thansettakij
thansettakij
“คป.ตร.”ยื่นแก้ไขร่างก.ม.ตำรวจแห่งชาติ

“คป.ตร.”ยื่นแก้ไขร่างก.ม.ตำรวจแห่งชาติ

17 ส.ค. 61 | 09:39 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ส.ค. 61 | 17:09 น.
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ ยื่นหนังสือถึง”มีชัย”ขอแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา เพื่อปฏิรูปตำรวจและงานสอบสวน  อ้างให้สอดคล้องกับหลักสากล สร้างหลักประกันความยุติธรรมต่อประชาชน

ยื่นหนังสือ-1

เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.)  ยื่นหนังสือถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ ฯ เพื่อขอให้แก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา เพื่อปฏิรูปตำรวจและงานสอบสวนให้สอดคล้องกับหลักสากล สร้างหลักประกันความยุติธรรมต่อประชาชน  โดยมีนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) พร้อมด้วยนางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตารวจ (คป.ตร.) ในนามกรรรมการสมาคมสิทธิเสรีภาพชองประชาชน (สสส.) เป็นตัวแทนในการยื่นหนังสือ

ทั้งนี้  ในหนังสือดังกล่าว ระบุว่า ด้วยเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๑ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) ได้ร่วมกับองค์กรภาคประชาชนจัดงานเสวนาวิชาการ ขึ้นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีนักกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญาซึ่งคณะกรรมการชุดที่ท่านเป็นประธานได้ร่างขึ้นและเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

ยื่นหนังสือ-2

จากการศึกษาของ คป.ตร. และการเสวนาดังกล่าวได้ข้อสรุปตรงกันว่า ร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ มีหลายมาตราที่ถือเป็นการปฏิรูปตำรวจอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอยู่ระดับหนึ่ง เช่น

๑.๑ มาตรา ๙ (๒) กำหนดให้ตำรวจในสายงานแพทย์ วิทยาศาสตร์และการพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งการสอนในกองบัญชาการศึกษาและโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ

๑.๒ มาตรา ๑๕๑ การกำหนดให้ยุบตำรวจรถไฟในหนึ่งปี และให้โอนตำรวจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปยังหน่วยที่รับผิดชอบภายในสองปี และมาตรา ๑๕๔ งานจราจรให้กรุงเทพมหานคร และเทศบาลนครภายในห้าปี

๑.๓ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้กำหนดให้มีการโอนตำรวจอีก ๘ หน่วยไปให้กระทรวง ทบวง กรมที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามมติสภาปฏิรูปแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๘ คือ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจทางหลวง ตำรวจน้า ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจปราบปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ ตำรวจท่องเที่ยว คงปรากฏอยู่ในมาตรา๖ วรรคสามเท่านั้น ทั้งไม่ได้มีการกาหนดระยะเวลาดำเนินการแต่อย่างใด

จึงขอให้บัญญัติเพิ่มเติมในมาตรา ๖ วรรคท้ายว่า “ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการตามวรรคสามให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาสามปี โดยรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติทราบทุกหกเดือน” ด้วย

ส่วนการโอนงานจราจรตามมาตรา ๑๔๕ ควรกำหนดให้ดาเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลาสามปี

๑.๔ การกำหนดให้มี “คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ” ซึ่งยังมีจุดอ่อนคือ ยังให้สำนักงานจเรตำรวจ ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจด้วยกันเป็นหน่วยงานทางธุรการดำเนินการสืบสวนสอบสวน ควรกำหนดให้โอนสำนักงานจเรตำรวจไปสังกัดสานักนายกรัฐมนตรีแทน

๑.๕ “หลักการสาคัญเรื่องตำรวจจังหวัด” การกำหนดให้ตำรวจเป็นราชการส่วนภูมิภาค ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการและควบคุมบังคับบัญชาตำรวจในจังหวัดตามเสียงเรียกร้องของประชาชนยังไม่ปรากฏจึงขอให้บัญญัติเพิ่มเติมว่า “กองบังคับการตำรวจจังหวัด และสถานีตำรวจทุกแห่งในจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร ถือเป็นราชการส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ เมื่อผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกิจการตำรวจจังหวัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ”

ยื่นหนังสือ-3

ส่วน ร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญานั้น  ทางคป.ตร. และเครือข่าย เห็นร่วมกันว่า ไม่ควรออกเป็นพระราชบัญญัติต่างหาก แต่ควรแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งจะใช้สำหรับการสอบสวนโดยเจ้าพนักงานอื่นด้วย มิใช่เฉพาะตำรวจ

๒.๑ การกำหนดไว้ใน มาตรา ๑๕ กรณีการแจ้งให้พนักงานอัยการร่วมสอบสวน เฉพาะคดีที่มีโทษจำคุกขั้นต่ำสิบปีขึ้นไป และเมื่อแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว เป็นการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักสากลที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในการดำเนินคดีต่างๆ ได้แต่อย่างใด

นอกจากนั้นอัยการก็ไม่ควรไป “ร่วมสอบสวนกับตำรวจ” แต่ต้องทำหน้าที่ “ตรวจสอบการสอบสวน” ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๘ ง (๒) บัญญัติไว้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมดังนี้

๒.๑.๑ เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุการกระทาผิดที่มีโทษจำคุกห้าปีขึ้นไป ให้แจ้งพนักงานอัยการและนายอำเภอทราบเพื่อร่วมตรวจที่เกิดเหตุและพยานหลักฐานทันที หากพนักงานอัยการสั่งเป็นหนังสืออย่างใดก็ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามนั้น

๒.๑.๒ การออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหาและการเสนอศาลออกหมายจับ ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการตรวจสอบว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งฟ้องพิสูจน์การกระทาผิดให้ศาลลงโทษได้หรือไม่

๒.๑.๒ คดีที่ประชาชนร้องเรียนว่าการสอบสวนไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ได้รับความยุติธรรม ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเข้าตรวจสอบการสอบสวนและสั่งการเป็นหนังสือไว้ทุกคดี

๒.๒ มาตรา ๒๒ การกำหนดให้คดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ต้องส่งให้ผู้บังคับการสอบสวนจังหวัด ตรวจสอบนั้น นับเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากผู้บังคับการสอบสวนได้ถูกกำหนดให้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนจังหวัด ผู้มีอำนาจเสนอสำนวนมีความเห็นส่งพนักงานอัยการ เมื่อได้มีความเห็นควรฟ้อง ไปแล้ว หากอัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้อง ผู้บังคับการสอบสวนก็ย่อมต้องยืนยันความเห็นเดิมของตนเป็นการแย้งอัยการ ทาให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับความยุติธรรม

นอกจากนั้นยังผิดหลักการบริหารที่อัยการจังหวัดผู้มีฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการหนึ่งในจังหวัด ต้องส่งสานวนให้บุคคลที่ไม่ใช่หัวหน้าส่วนราชการตรวจสอบ จึงควรแก้ไข “ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด”เช่นเดิมตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ก่อนที่หัวหน้า คสช.จะออกคาสั่งที่ ๑๑๕/๒๕๕๗เปลี่ยนแปลงเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจภาคซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมายในปัจจุบันอีกทั้งการที่ให้อัยการส่งฟ้องไปก่อน ถือเป็นการละเมิดการใช้ดุลยพินิจของอัยการ และประการสาคัญยังเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องหา เมื่อต้องถูกฟ้องร้องต่อศาลทั้งที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าได้กระทำความผิดจริง ซึ่งผู้ต้องหาก็จะกลายเป็นจาเลยและถูกจำกัดสิทธิมากมายโดยที่มิใช่เนื่องมาจากพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่าอาจเป็นผู้กระทำผิด แต่เพราะเหตุจำเป็นอื่น ซึ่งอาจรวมถึงอำนาจในการควบคุมตัวระหว่างการสอบสวนกำลังจะสิ้นสุดลงด้วย

๒.๓ ให้เพิ่มเติมความ หรือมาตราใหม่ดังต่อไปนี้

"พนักงานสอบสวนมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงเพื่อพิสูจน์ความผิดและความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งการมีความเห็นทางคดี โดยผู้บังคับบัญชาต้องไม่กระทำการใดอันเป็นแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่และการมีความเห็นทางคดีอย่างอิสระนั้น หากมีการกระทำดังกล่าว ให้ถือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง" และ"ความผิดตามกฎหมายฉบับใดที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ให้มีอำนาจสอบสวนความผิดนั้นอีกส่วนด้วย โดยไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจในการทำหน้าที่สอบสวนไปตามปกติเมื่อมีผู้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ"

"การสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และบุคคลที่เป็นประจักษ์พยาน ต้องกระทำในห้องสอบสวนที่จัดขึ้นเฉพาะ มีระบบบันทึกภาพและเสียงอัตโนมัติเก็บเป็นหลักฐานไว้ให้พนักงานอัยการและศาลตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจจะทำได้อย่างแท้จริง ก็ให้บันทึกเหตุผลไว้อย่างชัดแจ้ง"

 
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • politics