thansettakij
thansettakij
แก้ปากท้อง-สินค้าเกษตร  จุดแข็ง3พรรค ขั้วรัฐบาลพปชร.

แก้ปากท้อง-สินค้าเกษตร จุดแข็ง3พรรค ขั้วรัฐบาลพปชร.

14 พ.ค. 62 | 05:06 น.

 

การจัดตั้งรัฐบาลยังเป็นประเด็นทางการเมืองที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้มีสัญญาณใกล้ลงตัวหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า การฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแกนนำในการจัดตั้ง “กำลังดำเนินการอยู่” ล่าสุด 11 พรรคการเมืองขนาดเล็กก็ประกาศอย่างเป็นทางการ สนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เรียบร้อยแล้ว

ทำให้ขณะนี้ความชัดเจนของขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล โดยขั้วที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จคือ “ขั้วพลังประชารัฐ” ที่จะประกอบด้วย พลังประชารัฐ 115 เสียง มีพันธมิตร ได้แก่ ภูมิใจไทย 51 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง ชาติพัฒนา 3 เสียง พลังท้องถิ่นไท 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง พรรคเล็กรวมกัน 12 เสียง และ ประชาธิปัตย์ 52 เสียง รวม 253 เสียง

สำหรับท่าทีจาก “ขั้วพลังประชารัฐ” ในการกำหนดทิศทางของพรรค จะมีการจัดสัมมนา “รวมพลัง สร้างไทย” ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ ที่โรงแรม The Zign จังหวัดชลบุรี โดยไฮไลต์อยู่ที่การบรรยายพิเศษของ นายอุตตม สาวนายน ในหัวข้อ “ความหวังของคนไทย กับพรรคพลังประชารัฐ” รวมทั้งการสัมมนาระดมความเห็นหัวข้อ “การบริหารและการดำเนินการของพรรคพลังประชารัฐในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนั้น ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก็เตรียมจัดประชุม ส.ส. พรรคในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เพื่อตัดสินใจเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลังได้ตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ก็จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อตัดสินใจเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐเช่นกัน

แก้ปากท้อง-สินค้าเกษตร  จุดแข็ง3พรรค ขั้วรัฐบาลพปชร.

แนวโน้มของทั้ง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ ในที่สุดก็เชื่อว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำแน่นอน ยกเว้นว่า “ต่อรอง” เก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลไม่ลงตัวกันเท่านั้น ถึงจะทำให้พรรคการ เมืองเหล่านี้ แตกหักไม่ยอมร่วมหอลงโรงกับพลังประชารัฐ

 

ส่องนโยบายพลังประชารัฐ

เมื่อย้อนดูนโยบายพรรคพลังประชารัฐ และพรรคการเมืองที่คาดว่าจะหนุนพลังประชารัฐ เป็นรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย จะเห็นความเหมือนและความต่างของ 3 พรรคดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดเมื่อร่วมรัฐบาลกันก็จะต้องมีการหารือร่วมกันและนำนโยบายมาผสมผสานกันเพื่อปรับให้เป็น “นโยบายรัฐบาล” ที่สอดคล้องไปด้วยกันได้ ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว

 

ลองย้อนไปดูนโยบายหลักๆ ของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ดังกล่าว เริ่มที่ พรรคพลังประชารัฐ ได้รับการยืนยันจากนายอุตตม ว่านโยบายที่จะดำเนินการก่อน ประกอบด้วย 1. บัตรประชารัฐ โดยต่อยอดบัตรประชารัฐ รวมถึงการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมกับคนแต่ละกลุ่มอาทิ กลุ่มคนเมือง กลุ่มผู้พิการ กลุ่มสตรี ฯลฯ ผู้สูงอายุ จะเพิ่มเบี้ยผู้ สูงอายุตามขั้นบันได และเบี้ยยัง ชีพจะเพิ่มให้คนละ 1,000 บาท ส่วนโครงการบ้านล้านหลัง ผ่อนถูกกว่าเช่า ฟรีเงินดาวน์ 2. พักหนี้กองทุนหมู่บ้านฯ 3 ปี

3. ดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเพิ่มค่าชดเชยค่าเกี่ยวข้าวจากเดิม 12 ไร่เป็น 20 ไร่ และเพิ่มจากไร่ละ 1,500 บาท เป็น 2,000 บาท เกี่ยวปุ๊บรับเงินแล้ว 40,000 บาทต่อครัวเรือน และยังให้ค่าเก็บเพิ่มอีก 30,000 บาท รวมเป็น 70,000 บาท รวมทั้งให้ได้สิทธิประโยชน์ในการจำนำยุ้งฉาง และจะต่อยอดจากนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ขายข้าวได้ราคา 1.8 หมื่นบาทต่อตันขึ้นไป พร้อมการันตีราคาอ้อยต้องไม่ตํ่ากว่า 1,200 บาท และราคายางไม่ตํ่ากว่า กิโลกรัมละ 65 บาท

แก้ปากท้อง-สินค้าเกษตร  จุดแข็ง3พรรค ขั้วรัฐบาลพปชร.

4. เสริมแกร่ง SMEs และ สตาร์ตอัพ 5. เกษตรกรที่ถือครองที่ดิน แบบ ส.ป.ก.จะเปลี่ยนเป็น ส.ป.ก.4.0 เพื่อสามารถให้ประชาชนนำโฉนดที่ดินไปต่อยอดได้ใช้ประโยชน์ โอนสิทธิ์ เพิ่มมูลค่า”

6. มารดาประชารัฐ ตั้งท้องจนคลอดให้เดือนละ 3,000 บาท ช่วยเลี้ยงดูถึง 6 ขวบ ให้เดือนละ 2,000 บาท 7. สร้าง ทีมหมอครอบครัว 6,500 ทีม เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในแต่ละตำบล และ 8 นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นตํ่าเป็น 400-425 บาท/วัน เงินเดือนอาชีวะ 18,000 บาท และเงินเดือนปริญญาตรีที่ 20,000 บาท

 

ปชป.แก้ราคาพืชผล

ขณะที่นโยบายโดดเด่นของ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อาทิ 1. ประกันรายได้แรงงาน 120,000 บาท/ปี ประกันรายได้เกษตรกร ไม่แทรกแซงกลไกตลาด เพิ่มเบี้ยคนชรา เป็น 800 บาท/เดือน 2. “เกิดปั๊บรับเงินแสน”เป็นการให้เงินเด็กแรกเกิดคนละ 5,000 บาทในเดือนแรก จากนั้นจะรับเดือนละ 1,000 บาทจนเด็กอายุครบ 8 ปี และเด็กทุกคนพูดอังกฤษได้ 3. เรียนฟรีถึง ปวส.4. สำหรับคนกรุงเทพฯ มี นโยบาย “Smart Bus” รถเมล์ไฟฟ้าทั้งระบบ ไร้ฝุ่น มลพิษ เชื่อมต่อรถไฟฟ้าและเรือ เปลี่ยนรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ร่วม 5,000 คัน ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้าภายใน 7 ปี

5. โครงการโฉนดสีฟ้า โดย ออกพ.ร.บ.โฉนดชุมชนเพื่อให้สิทธิในการจัดการชุมชน อย่างแท้จริง 6. นโยบายประกันรายได้เกษตรกร ด้วยการประกันราคาข้าว ไม่ตํ่ากว่าเกวียนละ 1,000 บาท, ยางพารา ไม่ตํ่ากว่ากิโลกรัมละ 60 บาท, ปาล์มราคากิโลกรัมละ 10 บาท และมันสำปะหลัง ราคาไม่ตํ่ากว่ากิโลกรัมละ 3 บาท

 

ภท.ชูกัญชาเสรี

ส่วนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นโยบายที่เรียกเสียงฮือฮาจนส่งผลให้พรรคมีคะแนนเป็นกอบเป็นกำ ไม่พ้นนโยบายกัญชาไทย ปลูกได้เสรี ที่พรรคภูมิใจไทยหยิบยกขึ้นมาเป็นอันดับแรก โดยอ้างวิธีการโดยแก้ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ นำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ เป็นพืชแก้จน ปลูกได้ สูบได้และอยู่ภายใต้กฎหมาย 

นโยบายทวงคืนกำไรให้เกษตรกร โดยเสนอกฎหมายระบบกำไรแบ่งปัน ตั้งกองทุนข้าว ข้าวหอมมะลิ ตันละ 18,000 บาท บวกกำไรเพิ่ม 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 19,500 บาท มันสำปะหลัง ไม่ตํ่ากว่า กก.ละ 4 บาท อ้อย ไม่ตํ่ากว่าตันละ 1,200 บาท ปาล์มทะลาย ไม่ตํ่ากว่า กก.ละ 5 บาท ยางพารา เป้าหมายราคา กก.ละ 70 บาท

ยกระดับ อสม. เป็นหมอประจำบ้าน ค่าตอบแทน 2,500- 10,000 บาทต่อเดือน, แก้หนี้ กยศ. โดยปลดภาระผู้คํ้าประกัน ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีค่าปรับ ผ่อนคืนเงินต้น 10 ปี และปลอดหนี้ 5 ปี, นโยบายทำงานที่ออฟฟิศ สัปดาห์ละ 4 วัน ได้เงินเดือนเท่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบนโยบายของแต่ละพรรคจะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 พรรคเน้นพัฒนาและให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และแก้ไขปัญหาปากท้อง

เมื่อ “พลังประชารัฐ” จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ส่งให้ “บิ๊กตู่- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ อีกสมัยแล้ว นโยบายของ 3 พรรคหลักในขั้วนี้ นโยบายไหนจะถูกบรรจุอยู่ใน “นโยบายรัฐบาล” เพื่อนำไปสู้การแก้ไขปัญหาอย่างที่เคยหาเสียงไว้บ้าง ต้องคอยดูกันต่อไป... 

รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง

หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3470 ระหว่างวันที่ 16 - 18 พฤษภาคม 2562

แก้ปากท้อง-สินค้าเกษตร  จุดแข็ง3พรรค ขั้วรัฐบาลพปชร.