
“ดึงอาลึบาบา เป็นหุ้นส่วนเมืองไทย” นายกฯขอเปิดใจรับฟัง ข้อมูลทุกฝ่ายให้ครบถ้วน
เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่า “ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คงทราบดีว่ามีกลุ่มอาลีบาบาได้ทำความร่วมมือกับรัฐบาลไทย ในการสนับสนุนธุรกิจ e-Commerce และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพ โดยบริษัทอาลีบาบา นั้นมีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของไทยนะครับ และยืนยันในการเป็นพันธมิตรกับประเทศไทยในระยะยาว
โดยอาลีบาบาและรัฐบาลไทย มีเป้าหมายร่วมกันในอันที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึง “ตลาดใหม่” ในเวทีโลกได้นะครับ ผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่างๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 4.0”ไปพร้อมๆ กับนโยบายด้านอื่นๆ ของประเทศด้วย
สำหรับความร่วมมือในโครงการหลักในครั้งนี้ประกอบด้วย...
1. โครงการจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC เพื่อจะส่งเสริมการค้ากับกลุ่ม CLMV และจีน โดยจะอาศัยเทคโนโลยีด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ที่ครบวงจร ตั้งแต่ “ต้นทาง” แหล่งผลิตทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของไทย ไปยัง “ปลายทาง” ผู้บริโภค – ผู้สั่งสินค้า ณ ประเทศปลายทางทั่วทุกมุมโลก ผ่านเครือข่าย “ไช่เหนี่ยว” (Cainiao Network) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอาลีบาบานะครับ เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน รวมถึงการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และไปยังที่อื่นๆ ทั่วโลก ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะมีการยกระดับพิธีการทางศุลกากรในพื้นที่ ให้เป็นระบบดิจิทัลไปพร้อมกันด้วย ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยง SMEs ไทย ในทุกระดับ ทุกท้องถิ่น
รวมถึงกลุ่ม OTOP และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลกได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง จะขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ศูนย์ Smart Digital Hub จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยและพัฒนาด้านดิจิทัล ที่จะเชื่อมโยงกับเขตนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์ค EECd และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าดำเนินการอยู่
2.โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทยโดยจะมีการจัดตั้งวิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา (Alibaba Business School : ABS) ซึ่งจะร่วมมือกับภาครัฐของไทย ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและ e-Commerce ของ SMEs ทุกกลุ่มทั่วประเทศ รวมถึง SMEs ในชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย
โดยเน้นให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจ เท่าทัน และมีทักษะในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ และเข้าถึงตลาดจีนที่มีขนาดใหญ่ มีผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 500 ล้านราย รวมถึงเข้าสู่ “ห่วงโซ่” ของภูมิภาคและตลาดโลกได้ตามลำดับ
นอกจากนี้ วิทยาลัยธุรกิจดังกล่าวยังจะร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) ในประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนาด้านดิจิทัลและ e-Commerce เพื่อให้มีความเข้าใจลึกซึ้ง และเป็นการสร้างเครือข่ายกับดาวเด่นหรือ Talents ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศจีนด้วย
3. การเปิด “ร้านค้าข้าวไทย” (Thai Rice Flagship Store)นะครับ บนเว็ปไซต์ซื้อขายออนไลน์ “ระดับโลก” เพื่อช่วยสนับสนุนการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรเริ่มจากข้าว และจะขยายผลไปถึงผลไม้ต่างๆ ของไทย ในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะเปิดเสรีการค้า โดยตลาดจีนยังเปิดกว้างสำหรับการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก อีกกว่า 240 ล้านล้านบาท ซึ่งไทยเราก็มีศักยภาพนะครับ ที่จะได้รับส่วนแบ่งการตลาดนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีน ตามที่มีรายงานข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ภายหลังจากการประเดิมด้วยแคมเปญส่งเสริมการขายทุเรียนล่วงหน้า เพียง “1 นาที” ก็มียอดการสั่งซื้อถึง 80,000 ลูก ปัจจุบันปิดการขายงวดแรก “3 วัน” ไปแล้ว มียอดจองซื้อทุเรียนไทย 130,000 ลูก หรือ 350 ตัน คิดเป็นเงิน 70 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งมอบ เราใช้บริการของจีน แต่ผู้ผลิต กับผู้บริโภค จีนก็สั่งจอง แล้วก็กำหนดราคาขายไป เข้าออนไลน์ไป
“เป็นการเชื่อมโยงการซื้อขายออนไลน์ระหว่าง thaitrade.com ของไทยด้วย แล้วก็ Tmall.com ของอาลีบาบา ของเราก็มี ของเขาก็มี เพื่อจะให้เข้ากับระบบการขนส่งสินค้าของอาลีบาบา ซึ่งวันนี้เขามีความพร้อมมากกว่าเรานะครับ มีประสิทธิภาพ ขั้นต้นเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยเขาบ้างนะครับ วันหน้าเราก็สร้างแพลทฟอร์มของเราขึ้นมาให้ทัดเทียม ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร ถ้าเราสามารถดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ นะครับ เราอาจจะสามารถส่งทุเรียนจากแหล่งผลิตในไทยไปยังจีนได้ภายใน 120 ชั่วโมง และส่งต่อจนถึงมือลูกค้าทั่วประเทศจีนได้ภายใน 24 ชั่วโมง วันหน้าเราไปถึงประเทศอื่นด้วยนะครับ
ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรของไทย ก็สามารถเข้ามาอยู่ใน “ห่วงโซ่” ดังกล่าวได้นะครับ แต่ต้องจดทะเบียนนะครับ เป็น “นิติบุคคล” ในรูปการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทก็ได้ ก็จะเป็นการยืนยันการมีตัวตน และต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเองนะครับ สามารถตรวจสอบที่มาได้ตลอดเวลานะครับ นอกจากนั้นก็ให้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ thaitrade.com ของกระทรวงพาณิชย์ แล้วกระทรวงฯจะประสานงานกับอาลีบาบา เพื่อมาคัดเลือกสินค้าไปจำหน่ายต่อไปนะครับ เขาไม่ได้มาซื้อเราหรอกนะครับ เขาจะคัดเลือกว่าอันไหนจะขายเขาได้บ้าง ปัจจุบัน มีเกษตรกรทุเรียน สามารถผ่านการคัดเลือกแล้วกว่า 100 ราย
ในอนาคตรัฐบาลมีแนวคิดในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยและผลิตผลทางการเกษตรของไทย เข้าสู่วงจรดังกล่าวนะครับ เรามีอีกหลายอย่าง ลำไย ลิ้นจี่ ส้ม มะม่วง อะไรทำนองนี้นะครับ โดยจะต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกในเรื่องตลาดผู้บริโภคที่อาลีบาบา มีความเชี่ยวชาญ อีกด้วย”
4. โครงการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย โดยบริษัทลูกของอาลีบาบาจะร่วมมือกับภาครัฐ ในการใช้ประสบการณ์และเทคโนโลยีจัดทำแพลตฟอร์มหรือ “เครื่องมือ” เพื่อประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้กับสถานที่และกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั่วไทย
เช่น คู่มือไกด์ออนไลน์ ระบบจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งจะช่วยผลักดันการยกระดับการท่องเที่ยว ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เริ่มตั้งแต่กระบวนการทางวีซ่า บริการหลังเดินทางแบบดิจิทัล ด้วยการคืนเงินภาษีนักท่องเที่ยวผ่านระบบ Alipay ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพจากจีน และช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยได้มากขึ้น ไม่ต้องไปกลัว หลายคนก็ไปกลัวว่าจะเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ คนละเรื่องกันทั้งหมด อย่าบิดเบือนกัน
ความร่วมมือเหล่านี้ ก็ถือเป็นหนึ่งในแนวทางหลากหลาย เพื่อการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของประเทศ ให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยจะเป็นการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนในภูมิภาคแถบนี้ ให้สะดวก มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มการเข้าถึงตลาดให้กับเกษตรกรและธุรกิจของประเทศ ในปีที่ผ่านมานั้น อาลีบาบาได้เข้าร่วมกับประเทศมาเลเซีย ขออนุญาตเอ่ยนาม
ก็เป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านของเราไปแล้วในการสร้างศูนย์กลางการขนส่งสินค้าในภูมิภาค ต่อไปก็จะสามารถเชื่อมต่อกับไทยได้ และรองรับการค้าและการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย สำหรับครั้งนี้ อาลีบาบามีแผนการลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้า มูลค่า 11,000 ล้านบาท เพื่อจะเป็นเป็นศูนย์กระจายสินค้า ไปยังผู้สั่งสินค้าในภูมิภาคนี้อย่างประเทศ
โดยสินค้าจะถูกส่งมารวบรวมที่ศูนย์ แล้วกระจายที่นี่ โดยจะดำเนินการภายใต้เขตปลอดอากรของกรมศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร ฉบับปัจจุบัน ที่มีการกำหนดเรื่องเขตการค้าเสรี (free trade zone) ชัดเจนอยู่แล้ว ไว้ก่อนหน้านี้แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
(1) หากผู้ประกอบการนำสินค้าที่เป็นวัตถุดิบเข้ามาในพื้นที่เขตปลอดอากร เพื่อการผลิต ผสม ประกอบ หรือนำสินค้ามาพักไว้เพื่อ “ส่งออก” ก็ไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันนี้เป็นเรื่องที่มีกฎหมายอยู่แล้วนะครับ
(2) หากเป็นการนำเข้ามาเพื่อ “ขายในประเทศ” ก็ต้องมีการเสียภาษีตามพิกัดที่กำหนดไว้ตามปกตินะครับ
ั้งนี้สิ่งหนึ่งที่เราเห็น ก็คือ ศักยภาพของตลาดผู้บริโภคของจีน ในอนาคตอันใกล้ ประเทศจีนจะเปิดเสรีในเรื่องการค้าขายกับประเทศต่างๆ มากขึ้น ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วนะครับ อีกทั้ง เศรษฐกิจจีน และรายได้ของผู้บริโภคเหล่านั้น คาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการของจีน “เพิ่มขึ้น” ตามไปด้วย
“การที่เรามีช่องทางแบบนี้นะครับ ในการเข้าสู่ตลาด มีสินค้าและบริการมากขึ้น หรือเป็นศูนย์กลางให้กับการค้าขายในภูมิภาคนี้ ก็จะเป็นการเตรียมความพร้อม สำหรับรองรับผลประโยชน์และการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจและ SMEs ของไทย ในระยะต่อไปอีกด้วย พี่น้องในภาคเกษตร ก็มีโอกาสที่จะได้รับรายได้เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะเราเป็นผู้กำหนดราคาเอง อาจจะต้องผ่านการตรวจสอบนะครับ ว่ามีคุณภาพหรือไม่ ทุเรียนอ่อน หรือทุเรียนไม่มีคุณภาพหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้น เขาก็ไม่เอาไปขาย คนซื้อเขาเห็นแล้วเขาก็ไม่ซื้อ ไม่ได้ไปบังคับใคร จะต้องเข้าไป ALIPAY หรือเข้าไปใช้ อาลีบาบา ทั้งหมด ตัวเองต้องพร้อมด้วย ถ้ายังไม่พร้อมก็เข้าตลาดของเราไปก่อน เมือกี้ก็บอกไปแล้วนะครับ ของไทยก็มีอยู่ 2-3 อัน “
ทั้งนี้เพื่อจะเกิดความเชื่อมโยงระหว่างตลาดนะครับ ไปด้วยกันทั้งหมด ผมคาดหวังว่าผู้ประกอบการ รวมไปถึงเกษตรกร จะสามารถใช้ประโยชน์จากความร่วมมือนี้ ในการพัฒนาศักยภาพการผลิต หรือปรับตัว ปรับวิธีการทำธุรกิจและกระบวนการผลิต ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อย่างรู้เท่าทัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ก็ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าขายในภูมิภาคเท่านั้นนะครับ แต่จะช่วยยกระดับสินค้าไทย หรือผู้ประกอบการไทย ในเวทีการค้าโลกไปพร้อมกันด้วย ส่วนใหญ่เราจะรู้แต่การผลิตนะครับ ไม่ค่อยรู้ในเรื่องของการค้า เพราะฉะนั้น เกษตรกร หรือ SMEs เราก็จะได้รู้ระบบการค้าที่เป็นสากลด้วยนะครับ โดยการค้าออนไลน์นะครับ แล้วก็มีกฎหมายที่รองรับไว้ทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นภาครัฐก็จะเป็น “พี่เลี้ยง” โดยดึงกลไก “ประชารัฐ” ในกิจกรรมต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยเหลือกัน ในลักษณะ “พี่ช่วยน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน” เราจะต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน อย่าเอาเปรียบกันนะครับ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่หลอกลวงกันนะครับ เอาเปรียบเพื่อน เอาเปรียบคนอื่นนี่ ไม่ดีทั้งสิ้นนะครับ
ผมรับทราบว่ามีหลายฝ่ายที่อาจจะออกมาแสดงความคิดเห็น นี่จะเป็น “ทางเลือก” หนึ่งของเรา ของภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ที่เราจะขยายความร่วมมือออกไปสู่พันธมิตรรายอื่นที่มีการสร้างแพลตฟอร์มลักษณะเช่นนี้ด้วย
อาลีบาบา นั้นก็เป็นเจ้าใหญ่ในจีนนะครับ เจ้าหนึ่ง แต่ถ้าในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ก็มีรายอื่นที่มีความเข้มแข็ง และการเจรจาลงตัว รัฐบาลก็พร้อมที่จะร่วมมือกับเจ้าอื่นๆ ด้วยนะครับในอนาคต ขณะเดียวกันของเราก็ต้องเข้มแข็งไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้พี่น้องประชาชน มี “ทางเลือก” และให้เกิดการแข่งขันตามกลไก “ตลาดการค้าเสรี” ซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาของโลก
ผมขอเน้นย้ำว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนะครับ ในการทำธุรกิจของพี่น้องผู้ประกอบการ ทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เท่านั้น ไม่ได้เป็นการบังคับว่าจะต้องมาทำผ่านช่องทางนี้เท่านั้น หรือให้สิทธิผูกขาดในการทำธุรกิจการค้าอย่างที่หลายฝ่ายมีความกังวลกันนะครับ
เพราะเป็นการนำสินค้าเข้าไปขายในระบบออนไลน์ ที่มีการสั่งซื้อโดยตรงจากผู้บริโภค กับผู้ผลิต และเกษตรกรที่ต้องได้รับการรับรอง จดทะเบียน ตรวจ สอบคุณภาพก่อนนะครับ จึงจะนำไปขายได้ อีกประการหนึ่งคือการค้าขายระหว่างประเทศในช่องทางเดิมอื่น ๆ ในปัจจุบัน ก็มีอยู่แล้วนะครับ อย่างพ่อค้าคนกลางบ้าง สมาคมส่งออกบ้าง ส่งออกอิสระบ้าง อะไรทำนองนี้นะครับ การค้าออนไลน์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราทำมาอยู่แล้วนะครับ ในแพลตฟอร์มของประเทศไทย ซึ่งก็ยังสามารถดำเนินไปตามเดิม แต่เราเอาเขามาช่วย เราจะพัฒนาแพลทฟอร์มของเราให้กว้างขวาง สะดวกขึ้นได้อย่างไร เหมือนที่เขาทำมานะครับ เราต้องอาศัยประสบการณ์ของเขา ของเพื่อนด้วย เราต้องรู้จักไว้ใจซึ่งกันและกันนะครับ คนไทยก็ต้องไว้ใจรัฐบาลบ้างในตรงนี้นะครับ เราพยายามทำให้ดีที่สุด
ซึ่งถ้าเราสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ก็ยิ่งจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนะครับ และเราก็ยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องเช่นเดิม ส่วนในความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทอาลีบาบา จะได้รับประโยชน์จากการใช้บริการของลูกค้าภายใต้ระบบภาษีที่กำหนดไว้ตามกฎหมายของเรานะครับ เช่นเดียวกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอื่น ๆ โดยบริษัทอาลีบาบานั้น จะเข้ามาช่วยพัฒนาระบบของเราให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และถือว่าเป็นระบบที่มีผู้รู้จักอยู่ทั่วโลกแล้ว นะครับ
ผมก็อยากให้ผู้ที่ยังมีความกังขาในเรื่องนี้ ได้เปิดใจรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายให้ครบถ้วน และกรุณาชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียก่อนจะตัดสินใจนะครับ เมื่อปีก่อนนั้น อาลีบาบา มาจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เอ๊ะ ทำไมเราไม่ทำบ้าง เราเสียโอกาสดี ๆ ไปหรือไม่ในการที่จะขยายศักยภาพของประเทศ ในการที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายในภูมิภาคไป
แต่พอเราจะทำขึ้นได้ในวันนี้ ก็มีข้อทักท้วงมาอีกแล้ว ทีความห่วงกังวลอีกนะครับ ทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้แหละครับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างไร มีความจริงใจต่อกันได้อย่างไรในคนที่จะมาลงทุน หรือจะมาร่วมมือกับเรา ผมในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งนะ ก็ให้ความเชื่อมั่นนะครับ ผมก็พยายามทำอย่างเต็มที่นั่นแหละนะ ในการที่จะขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาประเทศ สนับสนุนการค้าเสรี เพิ่มทางเลือก เพิ่มรายได้นะครับ กระจายรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับธุรกิจรายย่อย แล้วก็จะเกิดแรงผลักดันให้มีการปรับตัวของผู้ประกอบการในประเทศ วันหน้าเราต้องรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้นนะครับและการแข่งขันจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เรายิ่งช้าเราก็ยิ่งเสียเปรียบ เสียโอกาส เสียเวลานะครับ
เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนไทยจะได้รับนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราด้วยนะครับ ช่วยกันปรับตัว อย่าบอกว่าเอ๊ะ พอเขาเข้ามาแล้วบริการอย่างนี้เราจะเสียหาย ของเราต้องปรับตัวด้วยนะครับ แล้วเราก็ปรับไปด้วยกัน คู่ขนานกันไป ของเขา ของเรา ถ้าใครไม่ยอมปรับตัวเลย ยังไงวันหน้าก็ตกขบวนอยู่แล้วนะครับ ก็อยากให้ทุกคนได้พยายามปรับวิสัยทัศน์ แล้วก็จะมองเห็นทิศทางการพัฒนานะครับ ในโดลกยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้ประเทศเราหลุดพ้น จากกับดักรายได้ปานกลางได้นะครับ และข้อสำคัญได้ดูแลเกษตรกรที่ปลูกพืช ทำการเกษตรด้วยนะครับ”
โดยอาลีบาบาและรัฐบาลไทย มีเป้าหมายร่วมกันในอันที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึง “ตลาดใหม่” ในเวทีโลกได้นะครับ ผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่างๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 4.0”ไปพร้อมๆ กับนโยบายด้านอื่นๆ ของประเทศด้วย
1. โครงการจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC เพื่อจะส่งเสริมการค้ากับกลุ่ม CLMV และจีน โดยจะอาศัยเทคโนโลยีด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ที่ครบวงจร ตั้งแต่ “ต้นทาง” แหล่งผลิตทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของไทย ไปยัง “ปลายทาง” ผู้บริโภค – ผู้สั่งสินค้า ณ ประเทศปลายทางทั่วทุกมุมโลก ผ่านเครือข่าย “ไช่เหนี่ยว” (Cainiao Network) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอาลีบาบานะครับ เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน รวมถึงการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และไปยังที่อื่นๆ ทั่วโลก ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะมีการยกระดับพิธีการทางศุลกากรในพื้นที่ ให้เป็นระบบดิจิทัลไปพร้อมกันด้วย ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยง SMEs ไทย ในทุกระดับ ทุกท้องถิ่น
รวมถึงกลุ่ม OTOP และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลกได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง จะขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ศูนย์ Smart Digital Hub จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยและพัฒนาด้านดิจิทัล ที่จะเชื่อมโยงกับเขตนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์ค EECd และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าดำเนินการอยู่
2.โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทยโดยจะมีการจัดตั้งวิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา (Alibaba Business School : ABS) ซึ่งจะร่วมมือกับภาครัฐของไทย ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและ e-Commerce ของ SMEs ทุกกลุ่มทั่วประเทศ รวมถึง SMEs ในชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย
นอกจากนี้ วิทยาลัยธุรกิจดังกล่าวยังจะร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) ในประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมพัฒนาด้านดิจิทัลและ e-Commerce เพื่อให้มีความเข้าใจลึกซึ้ง และเป็นการสร้างเครือข่ายกับดาวเด่นหรือ Talents ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศจีนด้วย
3. การเปิด “ร้านค้าข้าวไทย” (Thai Rice Flagship Store)นะครับ บนเว็ปไซต์ซื้อขายออนไลน์ “ระดับโลก” เพื่อช่วยสนับสนุนการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรเริ่มจากข้าว และจะขยายผลไปถึงผลไม้ต่างๆ ของไทย ในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะเปิดเสรีการค้า โดยตลาดจีนยังเปิดกว้างสำหรับการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก อีกกว่า 240 ล้านล้านบาท ซึ่งไทยเราก็มีศักยภาพนะครับ ที่จะได้รับส่วนแบ่งการตลาดนั้น
“เป็นการเชื่อมโยงการซื้อขายออนไลน์ระหว่าง thaitrade.com ของไทยด้วย แล้วก็ Tmall.com ของอาลีบาบา ของเราก็มี ของเขาก็มี เพื่อจะให้เข้ากับระบบการขนส่งสินค้าของอาลีบาบา ซึ่งวันนี้เขามีความพร้อมมากกว่าเรานะครับ มีประสิทธิภาพ ขั้นต้นเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยเขาบ้างนะครับ วันหน้าเราก็สร้างแพลทฟอร์มของเราขึ้นมาให้ทัดเทียม ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร ถ้าเราสามารถดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ นะครับ เราอาจจะสามารถส่งทุเรียนจากแหล่งผลิตในไทยไปยังจีนได้ภายใน 120 ชั่วโมง และส่งต่อจนถึงมือลูกค้าทั่วประเทศจีนได้ภายใน 24 ชั่วโมง วันหน้าเราไปถึงประเทศอื่นด้วยนะครับ
ในอนาคตรัฐบาลมีแนวคิดในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยและผลิตผลทางการเกษตรของไทย เข้าสู่วงจรดังกล่าวนะครับ เรามีอีกหลายอย่าง ลำไย ลิ้นจี่ ส้ม มะม่วง อะไรทำนองนี้นะครับ โดยจะต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกในเรื่องตลาดผู้บริโภคที่อาลีบาบา มีความเชี่ยวชาญ อีกด้วย”
4. โครงการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย โดยบริษัทลูกของอาลีบาบาจะร่วมมือกับภาครัฐ ในการใช้ประสบการณ์และเทคโนโลยีจัดทำแพลตฟอร์มหรือ “เครื่องมือ” เพื่อประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้กับสถานที่และกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั่วไทย
เช่น คู่มือไกด์ออนไลน์ ระบบจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งจะช่วยผลักดันการยกระดับการท่องเที่ยว ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เริ่มตั้งแต่กระบวนการทางวีซ่า บริการหลังเดินทางแบบดิจิทัล ด้วยการคืนเงินภาษีนักท่องเที่ยวผ่านระบบ Alipay ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพจากจีน และช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยได้มากขึ้น ไม่ต้องไปกลัว หลายคนก็ไปกลัวว่าจะเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ คนละเรื่องกันทั้งหมด อย่าบิดเบือนกัน
ความร่วมมือเหล่านี้ ก็ถือเป็นหนึ่งในแนวทางหลากหลาย เพื่อการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของประเทศ ให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยจะเป็นการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนในภูมิภาคแถบนี้ ให้สะดวก มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มการเข้าถึงตลาดให้กับเกษตรกรและธุรกิจของประเทศ ในปีที่ผ่านมานั้น อาลีบาบาได้เข้าร่วมกับประเทศมาเลเซีย ขออนุญาตเอ่ยนาม
โดยสินค้าจะถูกส่งมารวบรวมที่ศูนย์ แล้วกระจายที่นี่ โดยจะดำเนินการภายใต้เขตปลอดอากรของกรมศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร ฉบับปัจจุบัน ที่มีการกำหนดเรื่องเขตการค้าเสรี (free trade zone) ชัดเจนอยู่แล้ว ไว้ก่อนหน้านี้แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
(1) หากผู้ประกอบการนำสินค้าที่เป็นวัตถุดิบเข้ามาในพื้นที่เขตปลอดอากร เพื่อการผลิต ผสม ประกอบ หรือนำสินค้ามาพักไว้เพื่อ “ส่งออก” ก็ไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันนี้เป็นเรื่องที่มีกฎหมายอยู่แล้วนะครับ
(2) หากเป็นการนำเข้ามาเพื่อ “ขายในประเทศ” ก็ต้องมีการเสียภาษีตามพิกัดที่กำหนดไว้ตามปกตินะครับ
ั้งนี้สิ่งหนึ่งที่เราเห็น ก็คือ ศักยภาพของตลาดผู้บริโภคของจีน ในอนาคตอันใกล้ ประเทศจีนจะเปิดเสรีในเรื่องการค้าขายกับประเทศต่างๆ มากขึ้น ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วนะครับ อีกทั้ง เศรษฐกิจจีน และรายได้ของผู้บริโภคเหล่านั้น คาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการของจีน “เพิ่มขึ้น” ตามไปด้วย
“การที่เรามีช่องทางแบบนี้นะครับ ในการเข้าสู่ตลาด มีสินค้าและบริการมากขึ้น หรือเป็นศูนย์กลางให้กับการค้าขายในภูมิภาคนี้ ก็จะเป็นการเตรียมความพร้อม สำหรับรองรับผลประโยชน์และการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจและ SMEs ของไทย ในระยะต่อไปอีกด้วย พี่น้องในภาคเกษตร ก็มีโอกาสที่จะได้รับรายได้เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะเราเป็นผู้กำหนดราคาเอง อาจจะต้องผ่านการตรวจสอบนะครับ ว่ามีคุณภาพหรือไม่ ทุเรียนอ่อน หรือทุเรียนไม่มีคุณภาพหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้น เขาก็ไม่เอาไปขาย คนซื้อเขาเห็นแล้วเขาก็ไม่ซื้อ ไม่ได้ไปบังคับใคร จะต้องเข้าไป ALIPAY หรือเข้าไปใช้ อาลีบาบา ทั้งหมด ตัวเองต้องพร้อมด้วย ถ้ายังไม่พร้อมก็เข้าตลาดของเราไปก่อน เมือกี้ก็บอกไปแล้วนะครับ ของไทยก็มีอยู่ 2-3 อัน “
ทั้งนี้เพื่อจะเกิดความเชื่อมโยงระหว่างตลาดนะครับ ไปด้วยกันทั้งหมด ผมคาดหวังว่าผู้ประกอบการ รวมไปถึงเกษตรกร จะสามารถใช้ประโยชน์จากความร่วมมือนี้ ในการพัฒนาศักยภาพการผลิต หรือปรับตัว ปรับวิธีการทำธุรกิจและกระบวนการผลิต ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อย่างรู้เท่าทัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ก็ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าขายในภูมิภาคเท่านั้นนะครับ แต่จะช่วยยกระดับสินค้าไทย หรือผู้ประกอบการไทย ในเวทีการค้าโลกไปพร้อมกันด้วย ส่วนใหญ่เราจะรู้แต่การผลิตนะครับ ไม่ค่อยรู้ในเรื่องของการค้า เพราะฉะนั้น เกษตรกร หรือ SMEs เราก็จะได้รู้ระบบการค้าที่เป็นสากลด้วยนะครับ โดยการค้าออนไลน์นะครับ แล้วก็มีกฎหมายที่รองรับไว้ทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นภาครัฐก็จะเป็น “พี่เลี้ยง” โดยดึงกลไก “ประชารัฐ” ในกิจกรรมต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยเหลือกัน ในลักษณะ “พี่ช่วยน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน” เราจะต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน อย่าเอาเปรียบกันนะครับ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่หลอกลวงกันนะครับ เอาเปรียบเพื่อน เอาเปรียบคนอื่นนี่ ไม่ดีทั้งสิ้นนะครับ
ผมรับทราบว่ามีหลายฝ่ายที่อาจจะออกมาแสดงความคิดเห็น นี่จะเป็น “ทางเลือก” หนึ่งของเรา ของภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ที่เราจะขยายความร่วมมือออกไปสู่พันธมิตรรายอื่นที่มีการสร้างแพลตฟอร์มลักษณะเช่นนี้ด้วย
อาลีบาบา นั้นก็เป็นเจ้าใหญ่ในจีนนะครับ เจ้าหนึ่ง แต่ถ้าในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ก็มีรายอื่นที่มีความเข้มแข็ง และการเจรจาลงตัว รัฐบาลก็พร้อมที่จะร่วมมือกับเจ้าอื่นๆ ด้วยนะครับในอนาคต ขณะเดียวกันของเราก็ต้องเข้มแข็งไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้พี่น้องประชาชน มี “ทางเลือก” และให้เกิดการแข่งขันตามกลไก “ตลาดการค้าเสรี” ซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาของโลก
เพราะเป็นการนำสินค้าเข้าไปขายในระบบออนไลน์ ที่มีการสั่งซื้อโดยตรงจากผู้บริโภค กับผู้ผลิต และเกษตรกรที่ต้องได้รับการรับรอง จดทะเบียน ตรวจ สอบคุณภาพก่อนนะครับ จึงจะนำไปขายได้ อีกประการหนึ่งคือการค้าขายระหว่างประเทศในช่องทางเดิมอื่น ๆ ในปัจจุบัน ก็มีอยู่แล้วนะครับ อย่างพ่อค้าคนกลางบ้าง สมาคมส่งออกบ้าง ส่งออกอิสระบ้าง อะไรทำนองนี้นะครับ การค้าออนไลน์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราทำมาอยู่แล้วนะครับ ในแพลตฟอร์มของประเทศไทย ซึ่งก็ยังสามารถดำเนินไปตามเดิม แต่เราเอาเขามาช่วย เราจะพัฒนาแพลทฟอร์มของเราให้กว้างขวาง สะดวกขึ้นได้อย่างไร เหมือนที่เขาทำมานะครับ เราต้องอาศัยประสบการณ์ของเขา ของเพื่อนด้วย เราต้องรู้จักไว้ใจซึ่งกันและกันนะครับ คนไทยก็ต้องไว้ใจรัฐบาลบ้างในตรงนี้นะครับ เราพยายามทำให้ดีที่สุด
ซึ่งถ้าเราสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ก็ยิ่งจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนะครับ และเราก็ยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องเช่นเดิม ส่วนในความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทอาลีบาบา จะได้รับประโยชน์จากการใช้บริการของลูกค้าภายใต้ระบบภาษีที่กำหนดไว้ตามกฎหมายของเรานะครับ เช่นเดียวกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอื่น ๆ โดยบริษัทอาลีบาบานั้น จะเข้ามาช่วยพัฒนาระบบของเราให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และถือว่าเป็นระบบที่มีผู้รู้จักอยู่ทั่วโลกแล้ว นะครับ
ผมก็อยากให้ผู้ที่ยังมีความกังขาในเรื่องนี้ ได้เปิดใจรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายให้ครบถ้วน และกรุณาชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียก่อนจะตัดสินใจนะครับ เมื่อปีก่อนนั้น อาลีบาบา มาจับมือกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เอ๊ะ ทำไมเราไม่ทำบ้าง เราเสียโอกาสดี ๆ ไปหรือไม่ในการที่จะขยายศักยภาพของประเทศ ในการที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายในภูมิภาคไป
แต่พอเราจะทำขึ้นได้ในวันนี้ ก็มีข้อทักท้วงมาอีกแล้ว ทีความห่วงกังวลอีกนะครับ ทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้แหละครับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างไร มีความจริงใจต่อกันได้อย่างไรในคนที่จะมาลงทุน หรือจะมาร่วมมือกับเรา ผมในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งนะ ก็ให้ความเชื่อมั่นนะครับ ผมก็พยายามทำอย่างเต็มที่นั่นแหละนะ ในการที่จะขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาประเทศ สนับสนุนการค้าเสรี เพิ่มทางเลือก เพิ่มรายได้นะครับ กระจายรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับธุรกิจรายย่อย แล้วก็จะเกิดแรงผลักดันให้มีการปรับตัวของผู้ประกอบการในประเทศ วันหน้าเราต้องรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้นนะครับและการแข่งขันจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เรายิ่งช้าเราก็ยิ่งเสียเปรียบ เสียโอกาส เสียเวลานะครับ
เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนไทยจะได้รับนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราด้วยนะครับ ช่วยกันปรับตัว อย่าบอกว่าเอ๊ะ พอเขาเข้ามาแล้วบริการอย่างนี้เราจะเสียหาย ของเราต้องปรับตัวด้วยนะครับ แล้วเราก็ปรับไปด้วยกัน คู่ขนานกันไป ของเขา ของเรา ถ้าใครไม่ยอมปรับตัวเลย ยังไงวันหน้าก็ตกขบวนอยู่แล้วนะครับ ก็อยากให้ทุกคนได้พยายามปรับวิสัยทัศน์ แล้วก็จะมองเห็นทิศทางการพัฒนานะครับ ในโดลกยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้ประเทศเราหลุดพ้น จากกับดักรายได้ปานกลางได้นะครับ และข้อสำคัญได้ดูแลเกษตรกรที่ปลูกพืช ทำการเกษตรด้วยนะครับ”






