svasdssvasds

"7 พรรค" จี้! คสช. ยกเลิกคำสั่งลิดรอนเสรีภาพก่อน "เลือกตั้ง"

23 ธ.ค. 2561 เวลา 10:14 น. 330
วันที่ 23 ธ.ค. 2561 ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ "ปลดล็อกสื่อมวลชน คืนเสรีภาพประชาชน เดินหน้าสู่ประชาธิปไตย" ณ ห้องอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยเชิญผู้แทนพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วมเสวนา พร้อมกับมีการยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงหัวหน้าพรรคทุกพรรคการเมือง ให้แสดงจุดยืนหลังปลดล็อกการเมืองแล้วยังมีคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ยังไม่ได้ยกเลิก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้ง จำเป็นต้องคืนเสรีภาพให้สื่อมวลชนและประชาชน

นักข่าวชี้ 4 คำสั่ง คสช. ยังไม่ถูกยกเลิก


นายปรัชญาชัย ดัชถุยาวัตร อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพฯ สมาคมนักข่าว กล่าวว่า คำสั่งและประกาศ คสช. ที่ยังไม่ยกเลิก ประกอบด้วย 1.ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การขอความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของ คสช. และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ กรณีการห้ามเสนอข่าวสารที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง ความลับของหน่วยราชการ ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง


2.ประกาศ คสช. ที่ 103 /2557 แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คสช. ฉบับที่ 97 /2557 โดยห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช. โดยเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ


3.คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 (ข้อ 5) ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือ ทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด และได้กำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


4.คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ โดยมีเจตนาในการขยายอำนาจ ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2 551 ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ครอบคลุมไปถึงประกาศของ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และฉบับที่ 103/2557 รวมทั้งคุ้มครองการใช้อำนาจของ กสทช.



IMG_2184


จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์


นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สนับสนุนการปลดล็อกคำสั่ง คสช. ที่กระทบกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนทุกคำสั่ง ด้วยเหตุผล 3 ประการ 1.ทำให้ไม่มีการใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อตนเองและพวกพ้อง เพราะหัวหน้า คสช. ที่ออกคำสั่ง กำลังจะมีชื่อถูกเสนอในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

2.ถ้าปลดล็อกก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งจะเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่มีการใช้อำนาจใดใดมาก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเลือกตั้งทั้งทางตรงและทางอ้อม 3.การปลดล็อกคำสั่งฯ จะทำให้เกิดการยอมรับต่อผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอีกทางหนึ่ง เพราะการเลือกตั้งต้องเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพร่วมแสดงออกทางการเมืองอย่างมีเสรี แต่บรรยากาศกลับพบว่า มีคำสั่งและประกาศของ คสช. หลายเรื่องที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน

นายองอาจ กล่าวว่า ส่วนที่กระทบประชาชน ได้แก่ คำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 ในข้อ 4 ที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปในเคหะสถานหรือสถานที่ใดใดเพื่อตรวจค้น บุคคลและยานพาหนะ หากสงสัยว่าจะกระทำผิดเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข ถ้าเราปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นในบรรยากาศโดยมีเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจนี้ตรวจค้นประชาชนในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ที่ต้องยอมรับความจริงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้หัวหน้า คสช. ที่ออกคำสั่งเหล่านี้ ที่เดิมคิดว่าจะเป็นกรรมการเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่ตอนนี้กำลังจะมีชื่อในบัญชีรายชื่อของนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหลังการเลือกตั้ง

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากจะเตือนสติผู้มีอำนาจและคนในรัฐบาล และตัวแทน คสช. ว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในโลก เพราะอยู่ในภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ในการชุมนุม และการเป็นสมาคม สิทธิที่จะมีชีวิต ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมทางการเมือง

ถามว่า คำสั่ง คสช. ที่ยังมีอยู่ กติกาสากลเหล่านี้จะมีความหมายอะไรกับประเทศไทย ก็คงเป็นการลงนามไว้เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติแทบจะไม่ปฏิบัติอะไรเลย จึงเห็นว่าการปลดล็อกคำสั่งของ คสช. ควรดำเนินการอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงกระทบกับสื่อมวลชน ประชาชนเท่านั้น แต่จะกระทบกับประเทศชาติบ้านเมืองโดยรวม เพราะหากระหว่างการเลือกตั้งมีการใช้คำสั่งเหล่านี้และไปกระทบกับนักการเมืองตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ หากไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองของเราที่อาจจะไม่สงบสุขปกติอีกต่อไป ก็จะเกิดผลเสียหายกับประเทศ

จุดยืนพรรคชาติไทยพัฒนา


นายนิกร จำนง ผู้แทนพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า อย่าลืมว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการยึดอำนาจ และต้องเข้าใจที่มาของคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งคำสั่ง คสช. ที่ออกมา ไม่ได้มีแค่เรื่องสื่อ แต่กวาดไปถึงประชาชนด้วย ในการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการ ส่วนสื่อมวลชนนั้นมีการถ่ายอำนาจของ คสช. ไปยัง กสทช. ดำเนินการยับยั้ง ระงับ ทำให้จอดำได้ แต่สื่อสามารถฟ้องแพ่งได้ ในคำสั่งจึงเขียนคุ้มครองการทำหน้าที่ของ กสทช. โดยไม่มีความผิด ซึ่งเรื่องเหล่านี้พรรคการเมือง นักการเมือง ก็ต้องเรียกร้องในการให้ คสช. ถอนคำสั่งทั้งเรื่องสื่อและประชาชนไม่ให้เหลือ เพราะหากยังเหลือคำสั่งก็จะคาสภาฯ ที่จะยุ่งยากและใช้เวลามาก จึงขอให้พรรคการเมืองรวมตัวกันไว้

"เชื่อว่าเขาจะเวฟคำสั่งไว้ ถ้าจะเอาออกได้ ก็ต้องถอนเอาเอง ไม่ใช่ง่าย ๆ เหมือนคำสั่งคณะปฏิวัติที่ผ่านมา ต้องออกกฎหมาย ต้องผ่านสภาฯ ดังนั้น คำสั่งมาอย่างไรก็ต้องไปอย่างนั้น"

นายนิกร กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ปลดล็อกเพียงนักการเมือง แต่จากนั้นจะมีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งให้เสียงได้ ดังนั้น คำสั่งเหล่านี้ต้องผูกกับการเลือกตั้ง คือ เรียกร้องให้ยกเลิกทั้งหมดคงไม่มีทาง แต่เสรีภาพของสื่อมวลชน คือ เสรีภาพของประชาชน หากสื่อไม่อยู่กับร่องกับรอยก็ต้องดำเนินการ ในเมื่อกำลังจะมีการหาเสียงอยู่แล้ว แต่สื่อมวลชน ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสารไปยังประชาชน ถูกปิดกั้นไว้ ซึ่งเดิมเป็นอำนาจของ คสช. แต่ตอนนี้ กกต. เริ่มมีบทบาทเข้ามา ที่ไม่นานการเสนอข่าวของสื่อก็จะถูกจำกัดมากขึ้น โดยอำนาจของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ว่า สื่อควรเสนอข่าวอย่างไร มีเวลาเท่าไร เพราะฉะนั้นการปลดล็อกคำสั่งต้องเดินทีละก้าว จะขอถอนหมดไม่ได้ เราจะมีการเลือกตั้งโดยไม่มีสื่อก็ไม่ได้

"ผมเห็นด้วยที่จะให้ถอนคำสั่ง คสช. ทั้งหมด เรากำลังจะมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเราไม่ปล่อยให้สื่อเป็นอิสระ ซึ่ง กกต. ก็มีอำนาจเต็มในการเล่นงานสื่ออยู่แล้ว ฉะนั้นเปลี่ยนมือเถอะ ขอร้องกันแบบนี้ ดังนั้น การที่จะขอต้องเรียงให้ดี ขอในสิ่งที่เขาไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธ แต่ถ้าจะขอให้ถอนทั้งหมด เราว่าไม่มีทาง เพราะเขาต้องแคปเอาไว้ เพื่ออ้างว่า อาจจะมีปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในเรื่องอื่น ๆ ดังนั้น หากขอแบบนี้ก็ไม่มีคำตอบที่จะไม่ยอม ไม่มีเหตุมีผลเพียงพอ เสนอว่า ขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 อีกสักครั้ง ใช้ในการรื้อคำสั่งตามมาตรา  44 เดิมทั้งหมด ไม่งั้นจะตกค้างไปสู่สภา เพราะจะสร้างปัญหาอีกมากมาย"

 

IMG_2185

จุดยืนพรรคเพื่อไทย


นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ผู้แทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พวกเราอึดอัดกับการลิดรอนการรับรู้ข่าวสารของประชาชน หากได้รับการป้อนข้อมูลฝ่ายเดียวก็จะไม่เกิดความเป็นกลาง คิดว่าคำสั่งที่ค้างอยู่น่าจะมีการปลดล็อกก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลอยากให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยสง่างามในสังคมโลก มีความน่าเชื่อมั่นในการเป็นประธานอาเซียน จะทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา โดยเปิดให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวการเลือกตั้ง ตรงไหนสุจริต ตรงไหนไม่สุจริต สามารถนำมาตีแผ่ได้เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน คสช. ให้อำนาจผ่าน กสทช. ในการเข้าไปดำเนินการกับสื่อมวลชนแทนทหาร โดยการเรียกสื่อไปพบและลงโทษ พร้อมกับมีการตั้งคณะทำงานที่ติดตามการทำงานของสื่อที่มีหน้าที่มอนิเตอร์ติดตามรายการทีวี ถอดเทปให้ กสทช. นำไปดำเนินการ ซึ่งยังมีล็อกอีกหลายจุด จนทำให้ทำงานลำบาก เป็นการคุกคามเสรีภาพชัดเจน

"การเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 นักสิทธิมนุษยชนเขาเชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่น่าเชื่อถือ หากพรรคการเมือง สื่อมวลชน และประชาชนถูกคุกคามแบบนี้ หากทำอะไรผิดก็จะโดนคดีอาญา การหาเสียงก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังในช่วงที่มีการพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้งที่ถูกจำกัดเสรีภาพอย่างมาก เป็นภาระของทุกพรรคการเมืองจะต้องช่วยกันแสดงจุดยืนออกมาให้ คสช. คืนอำนาจให้ประชาชน ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตย การที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ เสรีภาพของสื่อมวลชนต้องกลับมา สิทธิในการรับรู้ข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาจากสื่อต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะที่ผ่านมาเวลามีกิจกรรมอะไรดีดีสื่อไม่สามารถเสนอข่าวได้ เพราะถูกสั่งแบนทั้งหมด อันนี้เป็นภัยร้ายของสังคมไทยขณะนี้ ที่เราต้องช่วยกันฟันฝ่า"

จุดยืนพรรคอนาคตใหม่


นางสาวพรรณิการ์ วานิช ผู้แทนพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า เสรีภาพสื่อ ไม่ใช่แค่เสรีภาพประชาชน แต่คือ เสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ไม่ใช่ว่าสื่อมีศักดิ์ศรีมากหรือน้อยกว่าอาชีพอื่น ทุกอาชีพมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน แต่เสรีภาพของสื่อ คือ เสรีภาพที่ประชาชนจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เที่ยงตรงและเป็นธรรม สำคัญอย่างยิ่งในการที่อีก 2 เดือนกว่าจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งส่วนตัวมองว่า ประกาศและคำสั่งดังที่กล่าวมามีล็อกถึง 4 ชั้น ที่กดหัวสื่อและประชาชนไว้ คือ 1. กดด้วยคำสั่ง 4 ฉบับนี้ 2.นำไปสู่การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับมอบอำนาจให้เข้าไปควบคุมสื่อ เช่น การให้ทหารอาวุธครบมือไปเยี่ยมเยียนห้องข่าวโดยไม่มีสาเหตุ หลายสำนักเผชิญ ตัวเองเคยเป็นสื่อที่ถูกปิดมากที่สุด 19 ครั้ง โดยไม่ได้มีการอธิบายให้ทราบ เพราะในต่างประเทศการปิดสื่อถือเป็นเรื่องใหญ่มาก


3.การใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่โดนดำเนินคดีเมื่อวิจารณ์พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง และ 4.ล็อกในรัฐธรรมนูญมาตรา 279 ที่ยกเว้นการดำเนินการตามคำสั่งและประกาศ คสช. ไม่มีความผิด ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  จึงเสนอให้ใช้ ม.44 เป็นยาแรงปลดคำสั่งทั้งหมดให้หมด เพราะเราอยากจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่มีการเลือกตั้งมา 8 ปีแล้ว


ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ เสนออีกว่า 1.เรียกร้อง คสช. ยุติการออกคำสั่งใหม่ และระงับการใช้อำนาจตามคำสั่งเดิมที่ออกมาทั้งหมดทันทีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งออกมา 2.เรียกร้องให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก แล้วดำรงตำแหน่งเป็นรัฐบาลรักษาการเท่านั้น เพราะนายวิษณุ เครืองาม เคยระบุว่า รัฐบาลนี้มีอำนาจเต็มจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งมองว่า การมีรัฐบาลแบบนี้จะทำให้การเลือกตั้งไม่เสรีและเป็นธรรม 3.เรียกร้องให้พรรรการเมืองทุกพรรคที่เคารพประชาธิปไตย ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 279 ที่ให้อำนาจ คสช. ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ พร้อมกับตั้งคณะกรรมการจำแนกแยกแยะเพื่อดำเนินการกับคำสั่ง คสช. ทั้งทำให้เป็นกฎหมายปกติ และยกเลิกพร้อมกับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และ 4.พรรคการเมืองต้องสนับสนุนให้กำลังใจสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย เพราะสื่อเป็นเสาหลักในการนำเสนอที่เที่ยงตรงเป็นธรรม ให้ประชาชนมีข้อมูลมากที่สุดในการตัดสินใจ


จุดยืนพรรคเพื่อชาติ


ดร.วิโชติ วัณโณ ผู้แทนพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า การที่สมาคมนักข่าวฯ เชิญพรรคการเมืองมาในวันนี้ คิดว่าเป็นการเคลื่อนที่ทำให้เห็นว่า ภาคสังคมเองก็จับตา เพราะเรากำลังจะเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ส่วนตัวคิดว่า คำสั่งที่ออกมาทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะในหลักประชาธิปไตย เราถือเรื่องนี้เป็นสำคัญ ยึดถืออำนาจของประชาชน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ดังนั้น กติกาที่ออกต้องส่งเสริมให้ประชาชนใช้เสรีภาพอย่างเต็มที่ ไม่ควรจำกัดหรือทำลาย เพราะเสรีภาพของสื่อเป็นจุดวัดความสมบูรณ์ของประชาธิปไตย ที่ประชาชนต้องสื่อสารและรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนได้ ดังนั้น คำสั่งทั้งหลายที่เป็นการละเมิดและขัดขวางสิทธิและเสรีภาพต้องยกเลิกทันที

จุดยืนพรรคไทยรักษาชาติ


นายพงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ โฆษกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า จุดยืน คือ ต้องการให้ยกเลิกประกาศและคำสั่งทั้ง 4 ฉบับให้หมด เพื่อให้สื่อมวลชนได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะมนุษย์ทุกคนควรมีเสรีภาพในการพูด การคิด แสดงความคิดเห็นตามปฏิญญาสากลของยูเอ็น รวมทั้งรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็รับรองสิทธิเสรีภาพเอาไว้ แต่ต้องไม่กระทบกับความมั่นคงของรัฐ ที่หมายถึงความมั่นคงของ คสช.

"น่าเสียดาย ถ้าสื่อมวลชนไม่สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้ตัดสินใจอย่างเต็มที่ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน อีก 2 เดือนเท่านั้น ตราบใดที่คำสั่งเหล่านี้ยังอยู่ ก็น่าเสียดายที่สื่อมวลชนจะไม่สามารถนำแสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนประกอบการตัดสินใจว่า ถ้าในอนาคตหลังการเลือกตั้งปีหน้า รัฐบาลใดจะเข้ามาทำงานก็แล้วแต่ แต่หากมีการทำงานในลักษณะสืบทอดอำนาจ คสช. ทัศนคติของผู้นำประเทศก็คงต้องเป็นเช่นเดิม สิทธิเสรีภาพสื่อก็จะเป็นแบบเดิม"

 

IMG_2186


จุดยืนพรรคชาติพัฒนา


พลเอกฐิติวัจน์ กำลังเอก รองหัวหน้าพรรคพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ขอบคุณสมาคมนักข่าวฯ ที่เชิญมาร่วมเวทีเสวนาการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวกับเสรีภาพสื่อและประชาชน เป็นที่สนใจของสังคม โดยขออ้างคำปรารภของรัฐธรรมนูญหน้า 2 บรรทัดที่ 9 ระบุว่า "การมีสิทธิเสรีภาพเป็นหลัก การจำกัดตัดสิทธิเสรีภาพเป็นข้อยกเว้น" ดังนั้น ยังถือว่าเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งคำสั่ง คสช. ทั้ง 4 ฉบับ น่าหวาดกลัว เพราะตัวเองเคยออกเวทีเสวนาครั้งแรกก็กลัวเหมือนกัน ลังเลไม่แน่ใจว่าทำแล้วจะผิดหรือไม่ เพราะเคยเป็นข้าราชการมาตลอดชีวิต ก็อยู่กับระเบียบคำสั่งมาตลอด แต่วันนี้มายืนที่พรรคชาติพัฒนาที่มีสโลแกน คือ ไม่สร้างปัญหาให้สังคม ในขณะเดียวกัน พร้อมแก้ไขปัญหาให้สังคม เพราะสิทธิเสรีภาพที่ถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญถูกละเมิด เพราะหัวใจของเสรีภาพ คือ การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่จะเป็นสะพานแห่งความจริงเชื่อมให้ประชาชนเดินข้ามไปสู่จุดหมาย นั่นคือ จุดหมายของประชาธิปไตยที่ให้เสรีภาพสื่อและประชาชน

"กำลังจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งผมเข้าใจว่า น่าจะดุเดือดเข้มข้น สื่อก็ต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงที่มีผลกระทบกับความรู้สึกของประชาชน ประชาชนก็ต้องใช้สิทธิ์ของเขาในการกากบาทลงคะแนนเลือกผู้แทนของเขา สื่อก็จำเป็นต้องสื่อว่า คนไหนจะเป็นผู้แทนที่เป็นสมบัติของประชาชน ด่าได้ ชมได้ วิจารณ์ได้ เพราะผู้แทนราษฎรเป็นสมบัติของประชาชน"

พลเอกฐิติวัจน์ กล่าวว่า ในสื่อมวลชนก็มีสื่อเทียม หรือ สื่อที่ทำให้เกิดการยุยงแตกแยก ในฐานะที่ทำงานด้านความมั่นคงมาก่อนก็เป็นห่วง ดังนั้น คำสั่งพวกนี้เหมือนกับครูยืนถือไม้เรียวไว้ตีนักเรียน แต่เมื่อก็ยังมีสื่อดีดีอีกมากที่เป็นหลัก ก็เห็นว่า สื่อเหล่านี้อยู่บนหลักความถูกต้องบนหลักของวิชาชีพสื่อ ที่เสนอบนหลักความจริง ซึ่งตัวผู้มีอำนาจเองก็ต้องหวังพึ่งสื่อเช่นกัน ดังนั้น สื่อก็ต้องนำเสนอข่าวตรงไปตรงมา ความจริงจะชี้ให้สังคมรู้ว่าใครผิดใครถูก ความจริงจะเป็นปัจจัยนำไปสู่ความปรองดองและการแก้ไขวิกฤติศรัทธาของสังคม