
“ธนาธร”แจงกกต.4ชั่วโมงอ้างข้อมูลอ่อน-แจ้งข้อหาไม่ชอบ
“ธนาธร-ปิยบุตร”ใช้เวลาแจงกกต. 4 ชั่วโมง อ้างข้อมูลกกต.อ่อน แจ้งข้อกล่าวหาไม่ชอบ แนะเปิดก.ม.แพ่งเช็คข้อมูลก่อนออกมติ “ธนาธร”ชี้คดีมีมูลเหตุจูงใจทางเมือง
วันนี้ (30 เม.ย.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค กล่าวภายหลังเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากรณีถือหุ้นบริษัทวี-ลัคมีเดีย จำกัด อาจเข้าลักษณะขาดคุณสมบัติในการลงสมัครส.ส. นานกว่า 4 ชั่วโมง ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
นายธนาธร เปิดเผยว่า บรรยากาศการชี้แจงส่วนใหญ่ตึงเครียด บางช่วงผ่อนคลาย ส่วนตัวหลังชี้แจงมีความรู้สึกว่าคดีนี้มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองมาก เพราะแม้แต่คำถามพื้นฐานง่าย ๆ ที่เราถามกับคณะกรรมการฯ ว่าเราผิดตรงไหน มีตรงไหนที่ กกต. ไม่เชื่อว่าเราได้โอนหุ้นไปครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. หรือเห็นว่าพวกเรากระทำผิด มีหลักฐานอะไร คณะกรรมการฯ ไม่สามารถตอบหรือชี้แจงกับเราได้ ทำให้ในการชี้แจงไม่ใช่เป็นการถามเรื่องเหตุการณ์ แต่เถียงกันเรื่องหลักการมากกว่า
ทั้งนี้ตนนำหลักฐานมาวางหมดแล้ว ก็ควรเอาไปถามคนที่ไม่เชื่อว่าจะเอาหลักฐานอะไรมาหักล้างหลักฐานของตน และเห็นว่าไม่มีใครโต้แย้งหลักฐานที่ตนนำมาแสดงได้เลย ก็ต้องถือว่าตนไม่ผิด หลักฐานต่างๆ มีเอกสารชี้แจงหมด
“เรื่องที่ทำให้ผมอารมณ์เสียมาก คือ 1 ปีของการทำพรรคอนาคตใหม่ ผมและแกนนำพรรคโดนไปแล้ว 16 คดี”
นายธนาธร ระบุด้วยว่า วันนี้เอาตัวบทกฎหมาย การไม่มีข้อเท็จจริง มาทำลายกันทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนี้ ตนก็มีรายชื่อว่าที่ส.ส.พรรคอื่น ไม่น้อยกว่า 30 คนที่มีคดีหุ้นเหมือนกัน ก็จะเอาเรื่องนี้มาฟ้องบ้าง และฟ้องกลับด้วย
“อย่างหลายกรณีที่นายศรีสุวรรณ (จรรยา นายกองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย) เอาเรื่องเท็จมาฟ้อง ซึ่งผิดกฎหมาย ถึงวันนี้เรายังไม่ฟ้องกลับ รวมถึงหลักฐานว่ามีสื่อมวลชนหลายสำนักเอาข้อความที่เป็นเท็จมาเผยแพร่ทำให้เกิดความเสียหายกับผมและพรรค ความอดทนคนมีจำกัดและใกล้หมดเต็มที ถ้าดำเนินการอย่างนี้เรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งคงต้องใช้วิธีกฎหมายโต้กลับบ้าง และถึงเวลานั้นผู้มีอำนาจจะต้องใช้เวลามาแก้ตัวจะไม่มีใครมีเวลาไปบริหารประเทศ”
นายธนาธร ยังประกาศว่า ขอสงวนสิทธิในการที่จะปกป้องชื่อเสียงของตนเอง ถ้าเห็นว่าใครพิจารณาคดีความของตนแล้วทำให้เกิดความเสื่อมเสียก็จะใช้สิทธิทางกฎหมายตอบโต้ แต่ จะรอจนคสช.หมดอำนาจ เพราะมาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี คสช.อยู่ในช่วงขาลงไม่มีทางครองอำนาจต่อไปเรื่อย ๆ คสช.หมดอำนาจเมื่อไร ก็จะฟ้องดำเนินดคีกับคนที่ตัดสินตนโดยไม่ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
ด้านนายปิยบุตร กล่าวว่า การไต่สวนวันนี้มี พ.ต.ท.ปรีชา นาเมืองรักษ์ เป็นประธาน เมื่อสอบสวนเสร็จก็จะเสนอกกต.พิจารณาวินิจฉัยต่อไป ข้อกล่าวหามีแค่ 3-4 บรรทัด จึงไม่ได้ชี้แจงมากเท่าไรแต่ตั้งคำถามถึงการทำงานของกกต. ว่าทำไมจึงมติแจ้งข้อกล่าวหาโดยที่นายธนาธรยังไม่ได้ชี้แจง โดยนายปรีชา เล่าให้ฟังว่า กกต. ตรวจสอบจาก บอจ.5 แล้วมีชื่อนายธนาธร อยู่ จึงสงสัยว่าเป็นผู้ถือหุ้น ตนจึงถามกลับไปว่า ตรวจสอบวันไหน ลงวันที่เท่าไร พอตรวจสอบแล้วรู้ทันทีเลยหรือว่านายธนาธรถือหุ้น และทำไมกกต.ไม่ไปเปิดกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง วรรคสามที่มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
รวมถึงถ้ายังสงสัยถือหุ้นจริง ทำไมไม่เรียกนายธนาธรไปสอบถาม แต่กลับมีมติแจ้งข้อกล่าวหาทันที ซึ่งผิดหลักกฎหมาย การแจ้งข้อกล่าวหาจะทำลอย ๆ ไม่ได้ ต้องมีองค์ประกอบความผิดและข้อเท็จจริงชัดเจน เมื่อมีผู้กล่าวหา กรรมการฯ ต้องดูว่ามีหลักฐานหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องตกไป แต่นี่กลายเป็นว่าให้ผู้ถูกร้องมานั่งตอบเหมือนเอานายธนาธร มาดำน้ำ ลุยไฟ ถ้าผ่านไปได้ถึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์
ดังนั้นนายธนาธร ในฐานะผู้เสียหายเราจะขอสงวนสิทธิในการดำเนินการตามกฎหมายต่อกกต.ต่อไป
“นี่ยังไม่รวมส่งเอกสารหนึ่งฉบับไปที่บ้านนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร ในฐานะผู้รับโอนหุ้น วันที่ 22 เม.ย.ถึงบ้านเวลา 13.45 น. แต่ในหนังสือกลับให้มาชี้แจงในเวลา 10.30 ของวันเดียวกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมาชี้แจง แล้ววันที่ 23 เม.ย.เช้า กกต.ก็มีมติแจ้งข้อกล่าวหาทันที หมายความว่า การแจ้งกล่าวหาพิจารณาเพียงคำร้องซึ่งก็มีแค่ 3-4 บรรทัดเท่านั้น แล้วถ้าตรวจจากบอจ.5 โดยตีขลุมว่ามีชื่อก็แสดงว่ายังถือหุ้น ท่านวินิจฉัยผิด ซึ่งการจงใจวินิจฉัยผิดนั่นแสดงว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ และถ้าสมมุติบานปลายมีการสั่งแขวนชื่อนายธนาธร หรือให้ใบส้ม ซึ่งไม่มีอำนาจอยู่แล้ว ถ้าจะเอากันถึงขนาดนั้นก็แสดงว่าการตั้งข้อกล่าวหาโดยใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ ส่งผลเสียหายร้ายแรง แล้วกกต.ทั้ง 7 คนจะรับผิดชอบไหวหรือ” นายปิยบุตร กล่าวและว่า หลังจากกลับไปจะโพสต์สิ่งที่ได้มาชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานทั้งหมดลงในเพจของพรรคอนาคตใหม่ต่อไป






