
ตีตรวน! อปท.ทุจริต - มท.ชงกฎหมายเพิ่มโทษปรับ-จำคุก-ตัดสิทธิ 10 ปี
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม ได้อนุมัติเห็นชอบข้อเสนอแนะเรื่องมาตรการการบังคับใช้กฎหมายเพื่อดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นเนื่องจากมีพฤติกรรมในทางทุจริตของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
รื้อคุณสมบัติใช้สิทธิเลือกตั้ง
และเพื่อกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นให้ได้มาซึ่งผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและปฏิบัติหน้าที่รักษาประโยชน์ส่วนรวมและของประชาชนในท้องถิ่น รวมถึงการจัดทำบริการสาธารณะของ อปท.เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ รวมทั้งป้องกันการทุจริตและการประพฤติมิชอบในวงราชการ และสร้างเสริมการบูรณาการงานภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาล และกำหนดกลไกการบริหารงานภาครัฐเพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ
โทษคุก-ปรับ-ถอนสิทธิ 10 ปี
ทั้งยังเพิ่มบทกำหนดโทษกรณีบุคคลซึ่งสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่า ตนเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมัครรับเลือกตั้ง โดยเพิ่มบทบัญญัติว่า “ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่า ตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปีและปรับตั้งแต่ 20,000 -200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี”
พร้อมกันนี้ได้แก้ไขกฎหมายจัดตั้ง อปท.รวม 5 ฉบับ เกี่ยวกับการดำเนินการการสอบสวน การวินิจฉัย และการสั่งให้สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้การดำเนินการมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากเดิม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสอบสวนและวินิจฉัยโดยเร็ว
สั่งให้พ้นจากตำแหน่งทุกกรณี
อย่างไรก็ดี การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ยังได้ยกเลิกคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามบางประการของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นหลายประการ อาทิ ยกเลิกข้อกำหนดที่ว่า “ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องไม่เป็นผู้ที่พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นเพราะเหตุมีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่กระทำกับ อปท.ยังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันรับสมัครเลือกตั้ง เนื่องจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามบางประการนั้นได้ถูกนำไปกำหนดไว้เป็นหลักเกณฑ์กลางเพื่อใช้กับสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นแล้ว
รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกของพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 โดยกำหนดให้บุคคลผู้เคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งถูกให้พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากกระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกและแก้ไขเพิ่มเติมการกระทำอันเป็นการต้องห้ามของผู้บริหารท้องถิ่น เช่น เดิมกำหนดให้ ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นหรือมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับหรือให้แก่ อปท.โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า เป็นการต่างตอบแทนหรือเอื้อประโยชน์ส่วนตนระหว่างกัน เป็นต้น
ตลอดจนแก้ไขเพิ่มเติมการดำเนินการเกี่ยวกับการสอบสวน วินิจฉัย และการสั่งให้ผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ให้สามารถดำเนินการสอบสวนแก้ผู้ถูกกล่าวหาได้ในทุกกรณีแม้ผู้ถูกกล่าวหานั้นจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม
โดยเพิ่มเติมข้อกำหนดว่า “ถ้าเห็นว่าผู้ถูกสอบสวนมีพฤติการณ์ตามที่ถูกสอบสวน ให้ผู้ว่าฯเสนอผลการสอบสวนพร้อมความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใน 15 วันนับแต่วันที่สอบสวนเสร็จ และให้รมว.มหาดไทยสั่งให้ผู้ถูกสอบสวนพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าผู้นั้นจะได้พ้นจากตำแหน่งไปก่อนแล้วหรือไม่ก็ตาม โดยในคำสั่งดังกล่าวให้ระบุเหตุที่ทำให้พ้นจากตำแหน่งไว้ และให้มีผลตั้งแต่วันที่รมว.มหาดไทยมีคำสั่ง ถ้าในขณะที่มีคำสั่งดังกล่าวผู้นั้นดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นอันเป็นผลจากการเลือกตั้งต่างวาระกันให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งที่กำลังดำรงอยู่ด้วย และให้ถือว่าวันที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาต้องห้ามการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ คำสั่งของรมว.มหาดไทยตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด”
ทั้งนี้ เมื่อครม.รับทราบผลการพิจารณาข้อเสนอแนะดังกล่าวตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทราบต่อไป หากไม่มีข้อทักท้วงใดๆให้ถือเป็นมติครม.ตามที่เสนอ
........................
ตีตรวน อปท.ทุจริต - มท.ชงกฎหมายเพิ่มโทษปรับ-จำคุก-ตัดสิทธิ 10 ปี |หน้า 16 เซกชั่นการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ |ฉบับ 3360 ระหว่างวันที่ 26-28 เม.ย.2561






