
‘จุรินทร์’ฉายแวว ผู้นำใหม่ปชป.
ในวันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่จะมีขึ้นวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ นอกจากจะได้เห็นความชัดเจนของ “ผู้นำทัพคนใหม่” ของพรรคประชาธิปัตย์ จาก 4 รายชื่อผู้ท้าชิงที่เปิดโฉมออกมาให้เห็นกันแล้ว ประกอบด้วย 1. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค 2. นายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค 3. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรมว.ยุติธรรม และ 4. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นอกจากนั้นยังจะได้เห็นตัว “เลขาธิการพรรค” ซึ่งมีความสําคัญอย่างมากกับทุกพรรคการเมือง เพราะทำหน้าที่เสมือนหนึ่ง “แม่บ้าน” ของพรรค ก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นด้วย
ทั้งนี้ หากให้วิเคราะห์จากปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการลงมติโหวตที่ให้นํ้าหนักคะแนนโหวตของ ส.ส.ใหม่ 52 คน ในการคำนวณมากถึง 70% เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งทีมกรณ์ ทีมพีระพันธุ์ และ ทีมอภิรักษ์ นั้น ต่างมีฐานคะแนนเดียวกัน คือ พื้นที่ กทม. ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นไม่ได้ส.ส.เลย จึงต้องแย่งคะแน
“เฉลิมชัย” เป็นอดีต ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ 4 สมัยเริ่มงานการเมืองจากการเป็นสมาชิกสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะโดดเข้าสู่พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 และได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยแรก จากนั้นก็ได้รับเลือกเข้าสภาอย่างต่อเนื่องทั้งการเลือกตั้งในปี 2548 และปี 2550 ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เฉลิมชัยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน”
ทั้งยังเคยดํารงตําแหน่งรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคกลาง กระทั่งนายอภิสิทธิ์ ประกาศลาออกจากตําแหน่งหัวหน้าพรรคหลังจากที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เฉลิมชัย ถือเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารพรรคจึงต้องพ้นสภาพไป กระทั่งวันที่ 6 สิงหาคมปีเดียวกัน สมาชิกพรรคได้ลงมติเลือกให้เขามาดํารงตําแหน่งเลขาธิการพรรค
ขณะที่ “ทีมกรณ์” อดีตขุนคลังมือพระกาฬได้เลือก “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” ส.ส.ตาก 4 สมัยมาเป็นมือขวา ชัยวุฒิ เริ่มต้นถนนการเมืองจากการได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดตาก เมื่อปี 2536 และปี 2538 ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติภายใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2539 และได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.ครั้งแรก และได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.อีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2544 และ 2548
ช่วงปี 2550 ได้รับมอบหมายให้ดูแลการเลือกตั้งในโซนภาคเหนือตอนบน 11 จังหวัด ในการเลือกตั้ง วันที่ 23 ธันวาคม 2550 เสร็จสิ้นลง ประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านได้ประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลเงา” ขึ้นโดยที่ประชุมมอบหมายให้ทําหน้าที่ “รมว.อุตสาหกรรมเงา”
นอกจากนี้ชัยวุฒิยังเคยดํารงตําแหน่งสําคัญๆ อาทิ ผู้ช่วยเลขานุการรมว.พาณิชย์ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมใหญ่วิสามัญประจําปีของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ได้รับเลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคเหนือ
ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ชัยวุฒิ ได้รับเลือกให้ดํารงตํา แหน่ง รมว.อุตสาหกรรม และช่วงปี 2556-2557 ได้เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เป็นผู้ติดตามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. อีกทั้งยังดูแลรับผิดชอบเวทีชุมนุม กปปส. ที่แจ้งวัฒนะ
ส่วน พีระพันธุ์ จากกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าเชิญตัว “ถาวร เสนเนียม” ให้มาร่วมทีม แต่ล่าสุดปรากฏชื่อของ “จุติ ไกรฤกษ์” อดีตส.ส.พิษณุโลกหลายสมัย อดีตรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และในการจัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปีเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554 จุติได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรค และเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค
ด้าน “อภิรักษ์” ได้ทาบทาม “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ส.ส. ตรังหลายสมัยให้มาเป็นมือขวา สาทิตย์ เคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดูแลสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และบริษัท อสมท จํากัด (มหาชน)
ช่วงปี 2541-2544 สาทิตย์ เคยทําหน้าที่โฆษกพรรค ซึ่งในปี 2544 ได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรค ก่อนที่จะลาออกจากตําแหน่งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2556 เพื่อเข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส. ทําหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรื่องการจัด การชุมนุมและการบริหารเวทีปราศรัยทั้งหมด กระทั่งถูกขานนามว่าให้เป็น “ผู้ใหญ่สาทิตย์”
ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ เหล่าแม่ยกกองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ จะได้เห็นตัว “แม่ทัพ และเลขาธิการพรรคใหม่” เป็นที่แน่นอน และหลังจากนั้นก็จะได้รู้กันอีกด้วยว่าประชาธิปัตย์จะเอาอย่างไรกับการร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ
รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3469 ระหว่างวันที่ 12 - 15 พฤษภาคม 2562






