
ปชป. ยุค‘อเวนเจอร์ส’ สร้างเอกภาพกอบกู้พรรค
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ต้องเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะแตกละเอียด เกิดการแบ่งก๊ก แบ่งก๊วนกันชัดเจน กระทั่งถูกซํ้าเติมจนยับเยินจากผลการเมืองเลือกตั้งครั้งล่าสุด (24 มี.ค.62) ที่จำนวนเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หดหายไปเหลือเพียง 52 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ซึ่งคว้ามาได้ถึง 152 จาก 500 ที่นั่ง
ในขณะที่จำนวนสมาชิกที่มีมากกว่า 2.5 ล้านคน ก็หดหายเหลือเพียง 8 หมื่นคนทั่วประเทศ ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ให้กับ“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคป้ายแดง ต้องเข้ามาพลิกฟื้นเรียกคืนความเชื่อมั่นทั้งจากภายในและภายนอกพรรคในวันนี้
ถือได้ว่า “จุรินทร์” นั้นถูกวางเป็นเต็งหนึ่งมาตั้งแต่ต้น และเมื่อปรากฏผลการลงมติออกมาก็เป็นไปตามที่คาดการณ์กันเอาไว้ โดยได้คะแนนทิ้งห่างทั้งจากฝั่งของ 52 ส.ส.ใหม่ และคะแนนจากกลุ่มที่ไม่ใช่ส.ส. รวม 160 เสียง คิดเป็น 50.60% เอาชนะ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ได้ 102 คะแนน คิดเป็น 37.21% ตามด้วย กรณ์ จาติกวณิช ได้ 19 คะแนน คิดเป็น 8.48% และ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ 10 คะแนน คิดเป็น 3.70%
ช่วงแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “จุรินทร์” เป็นผู้หนึ่งที่เติบใหญ่ผ่านเรื่องราว เห็นความเปลี่ยนแปลงของพรรคเก่าแก่แห่งนี้มากว่า 3 ทศวรรษ
ถ้านับตั้งแต่วันที่เป็นส.ส.เมื่อปี 2529 จนถึงวันนี้ ไม่รวมกับการทำงานร่วมกับพรรคก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง เรียกได้ว่า เข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคมาแล้วอย่างน้อย 33 ปี ทั้งยังเคยเป็นเลขาฯ ชวน หลีกภัย ขณะเป็นรัฐมนตรีในหลายกระทรวง และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครั้งแรก เมื่ออายุ 36 ปี จากนั้นได้เป็นรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง รวมถึงทำหน้าที่ในฐานะประธานวิปรัฐบาล และประธานวิปฝ่ายค้าน ทั้งยังมีโอกาสได้เป็นรองหัวหน้าพรรคตั้งแต่ปี 2546
สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะเก่งหรือดี แต่มีวันนี้เพราะมีโอกาส นี่คือสิ่งที่เขาตระหนักว่า “โอกาส คือ สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ซึ่งถ้าได้รับโอกาสเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้ทุกคน ที่ตั้งใจทำงานทุ่มเทเสียสละให้พรรค โดยไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ฝ่ายไหน หรือเป็นเด็กของใคร” คำสัญญาที่ให้ไว้กับสมาชิกพรรคในวันนั้น
จุรินทร์ ยืนยันว่า ประชา ธิปัตย์ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเปลี่ยนแบบมีวุฒิภาวะ ของดีต้องรักษาไว้ อะไรสมควรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน แต่สิ่งที่ต้องไม่เปลี่ยน คือ อุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องไม่เปลี่ยน การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต้องไม่เปลี่ยน ประชาธิปัตย์มีหัวหน้าพรรคมาแล้ว 7 คน หัวหน้าพรรคคนที่ 8 ไม่มีสิทธิอยู่นอกเหนืออุดมการณ์ความซื่อสัตย์ สุจริต
ที่ต้องเปลี่ยน คือ นโยบายวิสัยทัศน์ ต้องเปลี่ยนให้เท่าทันโลก รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่เกิดขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการและมองไปข้างหน้า รวมถึงต้องเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ ต้องมีระบบบิ๊กดาต้า เอไอ นำมาใช้รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ สังเคราะห์ประกอบการตัดสินใจทางการเมือง เดินหน้าสู่ความทันสมัยในอนาคต บุคลากรต้องเปลี่ยน
“หมดยุคซูเปอร์แมน ยุคต่อไปต้องเป็นยุคของอเวนเจอร์ส ซูเปอร์ฮีโร่ของพรรคต้องจับมือเป็นทีมอเวนเจอร์สประชาธิปัตย์ นำทัพเดินไปข้างหน้า นายกรณ์ นายอภิรักษ์ และนายพีระพันธุ์ จะเป็นหนึ่งในทีมอเวนเจอร์สของพรรค แต่แค่นี้ไม่พอเพราะวันนี้ประชาธิปัตย์เหลือแค่ 52 คน หัวหน้าพรรคต้องคิดทำอย่างไรให้เพิ่มจนมากกว่า 200 ในอนาคต ซึ่งมีคำตอบอยู่แล้ว คือ ประชาธิปัตย์ต้องมีความเป็นเอกภาพ ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของทุกคนมั่นใจว่าประชาธิปัตย์สามารถก้าวเดินไปสู่อนาคต” นายจุรินทร์ ระบุ
ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นทันทีภายหลังจากที่ “จุรินทร์” ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่โดยได้หารือกับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น “เลขาธิการพรรค” เพื่อเตรียมจัดสัมมนาพบปะส.ส. เจ้าหน้าที่และส่วนต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งในเรื่องการทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส. การบริหารจัดการรูปแบบใหม่ภายในพรรค รอเพียงวัน เวลาและสถานที่ที่ชัดเจนเท่านั้น
พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าส่งเทียบเชิญ 3 ผู้ชิงหัวหน้าพรรคเพื่อมาทำงานร่วมกัน เบื้องต้น อภิรักษ์ ได้ตอบรับที่จะมาเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการสรร หาผู้สมัคร โดยที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งไปแล้ว ขณะที่พีระพันธุ์ และ กรณ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการหาตำแหน่งที่เหมาะสมนั้น เขาก็มั่นใจว่า ทั้ง 2 จะตอบรับเข้าร่วม “ทีมซูเปอร์ฮีโร่” ของพรรค เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปัตย์ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างแน่นอน
‘จุรินทร์’จากการ์ตูนนิสต์
สู่แม่ทัพป้ายแดง
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชื่อเล่นว่า “หมู” ที่มาของนามปากกา “อู้ดดี้” ที่ใช้สมัยเป็นนักเขียนการ์ตูนแนวล้อการเมืองจนกลายเป็นฉายาที่ถูกเรียกขานมาจนทุกวันนี้ เกิดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2499 ปัจจุบันอายุ 63 ปี บุตรชายของนายวีระ และนางสุรางค์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นบุตรคนโต มีพี่น้อง 9 คน หนึ่งในนั้น คือ นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์
จบประถมศึกษาจากโรงเรียนศิริราษฎร์วิทยา จังหวัดพังงา ศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สำเร็จปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารัฐกิจ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร มหาบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ และการวางแผน จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
“จุรินทร์” ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส. 11 สมัย เป็น ส.ส.พังงา 6 สมัย และส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีก 5 สมัย เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยรัฐบาลชวน 1 และได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลชวน 2 ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน 2 สมัย
เมื่อปี 2529 ได้รับเลือกจากสื่อมวลชนสายรัฐสภาให้เป็น ส.ส.ดาวรุ่ง (ส.ส.ใหม่ดีเด่น) ทั้งยังได้รับการโหวตจาก สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ให้เป็น “คณะกรรมาธิการดีเด่น” จากบทบาทใน คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร กรณีดำเนินการทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ จากสหรัฐอเมริกา เป็นผลสำเร็จ
ในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุด (24 มี.ค. 62) จุรินทร์ ลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 ขณะที่นายจุฤทธิ์ น้องชายอยู่ในลำดับที่ 47 ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรค ประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง
รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3471 ระหว่างวันที่ 19 - 22 พฤษภาคม 2562






