svasdssvasds

พิพากษา11คน โกงสจล. คุกสูงสุด203 ปี - ยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา”

26 ธ.ค. 2561 เวลา 5:02 น. 538
ศาลพิพากษา มาราธอน 15 ชั่วโมง คดีทุจริตเงิน สจล. คุก 11 คน  สูงสุด203 ปี - ยกฟ้อง ถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี

-25 ธันวาคม 2561-  เวลา 08.00น. ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ถ.สีหบุรานุกิจ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) 3 สำนวน ในคดีหมายเลขดำ อ.1992/2558 , อ.6499/2558, อ.4592/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 11 (อัยการจังหวัดมีนบุรี) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลย 11 คน คือ นายทรงกลด ศรีประสงค์ อายุ 43 ปี อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 1 น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ อายุ 59 ปี ผู้อำนวยการส่วนการคลัง สจล. จำเลยที่ 2 นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ อายุ 30 ปี จำเลยที่ 3 น.ส. จันทร์จิรา โสประดิษฐ์ อายุ 30 ปี จำเลยที่ 4 นายสมบัติ โสประดิษฐ์ อายุ 47 ปี จำเลยที่ 5 นางระดม มัทธุจัด อายุ 58 ปี จำเลยที่ 6 นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการณ์ อายุ 35 ปี จำเลยที่ 7 นายภาดา บัวขาว อายุ 31 ปี จำเลยที่ 8 นายถวิล พึ่งมา อายุ 64 ปี อดีตอธิการบดี สจล. จำเลยที่ 9 นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ อายุ 54 ปี อดีตผู้ช่วยอธิการบดี จำเลย ที่ 10 นายสลุต ราชบุรี อายุ 57 ปี จำเลยที่ 11 นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด จำเลยที่ 12 นายสมพงษ์ สหพรอุดมการณ์ จำเลยที่ 13 และนายธวัชชัย ยิ้มเจริญ จำเลยที่ 14

ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือผู้อื่นโดยทุจริต เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันฟอกเงิน สนับสนุนพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต สนับสนุนพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 157 264 265 266 268 335 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3 4 8 11 และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 5 7 10 60

จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 25 มิ.ย.- 12 พ.ย. 2555 ต่อเนื่องในปี 2557 พวกจำเลยได้ร่วมกันยักยอกทรัพย์เบียดบังทรัพย์ 689 ล้านบาทเศษ ของ สจล.ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต และยังร่วมกันฟอกเงิน 303 ล้านบาทเศษด้วย ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยนายถวิลและกลุ่ม อาจารย์ สจล. รวม 3 คน ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี

โดยบรรยากาศการอ่านคำพิพากษา ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งชาย-หญิงที่ถูกคุมขังมาจากเรือนจำพิเศษมีนบุรี ส่วนจำเลยที่ได้ประกันตัวก็มาศาลครบทั้งหมด และเริ่มอ่านคำพิพากษายาวนานที่สุดของศาลจังหวัดมีนบุรีที่เคยมีมา ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ของวันที่ 25 ธ.ค. จนถึงเวลา 01.00 น. ของวันที่ 26 ธ.ค. โดยเนื้อหาคำพิพากษา ความหนา 572 หน้า ใช้องค์คณะผลัดเปลี่ยนหมุนอ่านคำพิพากษาต่อเนื่อง 12 คน ขณะที่ศาลได้พักเบรคเพื่อให้จำเลย-ญาติ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานคดี ได้รับประทานอาหารช่วงเที่ยง เวลา 12.00-13.00 น. เศษ และช่วงเย็นอีกเมื่อเวลา 18.00 น.เป็นเวลานานราว 50 นาที จึงได้เริ่มอ่านคำพิพากษาต่อทั้งหมด

ศาลได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของ นายทรงกลด อดีตผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และ น.ส.อำพร ผอ.ส่วนการคลัง สจล.จำเลยที่ 2 ซึ่งศาลรับฟังพยานหลักฐานอัยการโจทก์ และ สจล.โจทก์ร่วมแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันใช้ทั้งอำนาจในหน้าที่และในฐานะส่วนตัวฉ้อฉล ลักทรัพย์เงินจากบัญชี สจล. ไปเมื่อเดือนธ.ค.57 ยอดแรกกว่า 80 ล้านบาท และยังร่วมกับนายพูนศักดิ์ จำเลยที่ 3 ฟอกเงินโดยนายพูนศักดิ์ได้เปิดบัญชีรับฝากเงินไว้แล้วมีการโอนเงินยอด 55 ล้านบาท ไปเพื่อประโยชน์ของพวกตนเอง

ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้ง 14 คนนำสืบหักล้างกันแล้ว มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลย 3 คน คือ นายสมบัติ จำเลยที่ 5 นายภาดา จำเลยที่ 8 นายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดีสจล. จำเลยที่ 9

และให้จำคุกจำเลยรวม 11 คน โดยเห็นว่า การกระทำของนายทรงกลดจำเลยที่1 เป็นความผิดตามฟ้องฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม กับฟอกเงิน จำคุกรวม 193 ปี 8 เดือน คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุก 145 ปี 3 เดือน โดยโทษกระทงหนักสุดที่จำคุกสูงสุดนั้นเกินกว่า 10 ปี ดังนั้นเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกทั้งสิ้น 50 ปี โดยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืน สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 ตามแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ รวม 80 ล้านบาท และคืนเงิน ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 อีก 636,795,884.80 บาท

[caption id="attachment_366651" align="aligncenter" width="335"]  เพิ่มเพื่อน [/caption]

ส่วน อดีต ผอ.ส่วนการคลัง สจล. มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรฯ ด้วย มาตรา 4 8 รวมจำคุกทั้งสิ้น 203 ปี ลดโทษ 1 ใน 4 คงจำคุก 152 ปี 3 เดือน โดยโทษกระทงหนักสุดที่จำคุกสูงสุดนั้นเกินกว่า 10 ปี ดังนั้นเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกทั้งสิ้น 50 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืน สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 ตามแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ รวม 80 ล้านบาท และคืนเงิน ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 อีก 608,675,884.80 บาท

ส่วนนายพูนศักดิ์ จำเลยที่ 3 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 12 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 9 ปี น.ส.จันทร์จิรา จำเลยที่ 4 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 6 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 4 ปี 6 เดือน นางระดม มัทธุจัด จำเลยที่ 6 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 18 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 13 ปี 6 เดือน นายจริวัฒน์ จำเลยที่ 7 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 12 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 9 ปี นายสรรพสิทธิ์ อดีตผช.อธก. จำเลยที่ 10 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 33 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 24 ปี 9 เดือน ให้ร่วมจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงิน ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 อีก 55,972,785.80 บาท

นายสลุต จำเลยที่ 11 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 12 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 9 ปี นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด กรรมการ บริษัทมัทธุจัด จำเลยที่ 12 ที่รับโอนเงินจากการฉ้อฉลเข้าบัญชี ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 36 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 27 ปี โดยโทษกระทงหนักสุดที่จำคุกสูงสุดนั้นเกินกว่า 3 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปีดังนั้นเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกทั้งสิ้น 20 ปี นายสมพงษ์ จำเลยที่ 13 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 6 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 4 ปี 6 เดือน และนายธวัชชัย จำเลยที่ 14 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 6 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 4 ปี 6 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจำเลยทั้ง 11 คนที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก ญาติของจำเลยรวม 8 คน ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวทันที โดยจำเลยที่ 1 2 3 ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งนายอภิชาติ เทพหนู ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมีนบุรี พิจารณาแล้วจึงเห็นควรให้ส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป

นายถวิล พึ่งมา อดีต อธิการบดีสจล . กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกโอเค ขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม ซึ่งตนไม่ได้กระทำผิด หากอัยการจะยื่นอุทธรณ์ ก็พร้อมสู้คดี ส่วนคดีที่ตนกับพวกถูกอัยการยื่นฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนั้น ฐานยักยอกทรัพย์ สจล. และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในองค์การของรัฐก็ไม่รู้สึกหนักใจอะไร เพราะไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ นายถวิล และจำเลยรวม 8 คน ก็ยังถูกดำเนินคดีในศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางด้วย ฐานร่วมกันลักทรัพย์สจล.และปลอมเอกสารถอนเงินจากบัญชี สจล.ระหว่างวันที่ 19 ก.ย.52 – 8 เม.ย.57 กว่า 700 ล้านบาทไปโดยทุจริตซึ่งคดีนี้อยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องมาจากมีเจ้าหน้าที่ของ สจล. ไปถอนเงินจำนวนหนึ่งด้วยแคชเชียร์เช็ก ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสจล. แต่ปรากฏว่าเช็กเด้ง ทำให้ รศ.ดร.โมไนย ไกรฤกษ์ รักษาการอธิการบดี สจล.ขณะนั้น แจ้งความกับกองปราบ โดยเบื้องต้นพบว่ามีการทุจริตเงินกว่า 80 ล้านบาท และตรวจสอบย้อนหลังพบว่าเงินได้เริ่มหายตั้งแต่ปี 2555 รวมทั้งสิ้นกว่าพันล้าน ตำรวจตามควบคุมตัว 2 ผู้เกี่ยวข้อง คือ 1.น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ ผอ.ส่วนการคลัง สจล. และ นายทรงกลด ศรีประสงค์ อายุ 40 ปี ผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาห้างบิ๊กซี ศรีนครินทร์ ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม หลังจากน.ส.อำพร ได้เสนอต่อคณะกรรมการของสถาบันว่าเงินกองกลางที่ฝากไว้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา สจล.นั้น ได้รับดอกเบี้ยน้อย จึงทำเรื่องขออนุมัติ ถอนเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็คนำเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาห้างบิ๊กซี ศรีนครินทร์ ที่มีนายทรงกลด เป็นผู้จัดการสาขา เป็นเงิน 50 ล้านบาท วันถัดมามีการถอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขานิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง 30 ล้านบาท ซื้อแคชเชียร์เช็ค นำเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาห้างบิ๊กซี ศรีนครินทร์ จนกระทั่งทราบว่าเงินทั้งหมดถูกถอน โดยนายทรงกลด ทำบัญชีปลอมขึ้น

จากนั้น ผู้บริหารสจล. ไล่ย้อนตรวจสอบบัญชีที่เปิดไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2555 พบว่าถอนเงินออก 29 ครั้ง ในรูปแบบฝากประจำ 994 ล้านบาท ต่อมาทยอยถอนตั้งแต่ 1 หมื่นบาท-100 ล้านบาท ที่สำคัญคือ มี นายทรงกลด ดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ ในขณะนั้นด้วย จึงมีการตรวจสอบตามขั้นตอนพบมีการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลต่างๆ จนนำมาถึงการพิพากษาในครั้งนี้

595959859