
ประชาธิปัตย์ ตัวชี้ขาดตั้งรัฐบาล
สถานการณ์การเมืองยามนี้ ต้องจับตา 2 เรื่องหลักสำคัญ หลังจากที่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเกือบ 100% ทั้งในส่วนของ ส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ เหลือเพียงการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เชียงใหม่เขต 8 เท่านั้น ที่ยังต้องรอลุ้นผลการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ ระหว่าง “อนาคตใหม่” และ “พลังประชารัฐ” 2 พรรคตัวเต็งสำคัญ
ประเด็นแรก กรณีการโหวตชื่อ “นายกรัฐมนตรี” เชื่อว่าจนถึงวันนี้ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะจากจำนวนเสียงของกลุ่มขั้วการเมืองที่เกาะกลุ่มกัน มีในมืออยู่แล้วอย่างน้อย 190 เสียง เมื่อรวมกับ 250 เสียงส.ว. ได้เกินกว่า 376 เสียงตามที่กฎหมายกำหนด เรื่องนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่จะบริหารประเทศให้เดินต่อไปได้ด้วยเสียงปริ่มนํ้าเช่นนี้ เป็นอีกเรื่องที่ยังต้องรอดูต่อไป
ขณะที่ “การจัดตั้งรัฐบาล” นั้น เห็นอุปสรรครออยู่เบื้องหน้า จากสูตรการจับขั้วพรรคการเมือง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้วใหญ่ คือ ขั้วพลังประชารัฐ ที่ประกอบด้วย พลังประชารัฐ 115 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 51 ที่นั่ง ชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง รวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง ชาติพัฒนา 3 ที่นั่ง พลังท้องถิ่นไท 3 ที่นั่ง รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 ที่นั่ง และประชาชนปฏิรูป 1 ที่นั่ง รวม 190 เสียง
ขั้วเพื่อไทย ประกอบด้วย เพื่อไทย 136 ที่นั่ง อนาคตใหม่ 80 ที่นั่ง เสรีรวมไทย 10 ที่นั่ง เศรษฐกิจใหม่ 6 ที่นั่ง ประชาชาติ 7 ที่นั่ง เพื่อชาติ 5 ที่นั่ง และ พลังปวงชนไทย 1 ที่นั่ง รวมกันได้ 245 ที่นั่ง และขั้วประชาธิปัตย์ที่มี 52 ที่นั่ง ตัวแปรสำคัญวันนี้
น่าสนใจว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุด ยืนชัดเจนว่า ไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ต้องการให้เป็นฝ่ายค้านอิสระ ไม่เอาใคร นัยสำคัญนี้เป็นการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ เพราะจะส่งผลให้ขั้วพรรคพลังประชารัฐที่มีอยู่ 190 เสียงจากพรรคต่างๆ มีสภาพเหมือนแพแตก เปลี่ยนขั้วไปอยู่กับพรรคเพื่อไทยแทนเนื่องจากมีจำนวนเสียงมากกว่า
“วันนี้ 52 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ไม่มีทางเลือกทางการเมือง ถ้ายังยืนยันว่า ไม่โหวตให้พลังประชารัฐ ไม่เข้าร่วมกับพลังประชารัฐก็เท่ากับช่วยพรรคเพื่อไทยกลายๆ ที่เคยคาดการณ์ไว้ว่า ขั้วพลังประชารัฐจะรวบรวมเสียงได้มาก กว่า 250 ที่นั่ง ก็อาจตัดสินใจเป็น ฝ่ายค้านอิสระได้ เพราะไม่มีส่วนที่ทำให้เกิดทางตันทางการเมือง
แต่วันนี้เมื่อขั้วของพรรคพลังประชารัฐได้เพียงแค่ 190 เสียง พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เสียงเกิน 250 เสียง ประชาธิปัตย์จึงไม่สามารถที่เป็นฝ่ายค้านอิสระได้ เพราะจะเป็นพรรคที่ทำให้เกิดวิกฤติทางการเมือง”
ตัวชี้วัดสำคัญว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น จะปรากฏชัดในวันที่มีการโหวตตัวประธานรัฐสภา ด้วยจำนวน 190 เสียงที่มีอยู่ของพลังประชารัฐ ย่อมแข่งกับพรรคเพื่อไทยที่มี 245 เสียงไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้ ประธานรัฐสภา ต้องได้เสียงข้างมากจาก ส.ส.ในสภา
ที่สำคัญรัฐธรรมนูญยังกำหนดเอาไว้ด้วยว่า ผู้ที่จะเป็น “ประธานรัฐสภา” ต้องเป็น ส.ส. จากฝั่งรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นตัว
ชี้วัดสำคัญในครั้งนี้จึงอยู่ที่การโหวตตัวประธานรัฐสภา ซึ่งจะสะท้อนท่าทีทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะเข้าร่วมกับขั้วพลังประชารัฐหรือไม่
อย่างไรก็ดี เมื่อรวมเสียงจากประชาธิปัตย์ 52 เสียงแล้วก็ตาม ขั้วพลังประชารัฐ ก็มีเพียง 242 เสียงเท่านั้น จึงต้องได้เสียงจากพรรคเล็กพรรคน้อยอีก และจากสูตรคำนวณของ กกต.นั้น ปรากฏว่า มี 13 พรรคที่ได้ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์พรรคละ 1 คน อยู่ระหว่างการช่วงชิงกันของทั้ง 2 ขั้ว
ในจำนวนนี้ประกาศจุดยืนชัดเจนแล้ว 2 พรรค คือ พรรคประชาชนปฏิรูป ของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งเข้าร่วมกับขั้วพลังประชารัฐ ขณะที่ พรรคพลังปวงชนไทย ประกาศเข้าร่วมกับขั้วพรรคเพื่อไทย ขณะที่อีก 11 พรรคที่เหลือ มี 8 พรรคเข้าร่วมกับขั้วพลังประชารัฐ
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษหลังจากการโหวตตัวนายกฯ แล้ว ก็คือ การเกิดขึ้นของ “ส.ส.งูเห่า” เนื่องจากส.ส.กลุ่มนี้ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ต้องการเป็นฝ่ายค้าน ปรากฏการณ์นี้กำลังจะเกิดขึ้นกับ “พรรคเศรษฐกิจใหม่” ของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่วันนี้ ลูกพรรคทั้ง 5 เสียง กำลังคิดนอก ใจมาร่วมกับขั้วพลังประชารัฐ
สถานการณ์เช่นเดียวกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นภายใน “พรรคเพื่อชาติ” หรือไม่ เพราะล่าสุด ส.ส.ย้ายออกจากที่ทำการพรรคที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นของ สงคราม เลิศกิจไพโรจน์ หัวหน้าพรรค จึงต้องจับตาว่าหัวหอกสำคัญอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ จะไปทางไหน
รวมถึง “พรรคเพื่อไทย” เองที่ ส.ส.ภาคอีสานอีกหลายราย อาจเลือกสวมบทงูเห่า เพื่อรวมเสียงกันอย่างน้อย 10 เสียง เพื่อให้มีอำนาจต่อรองได้เก้าอี้ รัฐมนตรีเช่นกัน
รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3469 ระหว่างวันที่ 12 - 15 พฤษภาคม 2562






