thansettakij
thansettakij
"สถาบันพระปกเกล้า" เรียกร้องหยุดสร้างวาทกรรมแบ่งขั้ว

"สถาบันพระปกเกล้า" เรียกร้องหยุดสร้างวาทกรรมแบ่งขั้ว

13 มี.ค. 62 | 11:00 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 62 | 22:57 น.

สถาบันพระปกเกล้าเปิดผลสำรวจ ปชช. 95.9% ยัน! ออกไปใช้สิทธิโค้งสุดท้าย "ตัวผู้สมัคร" มีความสำคัญแซงหน้า "นโยบายพรรค-คน" ต่างจังหวัดเลือกที่ตัวผู้สมัคร ขณะที่ คน กทม. แคนดิเดตนายกฯ มีผลต่อการตัดสินใจ พบนโยบายแก้ปัญหา "เกษตร-เพิ่มค่าแรง-แก้จน" ยังมาแรง ย้ำ! เลือกตั้งรอบนี้ "หน้าตาหล่อ ฝีปากดี" ไม่สำคัญเท่าการทำงานในพื้นที่ เรียกร้องหยุดสร้างวาทกรรมฝ่ายสืบทอดอำนาจ–ประชาธิปไตย ทำให้เกิดการแบ่งขั้ว สร้างความเกลียดชัง

13 มี.ค. 2562 นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นายสติธร ธนานิธิโชติ รักษาการผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมแถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง "นโยบายอะไรโดนใจประชาชน ผู้สมัครพรรคและว่าที่นายกฯ แบบไหนที่นั่งในใจแล้วเข้าตา" ระหว่างวันที่ 7-10 มี.ค. จำนวน 1,540 ตัวอย่าง

ผลสำรวจประเด็นแรก นโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองที่ประชาชนพึงพอใจและเห็นว่าทำได้จริง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 20.4 คือ เพิ่มราคาพืชผลทางการเกษตร, อันดับ 2 ร้อยละ 16.6 เพิ่มค่าจ้างแรงงาน และอันดับ 3 ร้อยละ 15.6 ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยเหลือคนจน ถือว่า "นโยบายแก้ปัญหาการเกษตร ค่าแรง แก้ปัญหาความยากจน" โดนใจมากที่สุด โดยคนกรุงเทพฯ ชอบนโยบานลดความเหลื่อมล้ำ คนภาคกลางชอบนโยบายเพิ่มค่าแรง ขณะที่ คนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ชอบนโยบายเพิ่มราคาพืชผลทางการเกษตร ลดต้นทุนทางการผลิต แต่เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า คนรุ่นใหม่ ช่วงอายุระหว่าง 18-25 ปี ชอบนโยบายเรียนฟรี ปฏิรูปการศึกษา, คนวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 26-35 ปี ชอบนโยบายเพิ่มค่าจ้างแรงงานและลดความเลื่อมล้ำ ช่วยเหลือคนจน ส่วนคนสูงอายุ 61 ปีขึ้นไป ชอบนโยบายเพิ่มราคาพืชผลทางการเกษตร

ประเด็นที่ 2 ปัจจัยในการเลือกผู้สมัคร พรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พบว่า ความซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ เป็นปัจจัยหลัก โดยความซื่อสัตย์มีความสำคัญมาก ร้อยละ 78.2, มีวิสัยทัศน์และความคิดก้าวหน้า ร้อยละ 66.8, ความสามารถในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 59.5  และเมื่อถามประชาชนว่า พรรคการเมืองแบบไหนที่ประชาชนจะเลือก อันดับ 1 ร้อยละ 64 ให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรค, อันดับ 2 ร้อยละ 53.7 ให้ความสำคัญกับแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค และอันดับ 3 ร้อยละ 51.1 ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์และเจตนารมณ์ของพรรค
 

เมื่อถามถึงปัจจัยที่มีความสำคัญสำหรับผู้ที่จะเป็นนายกฯ อันดับ 1 ร้อยละ 82.2 ระบุว่า ต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต, อันดับ 2 ร้อยละ 77.6  ต้องมีความโปร่งใสในการทำงาน และอันดับ 3 ร้อยละ 72.8 ต้องมีภาวะผู้นำ โดยพบว่า ประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วาทะศิลป์ในการสื่อสาร รวมถึงประสบการณ์ทางการเมือง ขณะที่ การตัดสินใจเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต พบว่า ประชาชนร้อยละ 38.8 ให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัครในเขต รองลงมา คือ นโยบายพรรค พรรคการเมืองที่สังกัด และรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ทั้งนี้ เมื่อสำรวจเป็นรายภาคจะพบว่า คนต่างจังหวัดตัดสินใจเลือกจากตัวผู้สมัคร ขณะที่ คนกรุงเทพฯ นำรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ นำมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือก

สำหรับประเด็นที่ 3 เป็นการสอบถามเรื่องความเชื่อมั่นในพลังเสียงของตัวเองและความมุ่งมั่นในการไปใช้สิทธิ โดยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 94 เห็นด้วยว่า 1 เสียงของตัวเอง สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตประเทศให้ดีขึ้นได้ และประชาชนร้อยละ 95.9 ยืนยันว่า จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างแน่นอน

นายวุฒิสาร กล่าวอีกว่า จากการสำรวจความคิดเห็นทั้ง 5 ครั้ง พบว่า ทิศทางและหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกของประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีความสุกงอมทางการเมืองมากขึ้น ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับนโยบาย วันนี้เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับผู้สมัครในแต่ละเขต โดยเน้นในเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และการแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่ ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตา พูดจาฉะฉาน หรือ ประสบการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้คนหน้าใหม่จึงมีโอกาสที่จะได้รับเลือกมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

นายวุฒิสาร กล่าวถึงคำร้องหลายเรื่องของที่มีต่อหลายพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ กกต. ว่า มีผลต่อการตัดสินใจออกเสียงของประชาชนหรือไม่ ว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่มีผล เนื่องจากคำตัดสินสุดท้ายอยู่ที่ศาล อีกทั้งหลายคดีจะได้ข้อสรุปหลังวันที่ 24 มี.ค. นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิบางกลุ่มได้ตัดสินใจแน่นอนแล้ว ว่า จะเลือกใคร อย่างไรก็ตาม ตนมีความเป็นห่วงเรื่องการใช้วาทกรรมในการหาเสียงเลือกตั้ง เช่น "สืบทอดอำนาจ" และ "ฝ่ายประชาธิปไตย" ในอดีต เราเคยมีวาทกรรมพรรคเทพ-พรรคมารมาแล้ว แต่เมื่อเข้าไปดูในนโยบายก็เหมือนกันทั้ง 2 ข้าง ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้หยุดการสร้างนิยาม หรือ วาทกรรม เพราะจะทำให้คนคิดว่า ออกเสียงแบบนี้แล้วตัวเองจะกลายเป็นคนในกลุ่มนั้นหรือไม่ ซึ่งทำให้เกิดความเกลียดชัง มีการแบ่งขั้วเกิดขึ้นในการเมืองไทย และไม่ได้เป็นเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งที่ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ของประชาชนและปราศจากอคติ โดยจะต้องคำนึงถึงนโยบายของพรรคการเมือง เป็นหลักมากกว่าการใช้วาทกรรมที่เกิดขึ้นในขณะนี้

"สถาบันพระปกเกล้า" เรียกร้องหยุดสร้างวาทกรรมแบ่งขั้ว