
"พลังประชารัฐ" ทะยาน! หนุน "ประยุทธ์" นั่งนายกฯ นำโด่ง 27%
โพลล่าสุด 'พลังประชารัฐ' ขึ้นนำ ประชาชนชื่นชอบนโยบายฐานรากที่จับต้องได้ หนุน "ประยุทธ์" นั่งนายกฯ หลังเลือกตั้งทะยาน 27.06% ทิ้งห่าง "สุดารัตน์-อภิสิทธิ์-ธนาธร-อนุทิน" แจง 5 ปัจจัย ทำ "เพื่อไทย" ขาลง
ผลสำรวจความนิยมของประชาชน ว่า อยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง โดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมของนักการเมืองที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง เดือน ก.พ. 2562 จากกลุ่มประชากรครั้งละ 8,000 ตัวอย่าง ใน 350 เขตเลือกตั้ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตามโครงสร้างของประชากรไทยในปัจจุบัน คือ ภาค อาชีพ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ฯลฯ ด้วยระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 90% ต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อ 1 พ.ค. 2561
ล่าสุด ผลการสำรวจครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2561 คะแนนนิยมผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 27.06%, 2) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 18.16%, 3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 15.55%, 4) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 9.68%, 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล2.26% และ 6) อื่น ๆ ที่เหลือ 27.30%
เทียบกับการสำรวจครั้งก่อนหน้า คือ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 1 พ.ค. 2561 ผลการสำรวจพบว่า ผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 29.34%, 2) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 26.24%, 3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24.74%, 4) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 10.61% และ 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.54% และอื่น ๆ ที่เหลือ 4.53%
การสำรวจครั้งที่ 2 วันที่ 13 มิ.ย. 2561 พบว่า คะแนนนิยมของประชาชนทั่วประเทศที่อยากได้คนเป็นนายกรัฐมนตรี เรียงตามลำดับ ดังนี้ คือ 1) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 19.34%, 2) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 17.31%, 3) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 8.93%, 4) นายอนุทิน ชาญวีรกูล5.68%, 5) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 4.36% และ 6) อื่น ๆ ที่เหลือ 37.61%
ผลการสำรวจครั้งที่ 3 วันที่ 15 ต.ค. 2561 คะแนนนิยมผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 19.62%, 2) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 16.91%, 3) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 16.43%, 4) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 14.42%, 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล3.52% และ 6) อื่น ๆ ที่เหลือ 29.10%
จากผลการสำรวจทั้ง 4 ครั้ง แสดงให้เห็นว่า พรรคของนายทักษิณ ชินวัตร (ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย) มาถึงจุดที่กำลังตกต่ำเสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ ด้วยเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ ประการแรก ในระยะเริ่มต้นของการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย พรรคนี้เคยมีผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์สูง (กลุ่มเอ็นจีโอ) ในการทำงานกับประชาชนระดับล่างทั่วประเทศ พวกเขาช่วยรวบรวมปัญหาต่าง ๆ ของคนระดับรากหญ้าขึ้นมาจนช่วยให้พรรคไทยรักไทยสามารถนำเสนอนโยบายและวาทกรรมที่สำคัญ 2 เรื่อง คือ 1) นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และ 2) นโยบายกองทุนหมู่บ้านที่สามารถเอาชนะพรรคการเมืองทุกพรรคมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้น แต่ในปัจจุบันเอ็นจีโอส่วนใหญ่กลับยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามพรรคเพื่อไทย
ประการที่สอง พรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยเคยเป็นผู้นำในการนำระบบการสื่อสารที่ก้าวหน้ากว่าและทันสมัยกว่าในการเอาชนะพรรคคู่แข่ง แต่ในขณะนี้ พรรคการเมืองอื่น ๆ สามารถนำเอาเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ (Social Media) เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม และไลน์ ฯลฯ มาสื่อสารกับประชาชนได้ไม่แตกต่างจากพรรคเพื่อไทย ทำให้ความได้เปรียบในเรื่องนี้หมดไป
ประการที่สาม พรรคไทยรักไทยเคยมีนักวิชาการ นักคิดและนักยุทธศาสตร์ที่ทำให้พรรคนี้มีแนวความคิดและนโยบายที่ท้าทายยิ่งกว่าพรรคการเมืองทุกพรรค แต่ทุกวันนี้พรรคเพื่อไทยขาดบุคลากรเหล่านี้ ทำให้พรรคขาดความสามารถในการสร้างนโยบายการเงินการคลังที่เป็นประโยชน์แก่คนในสังคมส่วนใหญ่ได้ หลังจากที่นโยบายจำนำข้าวและนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 350 บาทต่อวัน ก่อความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจในระดับมหภาคอย่างร้ายแรง และติดตามมาด้วยการพบว่า มีการทุจริตอย่างรุนแรงเรื่องนโยบายจำนำข้าวคนชั้นกลางจำนวนมากได้หมดความเชื่อถือต่อพรรคเพื่อไทยไป
ประการที่สี่ พรรคเพื่อไทยในขณะนี้ขาดผู้นำที่มีบารมีและมีภาวะผู้นำที่สูงมากพอที่จะรวบรวมสมาชิกจำนวนมากให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ภายในกลุ่มที่สนับสนุน นายทักษิณ ชินวัตร เกิดกลุ่มก๊กต่าง ๆ ที่มีแนวความคิดและการบริหารจัดการที่ยากจะร่วมงานกันได้อย่างราบรื่น
และประการสุดท้าย การเกิดขึ้นของพรรคประชารัฐที่กำลังมีอำนาจทางการเมือง และมีนโยบายด้านมหภาคและจุลภาคต่างๆเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายบัตรคนจนซึ่งมีขอบเขตการให้ประโยชน์แก่คนจนอย่างกว้างขว้าง โดยรวมเอานโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ผนวกรวมเข้ากับนโยบายอื่น ๆ อีก เช่นเบี้ยคนชรา ค่าโดยสารสำหรับผู้ป่วยฯลฯ และพบว่าเป็นนโยบายที่เอาชนะใจกลุ่มคนจนจำนวน 11 ล้านคน มากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลสำรวจความนิยมของประชาชน ว่า อยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง โดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมของนักการเมืองที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง เดือน ก.พ. 2562 จากกลุ่มประชากรครั้งละ 8,000 ตัวอย่าง ใน 350 เขตเลือกตั้ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตามโครงสร้างของประชากรไทยในปัจจุบัน คือ ภาค อาชีพ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ฯลฯ ด้วยระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 90% ต่อเนื่องตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อ 1 พ.ค. 2561
ล่าสุด ผลการสำรวจครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2561 คะแนนนิยมผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 27.06%, 2) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 18.16%, 3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 15.55%, 4) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 9.68%, 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล2.26% และ 6) อื่น ๆ ที่เหลือ 27.30%
เทียบกับการสำรวจครั้งก่อนหน้า คือ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 1 พ.ค. 2561 ผลการสำรวจพบว่า ผู้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนทั่วประเทศมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 29.34%, 2) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 26.24%, 3) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 24.74%, 4) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 10.61% และ 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.54% และอื่น ๆ ที่เหลือ 4.53%
การสำรวจครั้งที่ 2 วันที่ 13 มิ.ย. 2561 พบว่า คะแนนนิยมของประชาชนทั่วประเทศที่อยากได้คนเป็นนายกรัฐมนตรี เรียงตามลำดับ ดังนี้ คือ 1) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 19.34%, 2) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 17.31%, 3) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 8.93%, 4) นายอนุทิน ชาญวีรกูล5.68%, 5) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 4.36% และ 6) อื่น ๆ ที่เหลือ 37.61%
ผลการสำรวจครั้งที่ 3 วันที่ 15 ต.ค. 2561 คะแนนนิยมผู้ที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 19.62%, 2) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 16.91%, 3) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 16.43%, 4) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 14.42%, 5) นายอนุทิน ชาญวีรกูล3.52% และ 6) อื่น ๆ ที่เหลือ 29.10%
จากผลการสำรวจทั้ง 4 ครั้ง แสดงให้เห็นว่า พรรคของนายทักษิณ ชินวัตร (ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย) มาถึงจุดที่กำลังตกต่ำเสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ ด้วยเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้ คือ ประการแรก ในระยะเริ่มต้นของการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย พรรคนี้เคยมีผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์สูง (กลุ่มเอ็นจีโอ) ในการทำงานกับประชาชนระดับล่างทั่วประเทศ พวกเขาช่วยรวบรวมปัญหาต่าง ๆ ของคนระดับรากหญ้าขึ้นมาจนช่วยให้พรรคไทยรักไทยสามารถนำเสนอนโยบายและวาทกรรมที่สำคัญ 2 เรื่อง คือ 1) นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และ 2) นโยบายกองทุนหมู่บ้านที่สามารถเอาชนะพรรคการเมืองทุกพรรคมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้น แต่ในปัจจุบันเอ็นจีโอส่วนใหญ่กลับยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามพรรคเพื่อไทย
ประการที่สอง พรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยเคยเป็นผู้นำในการนำระบบการสื่อสารที่ก้าวหน้ากว่าและทันสมัยกว่าในการเอาชนะพรรคคู่แข่ง แต่ในขณะนี้ พรรคการเมืองอื่น ๆ สามารถนำเอาเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ (Social Media) เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม และไลน์ ฯลฯ มาสื่อสารกับประชาชนได้ไม่แตกต่างจากพรรคเพื่อไทย ทำให้ความได้เปรียบในเรื่องนี้หมดไป
ประการที่สาม พรรคไทยรักไทยเคยมีนักวิชาการ นักคิดและนักยุทธศาสตร์ที่ทำให้พรรคนี้มีแนวความคิดและนโยบายที่ท้าทายยิ่งกว่าพรรคการเมืองทุกพรรค แต่ทุกวันนี้พรรคเพื่อไทยขาดบุคลากรเหล่านี้ ทำให้พรรคขาดความสามารถในการสร้างนโยบายการเงินการคลังที่เป็นประโยชน์แก่คนในสังคมส่วนใหญ่ได้ หลังจากที่นโยบายจำนำข้าวและนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 350 บาทต่อวัน ก่อความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจในระดับมหภาคอย่างร้ายแรง และติดตามมาด้วยการพบว่า มีการทุจริตอย่างรุนแรงเรื่องนโยบายจำนำข้าวคนชั้นกลางจำนวนมากได้หมดความเชื่อถือต่อพรรคเพื่อไทยไป
ประการที่สี่ พรรคเพื่อไทยในขณะนี้ขาดผู้นำที่มีบารมีและมีภาวะผู้นำที่สูงมากพอที่จะรวบรวมสมาชิกจำนวนมากให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ภายในกลุ่มที่สนับสนุน นายทักษิณ ชินวัตร เกิดกลุ่มก๊กต่าง ๆ ที่มีแนวความคิดและการบริหารจัดการที่ยากจะร่วมงานกันได้อย่างราบรื่น
และประการสุดท้าย การเกิดขึ้นของพรรคประชารัฐที่กำลังมีอำนาจทางการเมือง และมีนโยบายด้านมหภาคและจุลภาคต่างๆเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายบัตรคนจนซึ่งมีขอบเขตการให้ประโยชน์แก่คนจนอย่างกว้างขว้าง โดยรวมเอานโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ผนวกรวมเข้ากับนโยบายอื่น ๆ อีก เช่นเบี้ยคนชรา ค่าโดยสารสำหรับผู้ป่วยฯลฯ และพบว่าเป็นนโยบายที่เอาชนะใจกลุ่มคนจนจำนวน 11 ล้านคน มากขึ้นอย่างรวดเร็ว






