
32 ส.ส.รัฐถือหุ้นสื่อ ไม่กระทบเสถียรภาพ ‘รัฐบาลบิ๊กตู่’
ยังเป็นประเด็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด กรณีเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีมติรับคำร้องขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส. 32 คนพรรคร่วมรัฐบาลถือหุ้นสื่อไว้พิจารณา และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง โดยไม่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่
ด้วยเหตุผลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 82 ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า “จะต้องปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง แต่คดีนี้ผู้ร้องไม่ ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง มีเพียงเอกสารประกอบคำร้องเท่านั้น ไม่ปรากฏแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ และแบบนำส่งงบการเงินของบริษัทว่า มีรายได้จากการประกอบกิจการใด จึงยังไม่ชัดเจนว่า ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจใด ซึ่งศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงให้ยุติต่อไป
“2จุด”ตัวชี้ขาด
จากคำวินิจฉัยของศาลรธน. ดังกล่าวมีมุมมองจาก ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้าสะท้อน ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ไว้อย่างน่าสนใจ
“แนววินิจฉัยของศาลรธน.เมื่อ 26 มิถุนายน กรณีส.ส.ถือหุ้นสื่อ คลี่คลายไปหมดแล้ว เราพอคาดการณ์คำวินิจฉัยได้แล้วว่า ผลไม่น่าจะกระทบกับเสถียรภาพรัฐบาลมากเท่าที่เรากังวลตอนแรก โดยเฉพาะเรื่องที่ศาลอธิบายว่า ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่คือท่านจะไปตรวจสอบต่อเรื่องเอกสาร หมายถึงการระบุวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของบริษัท ว่าทำกิจการอะไรกันแน่ ซึ่งแตกต่างจากหนังสือ บริคณห์สนธิ ที่เป็นแบบฟอร์ม ถ้าไปดูตรงนี้ถ้าบริษัทนั้นไม่ได้ทำสื่อ ไม่ได้เป็นสื่อมวลชนจริงๆ ก็มีแนวโน้มว่าคนที่ถือหุ้นในบริษัทก็มีแนวโน้มจะรอด”
เป็นมุมมองจากดร.สติธร ที่ทำให้ส.ส.ที่ถูกร้องโล่งใจในระดับหนึ่ง พร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่า อีกจุดหนึ่งที่ศาลจะดูคือ แบบบันทึกรายรับ-รายจ่าย เพื่อดูว่าบริษัทที่ทำกิจการสื่อมีรายได้ที่เกิดขึ้นจากการผลิตสื่อ ถ้า 2 กรณีนี้ ถ้าศาลท่านจะดู 32 คนก็มีโอกาสรอดจำนวนหนึ่ง ส่วนที่จะโดนก็คือ 2 จุดนี้เท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ส.ส. 9 คนที่รอดเพราะศาลไม่รับคำร้องถือหุ้นสื่อเพราะเรื่องวัตถุประสงค์ที่ไปพูดเรื่องอื่นเช่นการพิมพ์หนังสือ ที่ศาลท่านบอกว่าไม่ใช่เรื่องสื่อมวลชน
นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ขยายความอีกว่า กรณีของส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 21 คน ที่ถูกร้องเรื่องถือหุ้นสื่อก็ต้องอยู่ในแนววินิจฉัยเดียวกันกับที่ศาล รธน.วางแนวไว้แล้ว แปลว่าการตีความเรื่องถือหุ้นสื่อมันจะแคบและเจาะจงมากกว่าที่เรากังวลว่า จะเอาตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
“ต้องแยกกับกรณีคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ต้องไปสู้อีกเรื่องหนึ่ง เพราะบริษัทวี-ลัคมีเดียฯ ที่เขาถือหุ้นมีเกี่ยวข้องกับนิยามของสื่อหรือไม่ เขาต้องสู้เรื่องข้อเท็จจริง เพราะโอนก่อนโอนหลังมันชอบด้วยกฎหมายหรือยัง เมื่อไรจะนับว่าโอนเสร็จสิ้น เป็นต้น ต้องดูข้อกฎหมายตรงนั้น ส่วนกรณีของการถือหุ้นของคนที่เหลือมันดูเรื่องคุณสมบัติว่าเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการสื่อหรือไม่ มันคนละส่วนกัน
สติธร ธนานิธิโชติ
ที่ต้องไปลุ้นกันอีกคือ เมื่อศาล รธน.รับเรื่องแล้ว ถ้าศาลตรวจพบเอกสารชิ้นสำคัญหรือไม่ แต่ในกรณีไม่พบเอกสารสำคัญ ศาลท่านอาจจะเดินหน้าวินิจฉัยต่อได้ ส่วนผลจะเร็วหรือช้า อยู่ที่ศาลท่านเราจะก้าวล่วงไม่ได้”
ระวัง“เสียงปริ่มนํ้า”
ดร.สติธร กล่าวให้แง่มุมเกี่ยวกับเสถียรภาพรัฐบาลเพิ่มเติม ว่า เมื่อปัจจัยเสี่ยงรัฐบาลกรณี 32 ส.ส.ถือหุ้นสบายใจได้ระดับหนึ่ง เพราะรัฐบาลยังมีเสียงในสภาครบ 254 เสียง แต่ยังถือว่าเสียงปริ่มนํ้า เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านมี 246 เสียง ประเด็นที่ต้องไปคิดกันต่ออีกคือ ในกรณีที่ศาลพบเอกสารสำคัญ ถึงขั้นมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นคือ สมมติต้องไปเลือกตั้งใหม่ หรือเลือกตั้งซ่อม ตรงนี้สำคัญมากเพราะต้องคำนวณคะแนนกัน ใหม่ ผลกระทบที่จะตามมาอีกเยอะมาก
ในสภาพที่รัฐบาลเสียงปริ่มนํ้า เรื่องที่น่าห่วงคือส.ส.ฝ่ายค้านเข้าคิวยื่นญัตติต่างๆ ในสภา ไม่ว่าเรื่องไหนก็เสี่ยงหมด ต้องลุ้นหมด เพราะเสียงมันห่างกันไม่เยอะ ต้องเตรียมรับมือให้ดี แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นจนต้องมาพลิกเกมขนาดนั้น มันอยู่ในระดับที่ต่างฝ่ายต่างต้องจับมือกันให้อยู่ให้ครบเสมอ ไม่ว่าเรื่องใดๆ เช่น คุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ สมมติศาลรับเรื่องพิจารณา มันเป็นไปได้หมด เรื่องกฎหมาย หรือฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้วต้องลงมติโอกาสที่รัฐบาลจะยุ่งยากในการดูแลเสียงให้โหวตชนะทุกครั้งก็จะเหนื่อย
รวมทั้งร่างพ.ร.บ.งบประมาณ มองว่าฝ่ายค้านก็ไม่อยากควํ่า อาจจะถูกด่าได้ เพราะทำให้บ้านเมืองมีปัญหาโดยไม่มีเหตุผล แทนที่จะได้คะแนนมีแต่จะเสียคะแนนเองจะถูกหาว่าตีรวน ทำให้บ้านเมืองหยุดชะงัก ต้องการเอาชนะทางการเมืองเท่านั้น
“คิดเล่นๆ นะถ้ารัฐบาลหาทางออกด้วยการตั้งรัฐบาลช้าหน่อย ตั้งรัฐบาลใหม่ลำบากกว่านี้อีก กฎหมายไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา เรื่องนายกฯก็ไม่ได้กำหนด ที่เลือกนายกฯไปก่อนเพื่อความสง่างาม แต่ตอนตั้งครม.มีกระบวนการที่นานหน่อยได้ ตราบใดที่เรายังบริหารประเทศได้ก็อยู่ได้ หลังจากมีครม.ใหม่เมื่อใดความเสี่ยงรัฐบาลก็จะมีมากขึ้น ไม่มีม.44 จะต้องเป็นรัฐบาลผสมเต็มรูปแบบ อันนี้จะเข้าสู่โหมดการเมืองแท้ๆ ลุยกันเต็มที่” ดร.สติธรกล่าว
ปชป.ชู8ประเด็นสู้ถือหุ้นสื่อ
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีมติรับคำร้องขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ 32 พรรคร่วมรัฐบาล ถือหุ้นสื่อไว้พิจารณาแล้ว มีความคืบหน้าในการต่อสู้คดีดังกล่าว โดยพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอให้ ส.ส.เข้ามาให้ข้อมูลวันละ 2 คน ขณะที่ทีมทนายพรรคเตรียมข้อมูลต่อสู้คดี 7-8 ประเด็น อาทิ หลักเรื่องคุณสมบัติรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) เกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อ, ข้อความเรื่องวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ว่ากิจการทำสื่อสารมวลชนจริงหรือไม่, บริษัทที่เปิดทำกิจการสื่อมวลชนจริงหรือไม่
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคปชป. ระบุว่าตามที่มีบรรทัดฐานของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ที่เคยวินิจฉัยตัดสิทธิ์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง จากกรณีระบุวัตถุประสงค์ให้บริษัทประกอบกิจการสื่อได้นั้น การต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกา ไม่อาจทราบได้ถึงวิธีการต่อสู้คดีและรายละเอียดการพิจารณาคดี แต่การสู้คดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการตั้งต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งวางหลักการไว้ว่าผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนจะต้องไม่ได้ทำกิจการสื่อสารมวลชนจริง เช่น การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์
“เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุการถือหุ้นสื่อเป็นคุณสมบัติต้องห้าม เพื่อป้องกันความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง สุดท้ายเชื่อว่าประเด็นทั้งหมดที่เตรียมไว้ จะเป็นข้อต่อสู้เพื่อยืนยันว่า ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เข้าองค์ประกอบคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3)”
สอดคล้องกับแนวทางต่อสู้คดีของ 21 ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยมีคำยืนยันจากนายทศพล เพ็งส้ม หัวหน้าทีมต่อสู้คดี ระบุว่าส.ส.ของพรรค พปชร. ไม่มีการประกอบกิจการสื่อตามมาตรา 98 (3) และคงต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนำคำพิพากษาของศาลฎีกา 2 คดีก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบว่าคดีดังกล่าวกับคดีของส.ส.พรรค พปชร. เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร รวมทั้งจะขอคัดสำนวนของศาลฎีกาที่ส่งมาศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างว่า ทั้ง 2 คดีไม่เหมือนของ 21 คน ที่ศาลรับคำร้องไว้
รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3484 วันที่ 4 - 6 กรกฎาคม 2562






