเงินใต้โต๊ะ เจ้าหน้าที่ขาดคุณธรรมและไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ รวมถึงค่านิยมของผู้ที่ทำธุรกิจ และปัจจัยอื่นๆ อาทิ ความล่าช้า ยุ่งยากของขั้นตอนในการดำเนินการของทางราชการ การถูกบังคับจากผู้บังคับบัญชา การแข่งขันที่สูงขึ้น เป็นต้น
ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมายุคคสช. ประเทศไทยมีเครื่องมือเพื่อปราบโกง ออกมากมาย อาทิ ใช้อำนาจ ม.44 เด้ง/สอบสวนข้าราชการทุจริต ตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ, ออกพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ, พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560 รวมถึงมีพ.ร.บ.การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต พ.ศ. 2559 ตลอดจนการใช้ข้อตกลงคุณธรรมในการทำสัญญาโครงการของรัฐ เป็นต้น
“ถามว่า ปัจจุบันสถิติการโกงของประเทศ การคอร์รัปชัน การจ่ายสินบาทคาดสินบน ลดลงหรือไม่ และการที่ส.ว.ตัดวงจร “แกะดำ” 3 คนออกไป ต้องถือเป็นโจทย์ท้าทายที่อยู่ในมือ ส.ว.ชุดนี้ว่า จะร่วมกันสร้างกลไก กติกา การตรวจสอบ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างไร ในเมื่อคนที่รณรงค์ มีจิตสำนึก ถูกถีบตกข้างทางเรียบร้อยไปแล้ว” นายบากบั่น กล่าวทิ้งท้าย
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3505 วันที่ 15-18 กันยายน 2562






