
กกต. ตั้งทีมสอบ ทษช. เทคะแนนพรรคอื่น เข้าข่ายชี้นำ-ชักจูง?
กกต. ใช้ความปรากฎสั่งตั้งกรรมการสอบปม ทษช. เทคะแนนเสียงให้พรรคอื่น-รณรงค์โหวตโน ชี้! เข้าข่ายชี้นำ ชักจูง ผิดกฎหมาย
วันนี้ (13 มี.ค.) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีมีอดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ประกาศเทคะแนนให้กับผู้สมัครรายอื่น ว่า ที่ประชุม กกต. ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าเข้าลักษณะเป็นความปรากฏต่อ กกต. ที่ประชุมจึงได้ขอให้เลขาธิการ กกต. หรือ สำนักงาน กกต. แต่งตั้งคณะสืบสวนไต่สวนฯ เรียบร้อยแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโหวตโน ซึ่งอาจจะเข้าข่ายความผิด เพราะการรณรงค์โหวตโน ขอคะแนน เทคะแนนทำไม่ได้
"กฎหมายห้ามไว้ชัด ว่า จะต้องให้ผู้ใช้สิทธิตัดสินใจเลือกเอง ห้ามชักจูงชี้นำ จะบอกให้ใครทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ส่วนจะเป็นความผิดของใครระหว่างผู้ให้และผู้สมัครที่ได้คะแนน ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ซึ่งการกระทำใดครอบงำ ชี้นำ ชักจูง จูงใจ สิ่งที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมีอยู่แน่ ๆ ถือเป็นความผิด การกระทำใดที่อาจเป็นความผิด เราต้องตรวจสอบ และหากเข้าข่ายก็ต้องดำเนินการ"
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเป็นการครอบงำ ชี้นำ ก็เข้าข่ายความผิดนำไปสู่การยุบพรรคหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและการกระทำ แต่เราไม่ได้ตั้งเป้าที่จะไปทำถึงขนาดนั้น โดยจะดูเนื้อหาเป็นหลัก ซึ่งในกรณีนี้ไม่ต้องมีการร้อง เพราะเป็นความปรากฏต่อ กกต. แล้ว และได้ให้สำนักงานตั้งคณะกรรมการสอบ หากในต่างจังหวัดพบว่า มีความผิดในลักษณะเป็นความปรากฎ กกต. ก็สามารถสั่งตั้งกรรรมการสอบได้เป็นรายจังหวัด
ส่วนความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคไทยรักษาชาติที่ยังคงเดินสายเปิดเวทีปราศรัยนั้น ประธาน กกต. กล่าวว่า ความจริงแล้วความเป็นพรรคการเมืองได้สิ้นสุดลงไปแล้ว การดำเนินการใด ๆ ก็ต้องดูกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเลือกตั้งคงไปบังคับใช้ไม่ได้มาก เพราะไม่ได้อยู่ฐานะที่เป็นผู้สมัครหรือพรรคการเมืองแล้ว แต่ก็ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและต้องปฎิบัติตาม ส่วนในประเด็นอื่น ๆ และประเด็นความมั่นคงมีหน่วยงานอื่น ๆ ดูแลอยู่แล้ว






