
‘พปชร.’ ปล่อยหมัดเด็ด ดันค่าแรงขั้นตํ่า 425 บาท ‘ป.ตรี’เงินเดือน 20,000
ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ หลายพรรคการเมืองต่างปล่อยหมัดเด็ดออกมา เพื่อเป็นสิ่งโน้มน้าวและดึงดูดใจให้ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ที่มีกว่า 51.4 ล้านคน กากบาทเลือกผู้สมัครและพรรคของตัวเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด เพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ล่าสุด พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ได้แถลงเปิดนโยบายหลายเรื่องที่น่าสนใจ
“เอาตรงๆ ชัดๆ พรรคพลังประชารัฐไม่เอาวาทกรรม แต่จะเสนอสิ่งที่เป็นจริงได้ โดยเสนอนโยบาย ประเทศต้องรวยด้วยความสงบ ความสุข และความหวัง ซึ่งเป็นนโยบายที่ยั่งยืนไม่เสียเวลา” นายอุตตม ระบุ
ค่าแรง 400-425 บาท/วัน
นายอุตตม ขยายความรูปแบบเศรษฐกิจประชารัฐที่ต้องรวยว่า ในส่วนของเกษตรกรมีสินค้าหลัก 6 ชนิดที่จะดูแลเพื่อให้เกษตรกรเกิดความหวัง ประกอบด้วย ข้าวเจ้า จะต้องมีราคา 12,000 บาทขึ้นไปต่อตัน ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทขึ้นไปต่อตัน อ้อย 1,000 บาทขึ้นไปต่อตัน ยางพารา 65 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม มันสำปะหลัง 3 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม และปาล์ม 5 บาทต่อกิโลกรัม
ขณะที่เรื่องค่าแรงต้องเพิ่มขึ้นเป็น 400-425 บาทต่อวัน ผู้จบอาชีวะ จะมีค่าแรง 18,000 บาทต่อเดือน และปริญญาตรี เงินเดือน 20,000 บาทต่อเดือน
มนุษย์เงินเดือนก็ต้องมีความมั่นคง โดยผู้มีรายได้ตํ่ากว่า 200,000 บาทต่อปีไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่ผู้มีรายได้ 200,000 บาทต่อปีขึ้นไป จะได้รับอัตราการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ในทุกขั้นบันได, ยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ 5 ปี และยกเว้นภาษีแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์ 2 ปี
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ต้องแกร่ง โดยจะได้รับสินเชื่อ 50,000 บาทต่อราย ขณะที่นโยบายโชวห่วยประชารัฐ จะเป็นการยกขีดความสามารถในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการสั่งซื้อสินค้าร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนร่วม อีกทั้งมีนโยบายให้ทุกตำบลเป็นโชวห่วยประชารัฐ
อัพรายได้ 1.24 ล้านล.ต่อปี
ส่วนนโยบายการสร้างรายได้ประเทศ พรรคพลังประชารัฐ มีวิธีการดังนี้
1. สร้างเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนโดยการเพิ่มรายได้ประเทศ เป็น 19 ล้านล้านบาทภายในปี 2565
2. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ใหม่ สร้างการลงทุนเพิ่มรายได้เป็น 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2565
3. ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2565 และ 4. รายได้เศรษฐกิจฐานราก 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2565
เปิด 7 แหล่งที่มารายได้
สำหรับที่มาของแหล่งเงินที่จะเพิ่มรายได้ให้ประเทศ เป็น 1,240,000 ล้านบาทต่อปีนั้น มาจากปฏิรูปการจัดเก็บภาษีแบบบูรณาการ 300,000 ล้านบาทต่อปี 2. เก็บภาษีผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศ 40,000 ล้านบาทต่อปี 3. ปฏิรูปการบริหารสินทรัพย์ของประเทศ 100,000 ล้านบาทต่อปี
4. ปฏิรูปกระบวนการบริหารงานหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง 200,000 ล้านบาทต่อปี 5. โครงการเอกชนร่วมลงทุนขนาดใหญ่ PPP ลดภาระงบประมาณ 300,000 ล้านบาทต่อปี 6. กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน TFF ลดภาระงบประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี 7. กองทุนรวมเพื่อสังคม SIF ลดภาระงบประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี รวมแหล่งที่มาของเงิน จะได้ 1,240,000 ล้านบาทต่อปี
“นโยบายทั้งหมด เราไม่ได้ทำแบบเลื่อนลอย เพราะเราดูแล้วว่าจะใช้เงิน เราก็หาเงินเป็น และทำได้จริง นี่คือภาพรวมทั้งหมด ที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน ประเทศไทยต้องรวย ด้วยพลังประชารัฐ” นายอุตตม ระบุ
ลดเหลื่อมล้ำเป็นเท่าเทียม
ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า นโยบาย “รวยความสุข นอกเหนือความขัดแย้ง” ปมสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ ความเหลื่อมลํ้า ทำให้เกิดความเท่าเทียม จึงนำไปสู่ความสุข โดยจะเดินหน้า “บัตรประชารัฐ” นอกเหนือจาก 14.5 ล้านคน จะต้องดำเนินนโยบายเพิ่มคนเพิ่มสิทธิ์ให้มากขึ้น
นอกจากนั้น จะดำเนินนโยบายหมดหนี้มีเงินออม โดยเริ่มจากการพักหนี้พักดอกเบี้ยกองทุนหมู่บ้านฯ ฟื้นฟูเติมทุนสร้างโอกาสกับประชาชน รวมถึงนโยบายมารดาประชารัฐ ที่เป็นนโยบายที่ทำให้ทุกคนเกิดมาแล้วต้องมีคุณภาพ ดูแลเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ขณะเดียวกันพร้อมจะเดินหน้านโยบายประชารัฐสร้างคน คนสร้างชาติ โดยเน้นการทำนโยบายดูแลคนตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา
ไม่นิรโทษกรรมคนมีความผิด
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอบโจทย์ “รวยความสงบ” ว่า ขณะนี้มีสัญญาณความคิดที่แตกต่างของกลุ่มการเมือง แต่พรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนมาตั้งแต่วันแรกที่จะไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใครและยืนหยัดความปรองดองมาตลอด
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
“เรายืนหยัดที่จะเคารพกติกา ไม่วิพากษ์วิจารณ์กติกา ไม่ว่ากติกาโดยรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะคิดว่ากติกาเป็นพื้นฐานของความสงบ”
นอกจากนั้นพรรคจะไม่ชักนำประชาชนกลับเข้าสู่วังวนความขัดแย้งหลังการเลือกตั้ง และเสียใจที่เห็นกระบวนการสร้างความเกลียดชัง จึงขออย่านำประเทศไปสู่วาทกรรมความขัดแย้ง ที่สำคัญ พรรคไม่สร้างวาทกรรมความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง อย่าให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าประเทศแบ่งเป็นก๊ก และอย่าแบ่งแยกประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย รวมทั้งเราจะไม่นิรโทษกรรมคนที่มีความผิด
รายงาน โดย ทีมข่าวการเมือง
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3453 ระหว่างวันที่ 17 - 20 มีนาคม 2562






