
นายกฯเร่งทุกฝ่ายใช้”วิทย์”สร้าง”ไทยเเลนด์ยุค4.0”
นายกฯเร่งทุกฝ่ายใช้”วิทย์”สร้าง”ไทยเเลนด์ยุค4.0”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า เราคงอยากจะเห็นประเทศไทยของเราเป็นอย่างไรนะครับ จะดีขึ้น จะมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น กับประเทศต่างๆ ได้อีกหรือไม่ ประชาชนยังคงใช้วิถีเดิมในการประกอบอาชีพ – ทำเกษตรกรรม หรือจะทำอย่างไรที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล “ยุค4.0” เพื่อมาช่วยในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศของเรา
พวกเราต้องลงมือนะครับ ร่วมทำไปด้วยกัน เราจะหวังพึ่งพิงแต่เพียงนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือสิ่งประดิษฐ์ “นำเข้า” โดยไม่พึ่งพาตนเองเลย เราคงไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่เราตั้งเอาไว้อย่างแน่นอนนะครับ สิ่งที่ผมจะบอก ก็คือ รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาจจะพูดง่ายๆ นะครับ ได้ 4 ประการ ก็คือ...
1. “วิทย์แก้จน” ก็คือ การสร้างอาชีพให้คนรุ่นใหม่และชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต และเพิ่มศักยภาพกลุ่มเกษตรกรเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในอดีตที่ยั่งยืน อาทิ ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสำคัญจากข้าว ผัก และผลไม้เช่น “น้ำนมข้าวยาคู” ที่มีสรรพคุณป้องกันเหน็บชา ชำระล้างลำไส้ และมีคาร์โบไฮเดรตวิตามินบี 1บี 2 และอีกมากมาย
ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้นะครับ แพ้นมจากพืชตระกูลถั่วหรือนมวัวได้ สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าระดับอุตสาหกรรม เป็นผลงานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” ทั้งนี้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวนั้น ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ทั้งน้ำมันรำข้าว ทั้งอาหารเสริม ล้วนเริ่มจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่มีข้าวเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต หากเราต่อยอดนำมาผลิตเป็นสิ่งดีๆ ให้ผู้บริโภค ก็จะช่วยให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป
และเมื่อมีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมขึ้นมา ก็จะทำให้การบริหารจัดการ ตั้งแต่วัตถุดิบทางการเกษตร “ต้นทาง” – การแปรรูป “กลางทาง” – การผลักดันและส่งเสริมด้านการตลาด “ปลายทาง” ให้กับสินค้าต่างๆ เป็นระบบมากขึ้น ขับเคลื่อนทั้งอุปสงค์ - อุปทานให้เหมาะสม ก็จะสามารถช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของชาวนาและเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทยต่อไปด้วย นะครับ
2. “วิทย์สร้างคน” ก็คือการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยกลไก “ประชารัฐ” ร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ช่วยหนุนเศรษฐกิจ ให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้” และการพัฒนากลุ่มคนทุกช่วงวัย อาทิ โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (FabricationLab) ที่ทั่วโลกรู้จักกันในนาม “FabLab” ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิศวกรรม ให้เด็กได้ฝึกทำการทดลอง และลงมือสร้างชิ้นงานจากความคิด ตามจินตนาการของเขานะครับ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และความภาค ภูมิใจ ทั้งนี้ ภายในปี พ.ศ.2565 ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนนักวิจัยเป็น “2 เท่า” ของที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือต้องเพิ่มอย่างน้อย 20,000 คนต่อปีนะครับ
เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศไทย 4.0 ที่ผ่านมาเราพบว่า ตลาดแรงงานของไทยยังขาดแคลน “วิศวกร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวิศวกรวิจัย ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาควิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เช่น “วิศวกรออกแบบ” ที่เป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งนำไปสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”
และ “วิศวกรปฏิบัติ” หรือ “นวัตกร”ที่สามารถนำความรู้เชิงช่างกับทฤษฎีมาผสมผสาน สร้างสรรค์เป็นนวัตกรรม ที่มีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ ในการผลิตบุคลากรให้ได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพนั้น เราเคยนำแนวคิดการเรียนรู้แบบ STEM มาใช้แต่อาจไม่พอแล้วนะครับในปัจจุบัน เราต้องเติมเต็มด้วยการสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ หรือทักษะทางศิลปะคือ “Art” เรียกใหม่ว่า STEAM นะครับ
อีกทั้ง ต้องให้ความสำคัญกับการฝึกลงมือปฏิบัติ การมีโอกาสใช้เป็นเครื่องมือในการบ่มเพาะเด็ก ตั้งแต่ระดับประถม จนถึงมัธยม และมหาวิทยาลัย แต่ปัญหาที่พบคือโรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐาน ที่ผ่านมากระทรวง ศึกษาธิการ ก็ได้จัดให้มีหลักสูตร “ทวิภาคี” ในการขอความร่วมมือกับสถานประกอบการ ให้นักเรียนอาชีวะได้เรียนทฤษฎีในสถานศึกษาแล้ว ได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการด้วยนะครับ
ปัจจุบัน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ได้วางแผนดำเนินโครงการสร้าง “แฟ้บแล็บ” ต้นแบบที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร และพัฒนากิจกรรมสำหรับนักเรียนและครู ให้ได้เข้ามาเรียนรู้ ฝึกทักษะวิศวกรรม รวมทั้งจัดให้มี “แฟ้บแล็บ” ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยอาชีวะที่มีความพร้อม รวม 150 แห่ง
พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักเรียนส่งผลงานประกวดแข่งขันในเวทีต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าว่าจะมีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 15,000 คน และครู 1,000 คน ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนวิศวกรและ นวัตกรให้กับประเทศได้ในอนาคตตามที่ตั้งเป้าไว้
3. “วิทย์เสริมแกร่ง” ก็ด้วยผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ประโยชน์ได้จริงเพื่อพัฒนาขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศ อาทิ โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (National Quality Infrastructure: NQI) เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและสร้างมาตรฐาน ที่สากลยอมรับ
อันที่จริงนั้น ประเทศไทยเราก็มีหน่วย งานที่เกี่ยวกับมาตรวิทยา การกำหนดมาตรฐาน และการรับรองระบบต่างๆ อยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ไม่เคยทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่สอดคล้อง ไม่บูรณาการกัน และขาดความเป็นเอกภาพในทางนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนให้เป็น NQI เหมือนที่ประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ เขามี และเขาจัดให้เป็นระบบนะครับ
ทำให้เราเสียโอกาสในอดีต และหากไม่เร่งดำเนินการ “10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ของเรา ก็จะสูญเสียโอกาสในการแข่งขันต่อไปนะครับ เพราะนานาชาติอาจมองว่าไม่ได้มาตรฐานโลก โดย 80% ของการค้าโลกอยู่ภายใต้มาตรฐานและกฎระเบียบดังกล่าว ดังนั้น เราต้องเริ่มพัฒนาและส่งเสริมการนำมาตรฐานและกระบวนการ NQI ไปใช้ในด้านต่างๆ
เช่น การกำหนดกฎระเบียบการบังคับใช้กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งวันนี้ รัฐบาลนี้ ก็ได้เริ่มต้นให้แล้ว และจะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปอุตสาหกรรมของประเทศในอนาคต ครับ
4. “วิทย์สู่ภูมิภาค” เป็นการกระจายองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดการแข่งขันและการกระจายรายได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ “หมู่บ้านวิทย์”ซึ่งเป็นแนวคิด “ศาสตร์พระราชา” เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปพัฒนาหมู่บ้าน ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้กับประชาชนทั่วประเทศ
เช่น(1) การพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยววิถีวิทย์ โดยนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาและยกระดับสินค้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจท้องถิ่น การบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐาน
(2) การพัฒนาภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมืองโดยการเพิ่มคุณสมบัติเป็นนวัตกรรม ที่มีรูปแบบที่ทันสมัย เป็นสากล แต่คงไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ให้เกิด “ไทยนิยม” อย่างยั่งยืน
(3) การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรครบวงจรโดยเน้นการผลิตให้ได้คุณภาพ เพื่อลดต้นทุน ครอบคลุมเกษตรพืชผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ ประมง
และ (4) การพัฒนาหมู่บ้านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยบรูณาการหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดการอนุรักษ์ สร้างความตระหนักด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โดยตั้งเป้าหมายปี 2561 นี้ ในการสร้าง “หมู่บ้านแม่ข่าย” 89 หมู่บ้าน ขยายผลใน 40 หมู่บ้านต่อปี พัฒนาผลิตภัณฑ์ มากกว่า 200ผลิตภัณฑ์ ผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี มากกว่า 5,000คนต่อปี สร้างนักวิทย์ชุมชน12,000คน เป็นต้น”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า เราคงอยากจะเห็นประเทศไทยของเราเป็นอย่างไรนะครับ จะดีขึ้น จะมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น กับประเทศต่างๆ ได้อีกหรือไม่ ประชาชนยังคงใช้วิถีเดิมในการประกอบอาชีพ – ทำเกษตรกรรม หรือจะทำอย่างไรที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล “ยุค4.0” เพื่อมาช่วยในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศของเรา
พวกเราต้องลงมือนะครับ ร่วมทำไปด้วยกัน เราจะหวังพึ่งพิงแต่เพียงนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือสิ่งประดิษฐ์ “นำเข้า” โดยไม่พึ่งพาตนเองเลย เราคงไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่เราตั้งเอาไว้อย่างแน่นอนนะครับ สิ่งที่ผมจะบอก ก็คือ รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาจจะพูดง่ายๆ นะครับ ได้ 4 ประการ ก็คือ...
1. “วิทย์แก้จน” ก็คือ การสร้างอาชีพให้คนรุ่นใหม่และชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต และเพิ่มศักยภาพกลุ่มเกษตรกรเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในอดีตที่ยั่งยืน อาทิ ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสำคัญจากข้าว ผัก และผลไม้เช่น “น้ำนมข้าวยาคู” ที่มีสรรพคุณป้องกันเหน็บชา ชำระล้างลำไส้ และมีคาร์โบไฮเดรตวิตามินบี 1บี 2 และอีกมากมาย
ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้นะครับ แพ้นมจากพืชตระกูลถั่วหรือนมวัวได้ สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าระดับอุตสาหกรรม เป็นผลงานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” ทั้งนี้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวนั้น ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ทั้งน้ำมันรำข้าว ทั้งอาหารเสริม ล้วนเริ่มจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่มีข้าวเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต หากเราต่อยอดนำมาผลิตเป็นสิ่งดีๆ ให้ผู้บริโภค ก็จะช่วยให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป
และเมื่อมีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมขึ้นมา ก็จะทำให้การบริหารจัดการ ตั้งแต่วัตถุดิบทางการเกษตร “ต้นทาง” – การแปรรูป “กลางทาง” – การผลักดันและส่งเสริมด้านการตลาด “ปลายทาง” ให้กับสินค้าต่างๆ เป็นระบบมากขึ้น ขับเคลื่อนทั้งอุปสงค์ - อุปทานให้เหมาะสม ก็จะสามารถช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของชาวนาและเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทยต่อไปด้วย นะครับ
2. “วิทย์สร้างคน” ก็คือการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยกลไก “ประชารัฐ” ร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ช่วยหนุนเศรษฐกิจ ให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้” และการพัฒนากลุ่มคนทุกช่วงวัย อาทิ โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (FabricationLab) ที่ทั่วโลกรู้จักกันในนาม “FabLab” ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิศวกรรม ให้เด็กได้ฝึกทำการทดลอง และลงมือสร้างชิ้นงานจากความคิด ตามจินตนาการของเขานะครับ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และความภาค ภูมิใจ ทั้งนี้ ภายในปี พ.ศ.2565 ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนนักวิจัยเป็น “2 เท่า” ของที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือต้องเพิ่มอย่างน้อย 20,000 คนต่อปีนะครับ
เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศไทย 4.0 ที่ผ่านมาเราพบว่า ตลาดแรงงานของไทยยังขาดแคลน “วิศวกร” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวิศวกรวิจัย ที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างภาควิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เช่น “วิศวกรออกแบบ” ที่เป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งนำไปสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”
และ “วิศวกรปฏิบัติ” หรือ “นวัตกร”ที่สามารถนำความรู้เชิงช่างกับทฤษฎีมาผสมผสาน สร้างสรรค์เป็นนวัตกรรม ที่มีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ ในการผลิตบุคลากรให้ได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพนั้น เราเคยนำแนวคิดการเรียนรู้แบบ STEM มาใช้แต่อาจไม่พอแล้วนะครับในปัจจุบัน เราต้องเติมเต็มด้วยการสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ หรือทักษะทางศิลปะคือ “Art” เรียกใหม่ว่า STEAM นะครับ
อีกทั้ง ต้องให้ความสำคัญกับการฝึกลงมือปฏิบัติ การมีโอกาสใช้เป็นเครื่องมือในการบ่มเพาะเด็ก ตั้งแต่ระดับประถม จนถึงมัธยม และมหาวิทยาลัย แต่ปัญหาที่พบคือโรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐาน ที่ผ่านมากระทรวง ศึกษาธิการ ก็ได้จัดให้มีหลักสูตร “ทวิภาคี” ในการขอความร่วมมือกับสถานประกอบการ ให้นักเรียนอาชีวะได้เรียนทฤษฎีในสถานศึกษาแล้ว ได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการด้วยนะครับ
ปัจจุบัน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ได้วางแผนดำเนินโครงการสร้าง “แฟ้บแล็บ” ต้นแบบที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร และพัฒนากิจกรรมสำหรับนักเรียนและครู ให้ได้เข้ามาเรียนรู้ ฝึกทักษะวิศวกรรม รวมทั้งจัดให้มี “แฟ้บแล็บ” ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยอาชีวะที่มีความพร้อม รวม 150 แห่ง
พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักเรียนส่งผลงานประกวดแข่งขันในเวทีต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าว่าจะมีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 15,000 คน และครู 1,000 คน ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนวิศวกรและ นวัตกรให้กับประเทศได้ในอนาคตตามที่ตั้งเป้าไว้
3. “วิทย์เสริมแกร่ง” ก็ด้วยผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ประโยชน์ได้จริงเพื่อพัฒนาขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศ อาทิ โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (National Quality Infrastructure: NQI) เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและสร้างมาตรฐาน ที่สากลยอมรับ
อันที่จริงนั้น ประเทศไทยเราก็มีหน่วย งานที่เกี่ยวกับมาตรวิทยา การกำหนดมาตรฐาน และการรับรองระบบต่างๆ อยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ไม่เคยทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่สอดคล้อง ไม่บูรณาการกัน และขาดความเป็นเอกภาพในทางนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนให้เป็น NQI เหมือนที่ประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ เขามี และเขาจัดให้เป็นระบบนะครับ
ทำให้เราเสียโอกาสในอดีต และหากไม่เร่งดำเนินการ “10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ของเรา ก็จะสูญเสียโอกาสในการแข่งขันต่อไปนะครับ เพราะนานาชาติอาจมองว่าไม่ได้มาตรฐานโลก โดย 80% ของการค้าโลกอยู่ภายใต้มาตรฐานและกฎระเบียบดังกล่าว ดังนั้น เราต้องเริ่มพัฒนาและส่งเสริมการนำมาตรฐานและกระบวนการ NQI ไปใช้ในด้านต่างๆ
เช่น การกำหนดกฎระเบียบการบังคับใช้กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งวันนี้ รัฐบาลนี้ ก็ได้เริ่มต้นให้แล้ว และจะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปอุตสาหกรรมของประเทศในอนาคต ครับ
4. “วิทย์สู่ภูมิภาค” เป็นการกระจายองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดการแข่งขันและการกระจายรายได้เพิ่มมากขึ้น อาทิ “หมู่บ้านวิทย์”ซึ่งเป็นแนวคิด “ศาสตร์พระราชา” เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปพัฒนาหมู่บ้าน ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้กับประชาชนทั่วประเทศ
เช่น(1) การพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยววิถีวิทย์ โดยนำระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาและยกระดับสินค้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจท้องถิ่น การบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐาน
(2) การพัฒนาภูมิปัญญาผ้าทอพื้นเมืองโดยการเพิ่มคุณสมบัติเป็นนวัตกรรม ที่มีรูปแบบที่ทันสมัย เป็นสากล แต่คงไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ให้เกิด “ไทยนิยม” อย่างยั่งยืน
(3) การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรครบวงจรโดยเน้นการผลิตให้ได้คุณภาพ เพื่อลดต้นทุน ครอบคลุมเกษตรพืชผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ ประมง
และ (4) การพัฒนาหมู่บ้านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยบรูณาการหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดการอนุรักษ์ สร้างความตระหนักด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โดยตั้งเป้าหมายปี 2561 นี้ ในการสร้าง “หมู่บ้านแม่ข่าย” 89 หมู่บ้าน ขยายผลใน 40 หมู่บ้านต่อปี พัฒนาผลิตภัณฑ์ มากกว่า 200ผลิตภัณฑ์ ผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี มากกว่า 5,000คนต่อปี สร้างนักวิทย์ชุมชน12,000คน เป็นต้น”






