
พิจารณา‘คำขอ’ ตามหลักเกณฑ์ ที่มีผลบังคับใช้ภายหลัง...ได้หรือไม่?
คอลัมน์ อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย นายปกครอง
หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3504 วันที่ 12-14 กันยายน 2562
ในการประกอบกิจการต่างๆ ของเอกชนที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายในเรื่องนั้นๆ กำหนดไว้
ผู้ประกอบกิจการที่ยื่นคำขอจะต้องได้รับอนุญาตก่อน จึงมีสิทธิที่จะประกอบกิจการได้
ปัญหาว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องนำกฎหมาย หรือระเบียบ หลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับ ณ เวลาที่ผู้ประกอบกิจการยื่นคำขอ หรือที่ออกมาใช้บังคับในภายหลังจากที่ยื่นคำขอ แล้วมาพิจารณาออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต
อุทาหรณ์จากข้อพิพาทในคดีปกครองฉบับนี้ มีคำตอบ
เป็นกรณีที่นาย ป. ผู้ประกอบกิจการได้ยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงที่ตั้งโรงงานนํ้าตาลเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 โดยสถานที่ขอเปลี่ยนแปลงที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ มีระยะห่างจากเขตโรงงานนํ้าตาลและอ้อยตะวันออก อันเป็นโรงงานนํ้าตาลที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนแล้วไม่ถึง 50 กิโลเมตร
หลังจากยื่นคำขอแล้วข้อเท็จจริงปรากฏว่า สมาคมเกษตรกรฯ กับพวกได้ฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอน หลักเกณฑ์ตามหนังสือลงวันที่ 12 เมษายน 2550 เรื่อง การกำหนดเงื่อนไขการย้ายสถานที่ตั้งและขยายกำลังการผลิตของโรงงานนํ้าตาลเฉพาะหลักเกณฑ์ในข้อ 1 ที่กำหนดให้โรงงานที่จะตั้งใหม่ต้องมีระยะห่างจากที่ตั้งของโรงงานนํ้าตาลที่มีอยู่เดิม ในเส้นทางที่ใกล้ที่สุดไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตร และ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1118/2558 เพิกถอนหลักเกณฑ์ดังกล่าว
โดยให้มีผลนับแต่วันออกหลักเกณฑ์
หลังจากนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้พิจารณา คำขอของนาย ป. ว่า ขัดต่อประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การให้ตั้ง หรือขยายโรงงานนํ้าตาลในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2558 (ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558) เนื่องจากสถานที่ที่ขอเปลี่ยนแปลงที่ตั้งโรงงานนํ้าตาลแห่งใหม่ มีระยะห่างจากเขตโรงงานนํ้าตาลและอ้อยที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอยู่ก่อนแล้วไม่ถึง 50 กิโลเมตร จึงไม่อนุญาตให้นาย ป. เปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งโรงงานนํ้าตาล
ปัญหาว่า คำสั่งของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ไม่อนุญาตให้นาย ป. เปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งโรงงานนํ้าตาล เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1118/ 2558 ให้เพิกถอนหลักเกณฑ์ตามหนังสือลงวันที่ 12 เมษายน 2550 โดยให้มีผลนับแต่วันออกหลักเกณฑ์ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะห่างการตั้งโรงงานนํ้าตาลมาพิจารณาคำขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้งโรงงานนํ้าตาลของผู้ฟ้องคดีได้
และไม่อาจนำหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ปี 2558 ที่ใช้บังคับเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้ภาย หลังจากผู้ฟ้องคดียื่นคำขอมาใช้เพื่อพิจารณาคำขอเปลี่ยน แปลงสถานที่ตั้งโรงงานนํ้าตาล ของผู้ฟ้องคดีได้เช่นกัน
คำสั่งปฏิเสธคำขอเปลี่ยน แปลงที่ตั้งโรงงานของผู้ฟ้องคดีเนื่องจากมีระยะห่างที่ตั้งโรงงาน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศที่พิพาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีหน้าที่ต้องพิจารณาคำขอเพื่อออกใบอนุญาตตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2553 ตามกฎ ระเบียบที่ใช้บังคับ ในขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 25/2562)
คดีนี้เป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดีสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณา “คำขอ” ในเรื่องต่างๆ ว่าจะต้องนำกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกมาใช้บังคับ ณ เวลายื่นคำขอ ไม่มีอำนาจนำหลักเกณฑ์ที่ถูกเพิกถอนแล้วโดยองค์กรตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาของศาล) หรือถูกยกเลิกโดยฝ่ายปกครองมาใช้ได้ และไม่มีอำนาจนำหลักเกณฑ์ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลังมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาได้ครับ!!
(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)






