
"ดร.ไชยันต์"ชี้ยัง50:50"ประยุทธ์"อยู่บัญชีนายกฯพปชร.
ช่วงก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่พรรคการเมืองต้องส่งรายชื่อผู้ที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำให้สังคมจับตาไปที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะที่เป็นที่คาดหมายว่าจะมีชื่อเป็นบัญชีนายกฯเบอร์ 1 ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
+ “ประยุทธ์”มา“พปชร.”คึกคัก
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐว่า น่าจะยัง 50 : 50 ที่พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมให้ใช้ชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เพราะถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ยอมก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงสูง ถ้าผลตอบแทนออกมาสูง ก็หมายความว่าพรรคพลังประชารัฐ ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อซึ่งเป็นต้นทุนอันหนึ่ง ผสมกับต้นทุนชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ที่ลงทุนไปครั้งนี้ ถ้าผลตอบแทนสูงก็เท่ากับว่า “ เทิร์นเอ๊าท์”ของผลการเลือกตั้งทำให้พรรคพลังประชารัฐ อาจมาเป็นอันดับต้นๆ เช่น อันดับ 2 หรืออันดับ 1
“ถ้าเป็นอย่างนี้จะทำให้การยอมลงไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐของพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า มีความชอบธรรมทางการเมืองที่จะเห็นแกนนำในการรวบรวมพรรคอื่นๆ ในการตั้งรัฐบาล โดยมีคะแนนของส.ว.เข้ามามีส่วนช่วยได้ แต่อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งทั้งแผง 250 คน ฉะนั้นหมายความว่า อยู่ในเงื่อนไขที่ว่า เมื่อสูงมาแล้วผลตอบแทนกับมาสูง นั้นคือ 50 เปอร์เซ็นต์แรก
อีก 50 เปอร์เซ็นต์ คือ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ เสี่ยงไปแล้วถือว่าเสี่ยงสูง คือเอาชื่อลงไปพรรคตอนนี้ แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบพรรคพลังประชารัฐ แล้วเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ มาร่วมหัวจมท้ายกับพรรคการเมืองที่มีอดีตส.ส.หน้าเก่าๆ เขาอาจไม่เลือก ขณะเดียวกันคนที่ไม่ชอบพล.อ.ประยุทธ์ และไม่อยากให้มีการสืบทอดอำนาจ ก็อาจจะไม่เลือกพรรคพลังประชารัฐ ถ้าคำนวณใน 50 เปอร์เซ็นต์หลังถ้าคิดว่าไม่เวิร์ค พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีโอกาสที่จะปฎิเสธ ที่จะไม่ยอมให้ใช้ชื่อเป็นนายกฯของพรรคก็ได้
+“ประยุทธ์”อาจรอนายกฯก๊อก 2
ศ.ดร.ชยันต์ให้แง่มุมอีกว่า ในทางกลับกันถ้าพล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจไม่เสี่ยง ที่จะยอมใช้ชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ จะส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐเสียกระบวนท่าเลย เพราะพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคเฉพาะกิจ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับพล.อ.ประยุทธ์ และอาจจะมีวาระซ่อนเร้นบางอย่าง เพราะดูจากนักการเมืองเก่า ๆ ที่เข้ามา หรือคนที่ย้ายพรรคไปอยู่กับพลังประชารัฐ ถ้าอย่างนั้นก็คงหน้าหงายไปตาม ๆ กัน เช่นคนที่เคยอยู่ประชาธิปัตย์ แล้วย้ายไปอยู่พลังประชารัฐ เขตเลือกตั้งบางเขต 2 พรรคนี้ตัดคะแนนกันเอง และเขาหวังว่า “ลุงตู่”จะเป็นตัวช่วย ถ้าลุงตู่ไม่ช่วยดีไม่ดีก็จะแพ้ประชาธิปัตย์
แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ปฎิเสธ คะแนนเสียงความชอบธรรมทางการเมืองจะกลับมาที่พล.อ.ประยุทธ์ 80-90 % เพียงแต่ว่าความชอบธรรมนี้จะเก็บที่ตัวพล.อ.ประยุทธ์ และรอเวลาที่ชาติต้องการ พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจจะกลับมาในฐานะนายกฯคนนอกในก๊อก 2 ได้
“ ผมไม่เคยเดาใจพล.อ.ประยุทธ์ว่าเลือกอย่างใด เพียงแต่ช่วงรัฐประหารใหม่ ๆ ผมพยายามเขียนบทความขอให้พล.อ.ประยุท์ไม่เป็นนายกฯรัฐมนตรี ขอให้เป็นหัวหน้า คสช. เท่านั้น เพื่อจะได้มีทางหนีทีไล่ แต่พล.อ.ประยุทธ์คงกลัวเสียของกระมัง ยังลงมาควบ 2 ตำแหน่ง ดังนั้นตลอด 5 ปี พล.อ.ประยุทธ์ มีบทเรียนเฉพาะตัวของท่านอยู่แล้ว และอาจจะเห็นว่าถึงจุดหนึ่งขอยุติบทบาทช่วงนี้ไว้ก่อนดีกว่า ผมคงจะเดาใจนายกฯประยุทธ์ยาก แต่ขอพูดเป็นความหวัง ว่าจะประกาศไม่ยอมที่จะให้พรรคการเมืองใดเอาชื่อท่านเข้าไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง"
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ว่า ช่วงหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ พรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ตามมาตรา 88 ถ้าหลังจากนั้นไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังคงต้องทำหน้าที่นายกฯได้อย่างชอบธรรม และเดินหน้าทำงานเต็มที่เท่ากับประกาศแล้วว่าไม่เป็นแคนดิเดตนายกฯ
แต่หลังเลือกตั้ง หลังเปิดประชุมสภา ถ้าในที่ประชุมสภาไม่สามารถต่อรองอะไรกันได้ แล้วทำให้เวลายืดเยื้อออกไป ถ้าพล.อ.ประยุทธ์อยากทำงานรับใช้ประเทศชาติ ก็สามารถกลับมาบริหารต่อไปได้อย่างชอบธรรม เพราะในกรณีประเทศเบลเยี่ยม ปีค.ศ. 2010 มีเลือกตั้ง แต่เนื่องจากเป็นประเทศพหุนิยมทางการเมือง กว่าจัดตั้งรัฐบาลได้ใช้เวลาเกือบ 2 ปี
“ส่วนการเมืองไทยเนื่องจากเป็นสภาวะที่เป็นรัฐประหารแล้วไปสู่ประชาธิปไตย จะปล่อยให้ยืดเยื้ออย่างนั้นไม่ได้ คงต้องใช้มาตรา 5 หรือใช้ก๊อก 2 คือ นายกฯคนนอกในการหานายกฯมา” ศ.ดร.ไชยันต์ กล่าวในตอนท้าย
+ “ประยุทธ์”มา“พปชร.”คึกคัก
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐว่า น่าจะยัง 50 : 50 ที่พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมให้ใช้ชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เพราะถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ยอมก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงสูง ถ้าผลตอบแทนออกมาสูง ก็หมายความว่าพรรคพลังประชารัฐ ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อซึ่งเป็นต้นทุนอันหนึ่ง ผสมกับต้นทุนชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ที่ลงทุนไปครั้งนี้ ถ้าผลตอบแทนสูงก็เท่ากับว่า “ เทิร์นเอ๊าท์”ของผลการเลือกตั้งทำให้พรรคพลังประชารัฐ อาจมาเป็นอันดับต้นๆ เช่น อันดับ 2 หรืออันดับ 1
“ถ้าเป็นอย่างนี้จะทำให้การยอมลงไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐของพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า มีความชอบธรรมทางการเมืองที่จะเห็นแกนนำในการรวบรวมพรรคอื่นๆ ในการตั้งรัฐบาล โดยมีคะแนนของส.ว.เข้ามามีส่วนช่วยได้ แต่อาจไม่จำเป็นต้องพึ่งทั้งแผง 250 คน ฉะนั้นหมายความว่า อยู่ในเงื่อนไขที่ว่า เมื่อสูงมาแล้วผลตอบแทนกับมาสูง นั้นคือ 50 เปอร์เซ็นต์แรก
อีก 50 เปอร์เซ็นต์ คือ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ เสี่ยงไปแล้วถือว่าเสี่ยงสูง คือเอาชื่อลงไปพรรคตอนนี้ แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบพรรคพลังประชารัฐ แล้วเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ มาร่วมหัวจมท้ายกับพรรคการเมืองที่มีอดีตส.ส.หน้าเก่าๆ เขาอาจไม่เลือก ขณะเดียวกันคนที่ไม่ชอบพล.อ.ประยุทธ์ และไม่อยากให้มีการสืบทอดอำนาจ ก็อาจจะไม่เลือกพรรคพลังประชารัฐ ถ้าคำนวณใน 50 เปอร์เซ็นต์หลังถ้าคิดว่าไม่เวิร์ค พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีโอกาสที่จะปฎิเสธ ที่จะไม่ยอมให้ใช้ชื่อเป็นนายกฯของพรรคก็ได้
+“ประยุทธ์”อาจรอนายกฯก๊อก 2
ศ.ดร.ชยันต์ให้แง่มุมอีกว่า ในทางกลับกันถ้าพล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจไม่เสี่ยง ที่จะยอมใช้ชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ จะส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐเสียกระบวนท่าเลย เพราะพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคเฉพาะกิจ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับพล.อ.ประยุทธ์ และอาจจะมีวาระซ่อนเร้นบางอย่าง เพราะดูจากนักการเมืองเก่า ๆ ที่เข้ามา หรือคนที่ย้ายพรรคไปอยู่กับพลังประชารัฐ ถ้าอย่างนั้นก็คงหน้าหงายไปตาม ๆ กัน เช่นคนที่เคยอยู่ประชาธิปัตย์ แล้วย้ายไปอยู่พลังประชารัฐ เขตเลือกตั้งบางเขต 2 พรรคนี้ตัดคะแนนกันเอง และเขาหวังว่า “ลุงตู่”จะเป็นตัวช่วย ถ้าลุงตู่ไม่ช่วยดีไม่ดีก็จะแพ้ประชาธิปัตย์
แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ปฎิเสธ คะแนนเสียงความชอบธรรมทางการเมืองจะกลับมาที่พล.อ.ประยุทธ์ 80-90 % เพียงแต่ว่าความชอบธรรมนี้จะเก็บที่ตัวพล.อ.ประยุทธ์ และรอเวลาที่ชาติต้องการ พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจจะกลับมาในฐานะนายกฯคนนอกในก๊อก 2 ได้
“ ผมไม่เคยเดาใจพล.อ.ประยุทธ์ว่าเลือกอย่างใด เพียงแต่ช่วงรัฐประหารใหม่ ๆ ผมพยายามเขียนบทความขอให้พล.อ.ประยุท์ไม่เป็นนายกฯรัฐมนตรี ขอให้เป็นหัวหน้า คสช. เท่านั้น เพื่อจะได้มีทางหนีทีไล่ แต่พล.อ.ประยุทธ์คงกลัวเสียของกระมัง ยังลงมาควบ 2 ตำแหน่ง ดังนั้นตลอด 5 ปี พล.อ.ประยุทธ์ มีบทเรียนเฉพาะตัวของท่านอยู่แล้ว และอาจจะเห็นว่าถึงจุดหนึ่งขอยุติบทบาทช่วงนี้ไว้ก่อนดีกว่า ผมคงจะเดาใจนายกฯประยุทธ์ยาก แต่ขอพูดเป็นความหวัง ว่าจะประกาศไม่ยอมที่จะให้พรรคการเมืองใดเอาชื่อท่านเข้าไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง"
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ว่า ช่วงหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ พรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ตามมาตรา 88 ถ้าหลังจากนั้นไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังคงต้องทำหน้าที่นายกฯได้อย่างชอบธรรม และเดินหน้าทำงานเต็มที่เท่ากับประกาศแล้วว่าไม่เป็นแคนดิเดตนายกฯ
แต่หลังเลือกตั้ง หลังเปิดประชุมสภา ถ้าในที่ประชุมสภาไม่สามารถต่อรองอะไรกันได้ แล้วทำให้เวลายืดเยื้อออกไป ถ้าพล.อ.ประยุทธ์อยากทำงานรับใช้ประเทศชาติ ก็สามารถกลับมาบริหารต่อไปได้อย่างชอบธรรม เพราะในกรณีประเทศเบลเยี่ยม ปีค.ศ. 2010 มีเลือกตั้ง แต่เนื่องจากเป็นประเทศพหุนิยมทางการเมือง กว่าจัดตั้งรัฐบาลได้ใช้เวลาเกือบ 2 ปี
“ส่วนการเมืองไทยเนื่องจากเป็นสภาวะที่เป็นรัฐประหารแล้วไปสู่ประชาธิปไตย จะปล่อยให้ยืดเยื้ออย่างนั้นไม่ได้ คงต้องใช้มาตรา 5 หรือใช้ก๊อก 2 คือ นายกฯคนนอกในการหานายกฯมา” ศ.ดร.ไชยันต์ กล่าวในตอนท้าย






