
‘สนธิรัตน์’สั่งแก้ค่าครองชีพ
“สนธิรัตน์” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าครึ่งปีหลัง 5 เรื่องหลัก เน้นดูแลค่าครองชีพ-พัฒนาร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ-ผลักดัน e-Commerce-ดูแลสินค้า เกษตร-ส่งออก-ทำ Big Data และ Smart Ministry
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2561 จะมุ่ง 5 เรื่องหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจฐานราก e-Commerce สินค้าเกษตร การส่งออก และ Big Data และ Smart Ministry โดยได้สั่งการให้จัดทำ Workshop ในแต่ละกลุ่มโดยให้มีผู้บริหารระดับ 10 เป็นที่ปรึกษาของกลุ่ม และให้ร่วมกันระดมสมอง กับข้าราชการระดับผู้อำนวยการกอง เพื่อหาข้อสรุปในแต่ละเรื่อง รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนให้การทำงาน บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเอาไว้
[caption id="attachment_269382" align="aligncenter" width="503"]
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์[/caption]
สำหรับประเด็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพด้วยการเพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายให้กับประชาชนซึ่งจะต้องไปดูว่ามีวิธีการอะไรบ้าง ที่จะนำมาใช้ได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง และยังต้องเร่งพัฒนา ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ที่ปัจจุบันกำลังจะเพิ่มเป็น 4 หมื่นร้าน โดยต้องเพิ่มจำนวนรายการสินค้าราคาถูกให้เข้ามาจำหน่ายในร้านค้า และเพิ่มสินค้าชุมชน OTOP สินค้าเกษตร เข้ามาจำหน่ายด้วย
ด้าน e-Commerce จะต้องเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการ รวมไปถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์ ใช้ประโยชน์จากการค้าออนไลน์ โดยต้องช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการขนาดย่อม ขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมทั้ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ให้มีโอกาสทำการค้าผ่าน thaitrade.com และ e-Market place อื่นๆ การส่งเสริมให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าส่งค้าปลีก ร้านค้าชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชน OTOP เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ผ่านทางออนไลน์ เพราะเป็นช่องทางใหม่ที่จะทำให้ขายสินค้าได้มากขึ้น
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร เร่งจัดทำแผน การบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบครบวงจรเป็นรายสินค้า ภายใต้แนวคิดตลาดนำการผลิต อีกทั้งหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องติดตามสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีแผนรับมือล่วงหน้ากรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น รวมทั้งต้องมีแผนการหาตลาดรองรับผลผลิตทั้งใน และต่างประเทศที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร
ด้วยนวัตกรรม ส่งเสริมให้มีสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เพิ่มมากขึ้น และการส่งเสริมและผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ และสินค้าปลอดภัย ที่เป็นแนวโน้มใหม่ของโลก
ด้านยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศจะให้ความสำคัญกับการทำแผนและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการส่งออกโดยจะต้องมุ่งส่งเสริมและผลักดันให้ SMEs มีโอกาสในการส่งออกให้ได้มากขึ้น การเจาะตลาดเป็นรายประเทศที่จะต้องเน้นการขยายเข้าสู่ตลาด เมืองรอง เพื่อสร้างโอกาสให้กับสินค้า บริการ และการลงทุนของไทย และการใช้ยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Strategic Partnership) ในการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับประเทศคู่ค้าที่เป็นเป้าหมาย ซึ่งต้องมีแผนชัดเจนว่าจะบุกเจาะประเทศไหน สินค้าและบริการอะไร ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมมือกันได้
ขณะที่ส่วนของการบริหารจัดการข้อมูล Big Data ของกระทรวง จะต้องบูรณาการ จัดทำฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจ การค้าและให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัด การวิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้า ได้อย่างจริงจัง ซึ่งกระทรวงมีโรดแมปที่ชัดเจนในการก้าวสู่ Smart Ministry ในปี 2562โดยกำหนดแนวทางปฏิรูปการทำงาน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ให้มากขึ้น ซึ่งแต่ละกรมจะต้อง พิจารณาจัดทำแผนปฏิบัติงานให้สอดรับกับการปฏิรูป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,349 วันที่ 18 - 21 มีนาคม พ.ศ. 2561
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2561 จะมุ่ง 5 เรื่องหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจฐานราก e-Commerce สินค้าเกษตร การส่งออก และ Big Data และ Smart Ministry โดยได้สั่งการให้จัดทำ Workshop ในแต่ละกลุ่มโดยให้มีผู้บริหารระดับ 10 เป็นที่ปรึกษาของกลุ่ม และให้ร่วมกันระดมสมอง กับข้าราชการระดับผู้อำนวยการกอง เพื่อหาข้อสรุปในแต่ละเรื่อง รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนให้การทำงาน บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งเอาไว้
[caption id="attachment_269382" align="aligncenter" width="503"]
สำหรับประเด็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพด้วยการเพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายให้กับประชาชนซึ่งจะต้องไปดูว่ามีวิธีการอะไรบ้าง ที่จะนำมาใช้ได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง และยังต้องเร่งพัฒนา ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ที่ปัจจุบันกำลังจะเพิ่มเป็น 4 หมื่นร้าน โดยต้องเพิ่มจำนวนรายการสินค้าราคาถูกให้เข้ามาจำหน่ายในร้านค้า และเพิ่มสินค้าชุมชน OTOP สินค้าเกษตร เข้ามาจำหน่ายด้วย
ด้าน e-Commerce จะต้องเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการ รวมไปถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์ ใช้ประโยชน์จากการค้าออนไลน์ โดยต้องช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการขนาดย่อม ขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมทั้ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ให้มีโอกาสทำการค้าผ่าน thaitrade.com และ e-Market place อื่นๆ การส่งเสริมให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าส่งค้าปลีก ร้านค้าชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชน OTOP เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ผ่านทางออนไลน์ เพราะเป็นช่องทางใหม่ที่จะทำให้ขายสินค้าได้มากขึ้น
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร เร่งจัดทำแผน การบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบครบวงจรเป็นรายสินค้า ภายใต้แนวคิดตลาดนำการผลิต อีกทั้งหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องติดตามสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีแผนรับมือล่วงหน้ากรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น รวมทั้งต้องมีแผนการหาตลาดรองรับผลผลิตทั้งใน และต่างประเทศที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร
ด้วยนวัตกรรม ส่งเสริมให้มีสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ให้เพิ่มมากขึ้น และการส่งเสริมและผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ และสินค้าปลอดภัย ที่เป็นแนวโน้มใหม่ของโลก
ขณะที่ส่วนของการบริหารจัดการข้อมูล Big Data ของกระทรวง จะต้องบูรณาการ จัดทำฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจ การค้าและให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัด การวิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้า ได้อย่างจริงจัง ซึ่งกระทรวงมีโรดแมปที่ชัดเจนในการก้าวสู่ Smart Ministry ในปี 2562โดยกำหนดแนวทางปฏิรูปการทำงาน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ให้มากขึ้น ซึ่งแต่ละกรมจะต้อง พิจารณาจัดทำแผนปฏิบัติงานให้สอดรับกับการปฏิรูป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,349 วันที่ 18 - 21 มีนาคม พ.ศ. 2561






