
เจาะโมเดล กู้วิกฤติเหลื่อมลํ้าการศึกษา
นโยบายของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ข้อที่ 8.6.3 ระบุว่า “ลดความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษา โดยบูรณาการการดําเนินงานระหว่างหน่วยจัดการศึกษากับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มุ่งเน้นกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและกลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษา...”
สอดรับกับรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 54 “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาค บังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และในวรรคสี่ ระบุว่า “ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมลํ้า ในการศึกษา...”
ล้วนเป็นเครื่องมือหลักที่ทรงพลังให้ขับเคลื่อนภารกิจลดความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษา ปัจจุบันเป็นบทบาทใหม่ของ “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่สลัดคราบนายแบงก์ ผันตัวมานั่งในตำแหน่ง “ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)” กู้วิกฤติ เหลื่อมลํ้าการศึกษาให้สังคม
ดร.ประสาร เล่าว่า ระยะเวลาขวบปีกว่าของการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ.”ตั้ง แต่ปี 2561 ได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายตามพันธกิจเพื่อลดความเหลื่อมลํ้าในสังคมไทย โดยเฉพาะทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาฐานรากสำคัญของประเทศที่ต้องเผชิญวิกฤติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ได้ค้นพบรากเหง้าของปัญหาความเหลื่อมลํ้าในสังคมไทยอีกมิติที่เชื่อมโยงกันคือความเหลื่อมลํ้าทางด้านการศึกษาที่เป็นปัญหาฐานราก
นั่นคือ ปัญหาคุณภาพของคน ที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาอันเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาที่จะต้องปลดล็อก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของเด็กเยาวชน สร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ให้เขาเติบโตอย่างมีคุณค่า เป็นผลผลิตออกสู่สังคมเพื่อยกระดับ แก้ปัญหาความเหลื่อมลํ้าความยากจนของ ประเทศได้เป็นผลสำเร็จ”
ความยากจนทำให้เด็กไทยมากกว่า 5 แสนคน หลุดออกจากนอกระบบ และอีก 2 ล้านคนสุ่มเสี่ยงไม่ได้เรียนต่อเพราะครอบครัวต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ ซึ่งสูงกว่าครอบครัวรํ่ารวยถึง 4 เท่า โดยรวมมีจำนวนนักเรียนอยู่ในฐานะที่ค่อนข้างยากจน ประมาณ 4 ล้านคน ถ้าดูแล้วจะมีกลุ่มที่เราสามารถช่วยเขาได้ หรือยากจนมากหน่อยประมาณ 2 ล้านคน และในกลุ่มนี้ก็อาจจะยากจนพิเศษประมาณ 6-8 แสนคน
“ความยากจนมีระดับที่แตกต่างกัน เวลาจะเข้าไปช่วยต้องมีปัจจัยเรื่องอื่นๆ อย่างเช่นว่า สภาพการศึกษา ความเอาใจใส่ของครู แต่เรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ ค่าใช้จ่าย ซึ่งก็ต้องอาศัยเงินทุน ซึ่งที่รัฐจัดงบประมาณให้เวลานี้เช่น ให้เรียนฟรี ให้อาหารกลางวัน ยังไม่เพียงพอ เพราะหลายที่ เด็กมีฐานะยากจนพิเศษ ซึ่งฐานะทางครอบครัว ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการเดินทาง เมื่อเราลงพื้นที่ก็จะพบจำนวนไม่น้อย ค่าเดินทางบ้านอยู่ห่างไกลจากโรงเรียน ขาไป 20 บาท ขากลับ 20 บาท ฐานะครอบครัวรายได้ไม่แน่นอน ผู้ปกครอง ไม่มีเงิน เด็กก็ไม่มีเงิน ก็ไม่ได้ไปเรียน”
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญมากคือฐานข้อมูล โดยเฉพาะฐานข้อมูลที่สามารถชี้เป้าว่านักเรียน ที่อยู่ในข่ายยากจนพิเศษนี้อยู่ตรงไหน เราได้เริ่มต้นโดยการร่วมมือกับอาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาช่วยกันพัฒนาระบบฐานข้อมูล ซึ่งเราเรียกว่า “iSee” เป็นเครื่องมือหลักในการทำงานของ กสศ.และภาคีภาครัฐเอกชนทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่
ช่วงแรกเริ่มระบบ iSee จะทำหน้าที่รายงานข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ภายใต้โครงการอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข ขณะนี้มีฐานข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษกว่า 2 ล้านคนในระบบ เมื่อพัฒนาแล้วเสร็จสมบูรณ์ระบบ iSee จะประกอบด้วยข้อมูลเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสมากกว่า 4 ล้านคน ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา โดยเชื่อมตัวเลขประจำตัว 13 หลักของเด็กและครอบครัวกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐ 6 กระทรวงที่เกี่ยวข้องและระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS)
องค์ประกอบของฐานข้อ มูล iSee เราพยายามเสาะแสวง หาเด็กที่ยากจน ครอบครัว อยู่ตรงไหน จังหวัดไหน ตำบล อำเภอ อะไร มีกี่คน โดยครูและสถานศึกษา กสศ. รวมถึงภาคเอกชนที่สนับสนุน จะลงพื้นที่ช่วยติด ตามผล เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนได้เป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ช่วยให้รัฐบาลและประชาชนได้รู้ว่าการลงทุนของรัฐผ่าน กสศ.สามารถสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง
“ภาคธุรกิจหลายแห่งมีความตั้งใจดีอยากจะช่วยแต่เนื่องจากมีเงื่อนไข ดังนั้นระบบข้อมูล iSee ของ กสศ. จึงเป็นสิ่งประกอบทำให้มีความมั่นใจ ว่าถ้าอยากจะจัดสรรเงินทุนของเขาส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือสังคม เขามั่นใจได้ว่าช่วยแล้วมีประสิทธิผล อันนี้เป็นตัวที่สำคัญ คือมีข้อมูล ที่ใช้ติดตามได้ ก็ถือโอกาสเชิญชวนภาคธุรกิจเอกชน หรือภาค อื่นๆ บุคคลทั่วไปก็ได้ ที่ตั้งใจอยากจะช่วยเรื่องนี้ อยากให้มีความมั่นใจว่า มีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลได้ และเป็นเรื่องที่ดีเป็นเรื่องช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เด็กเยาวชน ให้ออกมาจากวงจรความยากจนข้ามรุ่น แล้วทำให้สังคมของเรามีความเข้มแข็ง ความเหลื่อมลํ้าลดลง” ดร. ประสาร กล่าว
และล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ร่วมกับ กสศ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนแบบมีเงื่อนไข และพัฒนาคุณภาพครู” ให้กับโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนทั้ง 218 แห่ง ที่ประสบภาวะความยากลำบากและข้อจำกัดหลายด้านที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพของครู การจัดการเรียนการสอน และคุณภาพของเด็กนักเรียน ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างของปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาของประเทศไทย
ดร.ประสาร บอกว่าความร่วมมือนี้จะช่วยให้กสศ.เจาะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น จะทำให้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาดียิ่งขึ้นด้วย
สัมภาษณ์พิเศษ โดย จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3493 วันที่ 4-7 สิงหาคม 2562






