
ผ่าร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจ ซ่อนกลยื้ออำนาจสอบสวน
[caption id="attachment_307354" align="aligncenter" width="503"]
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)[/caption]
“หัวใจของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทยอยู่ที่ระบบงานสอบสวน เพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ความจริง โดยการอำนวยความยุติธรรมทางอาญานั้น ต้องสร้างหลักประกันบนหลักการสากลที่ว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย ที่มีไว้เพื่อป้องกันการกำจัดศัตรูทางการเมือง และยึดโยงกับเรื่องของเสรีภาพของบุคคล ที่เกี่ยวพันไปถึงปัญหาสังคมสารพัด จะปฏิรูปต้องแก้ไขที่เส้นเลือดหลักนี้ให้ได้ก่อน อย่าไปหลงในรายละเอียดปลีกย่อย”
นายบรรเจิด สิงคะเนติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยกหลักการประเมินการปฏิรูปตำรวจที่พยายามทำกันอยู่ ในเวทีเสวนาวิชาการ “ร่างพ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ และร่างพ.ร.บ. การสอบสวนคดีอาญา จะแก้ปัญหาความอยุติธรรมในสังคมไทยได้แค่ไหน?” ที่ห้องประชุมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อรวบรวมเสนอในการรับฟังความเห็นสาธารณะ
เวทีเสวนาเห็นว่า ร่างกฎหมายใหม่ทั้ง 2 ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้จัดทำเสร็จแล้วเพื่อการปฏิรูปตำรวจนั้นเป็นการปรับปรุงแก้ไขในส่วนย่อย ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง การวางระบบให้งานสอบสวนมีความเป็นอิสระมากขึ้น ก็เป็นกระบวนการทำงานภายในองค์กรตำรวจ การให้อัยการเข้าร่วมการสอบสวนก็มีเงื่อนไขและอยู่ปลายทาง ทั้งที่มาตรฐานของกระบวนการอำนวยความยุติธรรมทางอาญานั้น ไม่ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถที่จะกุมไว้โดยลำพัง
ปัจจุบันนี้ตำรวจรายงานผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปในสายงานตำรวจ ถ้าจะทำควรให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เข้ามามี อำนาจสั่งการตำรวจในจังหวัด จึงจะเชื่อมโยงโครงสร้างการบริหารจัดการในพื้นที่ โดยเอาสุขทุกข์ของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง จะแก้เรื่องความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ก็ต้องให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจสั่งการ ให้ความดีความชอบได้ แทนที่จะตอบสนองอยู่ที่ส่วนกลางหมด
ส่วนในร่างพ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป อยู่ที่กระบวน การสอบสวนที่ออกแบบมา นำไปสู่การพิสูจน์ความจริงได้เพียงใด หัวใจหลักคือความเป็นอิสระของคนที่อยู่ในกระบวนการ สิ่งที่ยังขาดในร่างพ.ร.บ.นี้ที่เขียน ไว้อย่างซ่อนกล คือ
1. ขาดการให้หลักประกันความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวน ขณะที่ระบบศาล ยุติธรรมเขียนชัดเจนเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ ไว้ใช้ปกป้องตนเองได้หากถูกชี้นำกดดันหรือแทรกแซง
2. ขาดการมีส่วนร่วม ร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนฯ เขียนเหมือนจะดีกว่าให้อัยการเข้าร่วมสอบสวนในการทำสำนวน แต่เขียนอ้อมค้อมยืดยาว มีเงื่อนไขว่าอัยการจะเข้ามาหลังจากตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา กระบวนการอย่างนี้ความยุติธรรมก็สูญหายไปแล้ว ถ้าพนักงานสอบสวนไม่แจ้งอัยการก็เข้าไม่ได้ ทั้งที่ในคดีสำคัญอัยการต้องเข้าร่วมตั้งแต่ต้น ลงพื้นที่ รวบรวมพยานหลักฐาน ร่วมกำกับทิศทางคดีไปสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง การไม่เปิดให้หน่วยงานอื่นเข้ามีส่วนร่วมจึงไม่เป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
3. ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน กระบวนการสอบสวนที่เป็นสากลจะมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล มีคณะกรรมการจริยธรรมพนักงานสอบสวน ถ้าทำงานบิดเบี้ยวคู่ความสามารถร้องเรียนให้ตรวจสอบได้ แม้ใน ม.35 ร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชนจากตำรวจ แต่เป็นเรื่องร้องเรียนทั่วไปของตำรวจ ไม่ใช่เรื่องจำเพาะจริยธรรมของพนักงานสอบสวน เอาไปผูกโยงกันไว้จนทำให้เบลอมาก
4. ขาดการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการ เสนอให้เพิ่มเติมว่า กรณีที่พนักงาน สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้วสั่งไม่ฟ้อง ต้องเปิดโอกาสสร้างหลักประกันให้ประชาชน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ให้ประชาชนขอสำนวนสอบสวนและพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไว้เพื่อนำไป ฟ้องศาลได้เอง
5. เอาประชาชนเป็นตัวประกัน ใน ม.22 กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง ส่งสำนวนกลับไปให้ผู้บังคับการสอบสวนพิจารณาใน 30 วัน หากเห็นแย้งความเห็นของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดชี้ขาด แต่เปิด ช่องว่า ถ้าคดีจะขาดอายุความให้ฟ้องคดีตามความเห็นของผู้บังคับการสอบสวนไปก่อน เป็นการเอาเสรีภาพประชาชนเป็นตัวประกัน ทั้งที่ต้องยึดหลักว่าการสอบสวนทุกขั้นตอนต้องมีพยานหลักฐานจนสิ้นสงสัย จึงจะกล่าวหาว่ากระทำผิด ทั้งที่กฎหมายให้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานพอสมควรแล้ว ถ้าขาดอายุความต้องเป็นความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน
6. ที่เขียนไว้ให้อัยการ เข้ามาในคดีสำคัญ ขอเพิ่มเติมในคดีที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ให้อัยการสามารถเข้าได้ หากผู้เสียหายร้องขอเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม จากกระบวนการสอบสวน เพราะคนที่จะไปฟ้องคืออัยการ เพราะฉะนั้นการให้อัยการรู้มันจะเสียหายตรงไหนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
“ถ้าทำในทิศทาง 7 ข้อ จึงเป็นมาตรฐานสากล ถึงจะตอบโจทย์ประชาชนได้ ประชาชนทุกข์ยากอย่างยิ่งจากกระบวนการยุติธรรม การที่จะคลายทุกข์ได้ จะต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมโปร่งใส ตรวจสอบพิสูจน์ความจริง ได้ ปลายนํ้าจะได้พิจารณาสำนวนการตรวจสอบพิสูจน์ความจริงอย่างถูกต้อง” นายบรรเจิดยํ้า
ปฏิรูปตร.ฉบับ‘ขี้หมูราขี้หมาแห้ง’
[caption id="attachment_307360" align="aligncenter" width="503"]
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตพนักงานสอบสวน ที่ต่อสู้เรียกร้องความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวน ชี้ว่า การโอนงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจคืนหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายยื้อมาหลายครั้ง ในบทเฉพาะกาลร่างพ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติใหม่ ให้โอนตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ใน 1-3 ปี จราจร 5 ปี ทั้งที่ไม่ต้องนานขนาดนั้น และเขียนมาตราเดียวว่าเรื่องอำนาจสอบสวนเฉพาะทาง ให้หน่วยงานใดมีอำนาจตามกฎหมายใดให้มีอำนาจสอบสวนด้วย จะลดภาระงานสอบสวนของตำรวจได้มหาศาล และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่วนคดีใหญ่ที่ให้อัยการเข้าร่วมทำสำนวนคดีด้วยแต่ต้นเป็นคดีโทษเกิน 10 ปีขึ้นไป มีแต่คดีฆ่าคนตาย ควรลดลงมาให้ตั้งแต่โทษ 5 ปีขึ้นไป เช่น ความผิดพ.ร.บ. คอมพ์ ให้มีอัยการร่วมด้วยได้
ส่วน ม.22 ที่หากอัยการสั่งไม่ฟ้อง ต้องส่งเรื่องกลับมา ให้ผู้การฯสอบสวนของตำรวจมีอำนาจให้ความเห็นแย้งนั้น กลายเป็นปัญหาความเห็นแย้งตำรวจ-อัยการ กลับไปกลับมา จากเดิมหากอัยการสั่งไม่ฟ้อง ต้องส่งให้ผู้ว่าฯ ให้ความเห็นเพื่อถ่วงดุล หลัง คสช.สั่งโอนให้ ผบช.ตำรวจภูธรภาค และจะกลายมาเป็นของผู้การฯสอบสวน จึงเป็นร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจฉบับขี้หมูราขี้หมาแห้ง
|รายงาน : ผ่าร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจ ซ่อนกลยื้ออำนาจสอบสวน
| โดย : อรุณ ลอตระกูล
|หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 14 ฉบับ 3393 ระหว่างวันที่ 19-22 ส.ค2561






