thansettakij
thansettakij
‘ปริญญ์ พานิชภักดิ์’  แนะทางออกเศรษฐกิจไทย  เตือนระวัง ‘ขั้นวิกฤติ’

‘ปริญญ์ พานิชภักดิ์’ แนะทางออกเศรษฐกิจไทย เตือนระวัง ‘ขั้นวิกฤติ’

07 ก.ย. 62 | 03:00 น.

 

วันนี้หลายสำนักต่างปรับลดตัวเลขจีดีพีของไทยลงจากเป้าที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็น สนง.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ปรับตัวเลขจาก 3.3-3.8% เหลือ 2.7-3.2% สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จาก 3.8 % เหลือ 2.8-3.2% ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จาก 3.7% เหลือ 3.1% สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จาก 3.3% เหลือ 2.8% และธนาคารแห่งประเทศ ไทย จาก 3.8% เหลือ 3.3%

ในรายการ NEWSROOM ช่วง “ลึก แต่ไม่ลับ กับ บากบั่น บุญเลิศ” ซึ่งออกอากาศทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 ตอน “เศรษฐกิจไทยติดหล่มจมปลัก จีดีพีหด-กำลังซื้อหด” ดำเนินรายการโดย“บากบั่น บุญเลิศ และ “วิลาสินี แวน ฮาเรน” เปิดบ้านต้อนรับ ดร.ปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมอเวนเจอร์ “เศรษฐกิจทันสมัย (New Economy)”

 

‘ปริญญ์ พานิชภักดิ์’  แนะทางออกเศรษฐกิจไทย  เตือนระวัง ‘ขั้นวิกฤติ’

 

ดร.ปริญญ์ กล่าวยอมรับภาวะเศรษฐกิจภาพรวมของไทยในขณะนี้ว่า อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และถ้าไม่ระมัดระวังให้ดีก็อาจจะเข้าสู่ “ขั้นวิกฤติ” ได้

สำหรับประเทศไทยมีหลายเครื่องจักรที่จะขับเคลื่อนและช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ในขณะที่ปัจจัยภายนอกระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนนั้น เชื่อว่า เพิ่งเริ่มต้น ต่อไปอาจจะไม่ใช่แค่ “สงครามการค้า” แต่อาจเป็นยุคของ “สงครามดิจิทัล” เป็น “ไซเบอร์วอร์แฟร์” ซึ่งกดดันในเชิงจิตวิทยาไม่ให้เงินทุนกล้าที่จะไหลหมุนเวียน พร้อมกันนี้ได้หยิบยกความเห็นของ “ประธานกรรมการองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น” (เจโทร กรุงเทพฯ) ยืนยันว่า ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญอันดับ 1 ที่นักลงทุนญี่ปุ่นกลัวมากที่สุด เกรงว่า จะมีการยกระดับขึ้น แต่เชื่อว่า จะปิดดีลกันและทำให้เศรษฐกิจโลกกลับสดใสขึ้นเพราะสหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่โหมดของการหาเสียงเลือกตั้ง

วันนี้เมื่อหันมามองประเทศ ไทยในเชิงโครงสร้าง ต้องยอมรับว่า อ่อนแอมากเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรยังตกตํ่า อย่างไรก็ดี นโยบายของรัฐบาลที่เข้าไปประกันรายได้เกษตรกรกับสินค้าเกษตร 5 ประเภท คือ ยาง ปาล์มนํ้ามัน ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และยางพารา ที่กำลังจะออกตามมาอีกนั้น เห็นว่า เป็นมาตรการระยะสั้นของรัฐบาลในการพยุงเครื่องจักร เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดให้กับประชาชน รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือเยียวยาเรื่องนํ้าท่วม

ดร.ปริญญ์ หัวหน้าทีมอเวนเจอร์ เแสดงความกังวลเรื่องภาระหนี้ครัวเรือนของไทยว่า ที่ผ่านมายังมีวิธีการแก้ปัญหายังไม่ถูกจุด เห็นว่า ปัจจัยหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การปรับโครงสร้างหนี้ และสร้างวินัยทางการเงินให้กับคนไทยซึ่งต้องทำทั้งแบบระยะสั้น กลาง และยาว

อีกประการที่สำคัญ เมื่อมองในเชิงของภูมิภาคที่ปีนี้ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนซึ่งที่ผ่านมานั้นสมาชิกอาเซียนทำการค้าขายกันเพียงแค่ 25% จุดนี้จึงเป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย หากให้มีเปิดการค้าระหว่างชายแดนมากขึ้น โดยกรมศุลกากรต้องทำงานเชิงรุก ใช้เทคโนโลยี เช่น เปิดสมาร์ทบอร์ดเดอร์ ใช้ระบบบล็อกเชน ระบบอี-คอมเมิร์ซ เข้ามาช่วย หากทำเช่นนี้ได้ เชื่อว่า มูลค่าการค้าชายแดนจะบูมได้มากกว่านี้ รวมถึงเพิ่มมูลค่าการค้าขายระหว่างกันในอาเซียน


                     ‘ปริญญ์ พานิชภักดิ์’  แนะทางออกเศรษฐกิจไทย  เตือนระวัง ‘ขั้นวิกฤติ’

 

เช่นเดียวกันกับ นาฟต้า ที่มีการค้าขายกันเกือบ 75% ในขณะที่ในอาเซียนค้าขายกันเพียงแค่ 25% ซึ่งประเทศไทยเองก็ส่งออกไปขายในอาเซียนเพียงแค่ 25% ดังนั้นโอกาสของไทยในการส่งออกจากตัวเลขกว่า 3 หมื่นล้านบาทยังมีอีกมาก ที่น่ากลัวที่สุดของบ้านเราในระยะยาว คือ เรามีแรงงานไร้ฝีมืออยู่จำนวนมาก ในขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จึงต้องมีการ พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้

สำหรับรัฐบาลยังมีปัญหาเรื่องการตั้งดัชนีชี้วัด การตั้งเป้าหมาย หรือการตั้งเคพีไอ อย่าแค่ตีฆ้องร้องป่าวว่า จีดีพีดีแล้ว เพราะนี่คือ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ แต่ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพนั้นสำคัญกว่า วันนี้สถาบันการเงินของรัฐต่างๆ ต้องเปลี่ยนมายด์เซตใหม่ เป้าหมายไม่ใช่แค่เพิ่มสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ แต่เป้าหมายคือ สามารถช่วยคนตัวเล็กๆ ได้มากแค่ไหน ทุกวันนี้รวยกระจุก จนกระจาย ฝนตกไม่ทั่วฟ้า คนตัวใหญ่โตวันโตคืน คนตัวเล็กก็เล็กลงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกและเป็นธรรมได้ ต้องช่วยลดความเหลื่อมลํ้า ทำให้คนตัวเล็ก คนเอสเอ็มอีอยู่รอดได้

ทางออกระยะสั้นในเรื่องนี้คือ ต้องแก้ปัญหาเรื่องภาระหนี้โดยต้องยอมรับก่อนว่า วิธีการแก้ปัญหาในปัจจุบันแก้ไม่ได้ เนื่องจากหนี้มีหลายประเภท สำหรับกลุ่มที่เป็นหนี้มีความสามารถจ่ายได้เพียงแค่ ดอกเบี้ยขั้นตํ่า เสนอว่าต้องใช้วิธีการพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ จะยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ หรือลดดอกเบี้ย เป็นสิ่งที่ต้องทำ โดยต้องให้แบงก์ชาติเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ จะสำเร็จได้ต้องให้คนที่เป็นหนี้ หรือเคยเป็นหนี้มาเป็นคนทำ หากยังใช้ระบบเดิมหรือกลไกที่ทำอยู่อย่างคลินิกแก้หนี้มองว่ายังไม่ตอบโจทย์

อีกประเภท คือ กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย หรือเป็นหนี้ NPL เสนอให้สถาบันการเงินนำหนี้ก้อนนี้มารวมกัน แล้วแฮร์คัต ซึ่งวิธีการนี้ต้องมีคนยอมเจ็บตัวโดยเฉพาะเจ้าหนี้ หรือธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ต้องยอมเสีย (lost) ในขณะที่ตัวลูกหนี้เองก็ต้องยอมถูกฟรีซ ไม่ให้กู้ด้วย

 

“ผมเชื่อว่า แบงก์ชาติมีศักยภาพที่จะทำมากกว่านี้ได้ในเชิงคลินิกแก้หนี้ หากเปิดกฎหมายให้กว้างให้ JMT สามารถซื้อหนี้เก็บ ขาย และปรับโครงสร้างหนี้ ให้มีอำนาจต่อรองได้เทียบเท่ากับสมาคมอื่นๆ ขณะเดียวกันสมาคมธนาคารไทยเองก็ต้องยอมรับความเป็นจริงในเรื่องนี้ได้”

อีกกลุ่ม คือ กลุ่มเอสเอ็ม อีที่ใช้สินเชื่อส่วนบุคคลมาทำธุรกิจ เสนอว่ากลุ่มนี้ต้องเข้าไป “เพิ่มรายได้ และลดภาระหนี้” สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ มีโครงสร้างธุรกิจที่ดีควรได้ดอกเบี้ยที่ถูกและเป็นธรรม รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอี ต้องให้คณะกรรมการการแข่งขันมีเขี้ยวเล็บในการตัดสินใจเพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเติบโตได้ ตลอดจนเปิดช่องทางให้มีการแข่งขันในวงการการเงินแบบ P2P มากขึ้นซึ่งกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติต้องเร่งให้ ออกกฎหมายฉบับนี้โดยเร็วในหลายประเทศมีแล้วแต่เรายังไม่มี ดร.ปริญญ์ กล่าว

“สิ่งเหล่านี้ต้องเกิด หากยังไม่เกิดคนตัวเล็กก็จะเสียโอกาส จากสถานการณ์ในปัจจุบันผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะยิ่งลำบาก เราอาจจะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ในอนาคต ตอนนี้ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ สิงคโปร์ ต่างทำเรื่องเหล่านี้แล้ว ถ้าต้นทุนเอสเอ็มอีบ้านเรา ยังติดกับดัก ใช้โครงสร้างอุตสาหกรรมการเงินเช่นนี้อยู่ ผมเชื่อว่าเราจะเสียโอกาส เอสเอ็มอีหลายรายอาจจะต้องถอยไป วันนี้ทั้งกระทรวงการคลัง แบงก์ชาติต้องทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ มากขึ้น เพื่อให้เกิดองค์ความรู้เรื่องการเงินและการทำบัญชี รวมถึงกฎหมาย P2P ที่ต้องมาเป็นแพ็กเกจ”

ส่วนแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้น เห็นว่านอกจากเดินหน้านโยบายประกันรายได้พืชผลทางการเกษตรที่ออกมาแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่ไป คือการเพิ่มมูลค่า ยกระดับห่วงโซ่ในสินค้าเกษตรให้มากขึ้น รวมถึงดำเนินการโครงการยัง
สมาร์ทฟาร์เมอร์โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ทำเกษตรพรีเมียม ดำเนินการผ่านช่องทางทางการตลาดทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมๆ กันโดยต้องวางแผนก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ที่ต้องไม่ลืม คือการพัฒนาแรงงานฝีมือที่รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาคนสร้างแรงงานฝีมือให้ทันยุคทันสมัย รวมถึงพัฒนาการศึกษา เป็นต้น

 

หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3503 หน้า 14 วันที่ 8-11 กันยายน 2562

‘ปริญญ์ พานิชภักดิ์’  แนะทางออกเศรษฐกิจไทย  เตือนระวัง ‘ขั้นวิกฤติ’