
สกัด 'เสพติด' ประชานิยม เข้มวินัยการเงินการคลัง
นโยบายประชานิยมแบบลดแลก แจกแถมระยะสั้น ไม่สามารถ ทําได้ง่ายอย่างที่ผ่านมา พ.ร.บ.วินัยการเงินการ คลังฯ นับเป็นกฎหมายอีกฉบับ ที่เกิดขึ้นในยุคการปฏิรูปประเทศ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติ ให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการ คลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะ ทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงิน การคลังของรัฐที่อย่างน้อยต้อง มีบทบัญญัติเกี่ยวกับกรอบการ ดําเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ การกําหนดวินัย ทางการคลังด้านรายได้และราย จ่ายทั้งเงินงบประมาณและเงิน นอกงบประมาณ การบริหาร ทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลัง และการบริหารหนี้สาธารณะ
ขณะที่ก่อนหน้านั้นได้ส่งสัญญาณให้เหล่าพรรคการเมือง ทั้งเก่าและใหม่ เตรียมความ พร้อมในเรื่องเหล่านี้เอาไว้แล้ว ตั้งแต่เริ่มทํานโยบายหาเสียงโดย ตาม “พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง” (พ.ร.ป.พรรคการเมือง) มาตรา 57 ระบุว่า ให้การโฆษณานโยบาย ของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่าย เงินอย่างน้อยต้องมีการแสดงรายละเอียด 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1. วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงิน ที่จะใช้ในการดําเนินการ 2. ความ คุ้มค่าและประโยชน์ในการดําเนิน นโยบาย 3. ผลกระทบและความ เสี่ยงในการดําเนินนโยบาย
ในกรณีพรรคการเมืองไม่ ดําเนินการตาม ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) สั่งให้ดําเนิน การให้ถูกต้องภายในระยะเวลา ที่กําหนด หากยังไม่ดําเนินการ ตามคําสั่ง กกต. และในมาตรา 121 กําหนดให้ กกต.ปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง กล่าว คือ เมื่อเปลี่ยนสถานะมาเป็น “รัฐบาล” ก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ฉบับ ดังกล่าว
หากดูตัวอย่างนโยบาย ทางการเมือง ซึ่งถูกนํามาแปลง เป็น “นโยบายประชานิยม” ได้ อย่างเห็นผลในอดีตมีมากมาย โดยเฉพาะ “โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค” และ “กองทุน หมู่บ้าน” ประชานิยมชิ้นโบแดง ที่ส่งผลให้ นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับคะแนนอย่างท่วมท้นและ ได้รับเลือกเข้ามาดํารงตําแหน่ง เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นสมัยที่ 2 จากการสํารวจความคิดเห็นของ ประชาชนในปี 2545 ระบุว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล ทักษิณที่ประชาชนพึงพอใจมาก ที่สุด ความสําเร็จที่เกิดขึ้นกลาย เป็นโมเดลที่ทุกพรรดเดินตาม เพื่อใช้เรียกคะแนนนิยมจาก ประชาชนในเวลาต่อมา ความบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน ของนิยามคําว่า “ประชานิยม”
จากโครงการนี้ได้ส่งผล ให้รัฐบาลที่เวลานั้นมีสถานะเป็น รักษาการถึงจุดอวสาน ทั้งยัง เป็นผลให้นางสาวยิ่งลักษณ์ อดีต นายกฯ ตกเป็นผู้ต้องโทษหลบ หนีคดีจนถึงปัจจุบัน ซ้ําร้ายที่สุด ได้สร้างความเสียหายให้กับ ประเทศมากกว่า 9 แสนล้านบาท ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของ สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน จน นํามาสู่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 ดังกล่าว
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สะท้อนมุมมองกับ “ฐาน เศรษฐกิจ เกี่ยวกับโครงการ ประชานิยมของไทย โดยตั้งข้อ สังเกตไว้น่าสนใจว่า ที่ผ่านมา นักการเมืองคุ้นเคยกับการทํา โครงการที่วิ่งไปหา เอาไปใส่ใน มือประชาชนโดยตรง ในประเทศ ที่พัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการทํางานทางการเมือง มีการดําเนินการนํางบประมาณ ลงไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ เป็นเรื่องที่ดีนัก เพราะทําให้เกิด หนี้ครัวเรือน การมีกฎหมายฉบับ นี้เพื่อให้รัฐบาลหรือนักการเมือง รวมไปถึงหน่วยงานราชการจัด ทําโครงการระยะยาว และพัฒนา รากฐานเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง และท้ายที่สุดคือ การพึ่งตัวเอง ให้ได้
โดยมีงบประมาณรัฐไป ช่วยเหลือจุดประสงค์ประการที่ 2 เพื่อตัดตอนไม่ให้นําประชานิยม มาใช้จนเกิดผลกระทบ เกิดความ เสียหายดังที่ผ่านมา ซึ่งทราบกัน ว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) รวมถึงหน่วยงานรัฐที่มีงบประมาณ ในมือ เมื่อวางนโยบาย จัดวาง งบประมาณแล้ว บางครั้งนําไป ใช้ผิดประเภท แต่กฎหมายฉบับ นี้กําหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูล ให้สาธารณชนได้รับรู้ทั้งหมด
ประการที่ 3 กฎหมาย กําหนดไว้ตอนหาเสียงทํานโยบาย เพราะเมื่อนักการเมืองเข้ามาเป็น รัฐบาลแล้วจะอ้างว่า ต้องดําเนิน การเพราะเป็นนโยบายที่ได้หา
เสียงเอาไว้ เป็นต้น ดังนั้นเมื่อ เสนอในฐานะเป็นพรรคการเมือง ก็ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า จะเอา เงินมาจากไหน อย่างไร จะเกิด ประโยชน์กับประชาชนอย่างไร เป็นต้น
จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ที่เกิดขึ้นนั้น รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุ ว่า ในมุมมองของนักเศรษฐกิจ เสรีนิยม และนักการเมืองอาจ มองว่า ไม่สามารถดําเนินการให้ เป็นไปตามที่คิดหรือตามที่ตั้งใจ จึงเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้อาจจะ ตึงเกินไป แต่อยากเปรียบเทียบ ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเหมือนกับ ทหารที่อยู่ในกรอบมีระเบียบวินัย แต่สําหรับทหารเกณฑ์ที่เข้าไป วันแรกก็ต้องปรับตัว เมื่อทราบ แล้ว คุ้นแล้วก็จะกลายเป็นเรื่อง ธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ ในต่าง ประเทศเขากลับมองว่า ผ่อนปรน ในมุมมองคนไทยอาจจะรู้สึกว่า
ตึงเกินไป อย่างไรก็ดี กฎหมาย ก็ไม่ใช่เครื่องการันตีว่า จะทําให้ นักการเมืองอยู่ในกรอบอยู่ในแถว ได้ เพราะถ้าคนจะโกง ทําอย่างไร ก็โกง จับเอาคนไปขังกรง ยังคิด แหกกรง กลไกสําคัญคือ ประชาชน ที่ต้องตระหนักรู้
พร้อมกล่าวตั้งข้อสังเกต การทําประชารัฐของรัฐบาลชุดนี้ ว่า มีแนวโน้มที่อาจจะเป็นประชา นิยมได้ เนื่องจากบางโครงการ ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ลงไป ถึงมือรากหญ้าหรือไม่ เท่าไร และ อย่างไร
“ประชานิยม จะมีข้อดี แต่เฉพาะเวลาที่บ้านเมืองจําเป็น หรือฝืดเคืองมาก การนําเอาเม็ด เงินจากรัฐลงไปช่วยบ้าง หรือเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หนี้ครัวเรือน สูง ประชาชนฟุ้งเฟ้อ ใช้จ่าย ฟุ่มเฟือย รอจากรัฐอย่างเดียว นักการเมือง พรรคการเมืองจะ
ไม่ยอมให้ประชาชนช่วยเหลือตัว เองได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ประชา นิยมก็จะใช้ไม่ได้ ไม่อยากให้ ประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้ คน ที่ไม่คิดพัฒนาตัวเองจะชอบ ยืนยันว่า ประชานิยมโดยรวมไม่ ดี นอกจากนี้หากเราคิดถึงหลัก คําสอนของทุกศาสนาที่เป็น รากฐานของแต่ละคน ไม่มีศาสนา ใดสอนให้ฟุ่มเฟือย หรือให้ฟัง คนอื่น จะสอนให้พึ่งตัวเองเป็น หลัก สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงจะช่วย รวม ถึงหลักปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระองค์ท่านที่ให้เราพึ่งตนเอง ดังนั้น ประชานิยมจึงสวนกระแส เรื่องต่างๆ เหล่านี้”
กฎเหล็กที่เกิดขึ้นแม้ว่า จะเป็นเพียงการล้อมดอก แต่ก็ เป็นอีกหนึ่งแนวทางสกัดกั้นเพื่อ มิให้สังคมไทยเสพติดนโยบาย ประชานิยมแบบผิดๆ แบบไม่คิด หวังพึ่งตนเองอีกต่อไป
................................
รายงาน | สกัด 'เสพติด' ประชานิยม เข้มวินัยการเงินการคลัง |เซกชั่น หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3361 ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-2 พ.ค.2561|โดย กมล ชิระสุวรรณ






