
ลุ้น 5 คดีร้อนในมือศาลรธน. รอชี้ชะตา ธนาธร-บิ๊กตู่-65ส.ส.
ในเดือนสิงหาคมนี้อุณหภูมิการเมืองไทย น่าจะพุ่งทะลุองศาเดือดขึ้นมาอีก เพราะมีหลายคดีของทั้งจากฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เข้าสู่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งผลการวินิจฉัยของศาลในทุกคดี ล้วนส่งผลต่อผู้ถูกกล่าวหาอาจทำให้ต้องหมดอนาคตทางการเมืองลงได้
เริ่มจากกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถูก ส.ส.ฝ่ายค้าน 110 คน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีผ่าน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 82 วรรค 1
เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 85 (15) เหตุเพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ สมัยที่ยังเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้วมาสมัครเป็นแคนดิเดตนายก รัฐมนตรีให้กับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม และเนื่องจากยังไม่ปรากฎเหตุอันควรสงสัยว่า มีกรณีตามที่ถูกร้องที่จะทำให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด ประกอบกับผู้ร้องไม่ได้มีคำขอในส่วนนี้ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งคำชี้แจงภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับสำเนาคำร้อง โดยจะครบกำหนดในวันที่ 8 สิงหาคมนี้
สำหรับหลักฐานที่ 110 ส.ส.ฝ่ายค้านแนบให้ศาลพิจารณานั้นได้อธิบายตำแหน่งหัวหน้าคสช.ว่า ได้รับการแต่งตั้งโดยกฎหมาย อีกทั้งยังมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มรับเป็นรายเดือน ทั้งเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 75,590 บาท และได้รับเพิ่มเดือนละ 50,000 บาท รวม 125,590 บาทต่อเดือน ทั้งยังแนบสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำที่ 514/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 7767/2559 ที่เคยวินิจฉัยคดีที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ยื่นฟ้องว่า พล.อ. ประยุทธ์ ไม่มีอำนาจเรียกไปรายงานตัวซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าคสช.มีอำนาจดำเนินการต่างๆ ตามกฎหมายจึงเป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยมารายงานตัว
2 คดีร้อนจ่อคอ “ธนาธร”
ในวันเดียวกันคอการเมืองยังต้องจับตาความเคลื่อนไหวของคดีที่ นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กรรมการบริหารพรรค ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และข้อบังคับพรรคที่เขียนในลักษณะไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม และให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 8 สิงหาคมนี้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้นายธนาธร ยังต้องลุ้นจากกรณีการถือครองหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ที่ทางคณะกรรมการการเลือก (กกต.) ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของการเป็น ส.ส.ของนายธนาธร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรค 4 กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อกกต.ว่า นายธนาธร เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)
คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับ คำร้องไว้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 พร้อมมีคำสั่งให้นายธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย และให้นายธนาธร ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันซึ่งตรงกับวันที่ 8 มิถุนายน 2562 แต่ได้ยื่นขอขยายเวลาอีก 30 วันโดยครบกำหนดการขอยืดเวลาในวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 อย่างไรก็ดี นายธนาธร ได้ยื่นขอขยายเวลาในการส่งคำชี้แจงรอบที่ 2 แต่ศาลไม่อนุญาตเนื่องจากเห็นว่า การขยายเวลาให้รอบแรกน่าจะเพียงพอต่อการจัดเตรียมเอกสารแล้ว
ดังนั้น ในวันที่ 8 กรกฎาคม ทีมกฎหมายพรรคอนาคตใหม่ จึงได้หอบเอกสารหลักฐานแก้ข้อกล่าวหากว่า 200 แผ่นส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ ในการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 10 กรกฎาคม ได้พิจารณารับคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายธนาธร รวม 70 หน้าและเอกสารประกอบการชี้แจง 50 รายการรวม 200 หน้า และได้ให้ กกต.ในฐานะผู้ร้องเพื่อให้พิจารณาและทำคำชี้แจงกลับมาว่า มีข้อคัดค้านใดในคำชี้แจงของนายธนาธรหรือ ไม่ภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 31 กรกฎาคม แต่ กกต.ได้ขอขยายเวลาการส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มอีก 15 วัน เท่ากับครบกำหนดเส้นตายที่ต้องส่งคำชี้แจงในวันที่ 15 สิงหาคมนี้
65ส.ส.ลุ้นปมถือหุ้นสื่อ
ขณะที่ 32 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลซึ่งเผชิญวิบากกรรมเดียวกัน เนื่องจาก ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ยื่นร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นส.ส. เนื่องจากถือหุ้นอยู่ในบริษัทสื่อ โดยศาลรับคำร้อง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน และตัดทอนจากที่ยื่นร้อง 41 คน เหลือ 32 ส.ส.ที่จะต้องพิจารณาคุณ สมบัติ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ถูกร้อง 32 คนมีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งหมด หยุดปฏิบัติหน้าที่
สำหรับส.ส.ฝ่ายรัฐบาลทั้ง 32 คน ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 21 คน พรรคประชาธิปัตย์ 8 คน พรรคชาติพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาภิวัฒน์ พรรคละ 1 ราย โดยศาล รัฐธรรมนูญให้ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับคำร้อง ซึ่งครบเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ส.ส. ผู้ถูกร้องได้ขอขยายเวลาส่งคำชี้ แจงและเอกสารประกอบออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากมีเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 16 สิงหาคมนี้
จากนั้นในวันที่ 27 มิถุนายน พรรคพลังประชารัฐโต้กลับยื่นถึงนายชวน ประธานสภา เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ 33 ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วย พรรคอนาคตใหม่ 21 คน พรรคเพื่อไทย 4 คน เพื่อชาติ 4 คน เสรีรวมไทย 3 คน และประชาชาติ 1 คน กรณีถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนประกอบกิจการสื่อ ซึ่งขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีการพิจารณา
5 คดีร้อนดังกล่าวคงต้องลุ้นและจับตาดูกันไปยาวๆ ว่า สุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาเช่นไร จะส่งผล กระทบถึงสถานะและอนาคตของนักการเมืองเหล่านี้หรือไม่...
รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3494 วันที่ 8-10 สิงหาคม 2562






