
น้อมนำพระราชดำรัส "ร.10" นายกฯเเนะขรก.ใช้กฎหมาย ดำรงความเสมอภาคของสังคม
พล.อ.ประยุทธ์ จ้นทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”ว่า เนื่องจากเป็น “1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย” ของประเทศ โดยฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ย่อมมีเสรีภาพในส่วนของตน ไม่มีการก้าวก่าย แต่ทำงานต้องเกื้อกูลกัน บูรณาการกัน เพื่อประเทศชาติและประชาชสำหรับเรื่องสำคัญอีกเรื่อง คือเรื่อง “จิตสำนึก” ของคนในสังคม ตนคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้คนไทยมีจิตสำนึกมากขึ้น กล้าแสดงออกในทางที่ถูก ที่ผิดก็เยอะ เพราะฉะนั้นขอให้เอาเฉพาะที่แสดงในทางที่ถูกจะดีกว่า ตระหนักถึง “ภัยเงียบ” จากการทุจริต ที่ถ่วงความเจริญของสังคมไทยมาช้านาน วันนี้เราจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น หรือลอยนวลได้ แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
“ในการนี้ ผมขอน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้ ให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานแก่คณะผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรมที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่เป็นครั้งแรก ณ วันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา มีใจความสำคัญหลายประการ
อาทิ (1) ให้ยึดมั่นในศีลธรรมจรรยาบรรณของผู้พิพากษา ไม่ออกนอกกรอบที่ผิด จากสิ่งที่ได้เรียนรู้และศึกษามาว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรที่จะทำให้เดือดร้อนต่อชาติบ้านเมือง ก็ขอให้มีสติ มีปัญญา มีทัศนคติที่ถูกต้องและอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน
(2) กฎหมายไม่ว่าประเทศใด มีไว้เพื่อรักษาสิทธิ รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบ แต่กฎหมายนั้นมีความลึกซึ้ง ใช้ให้ดีก็ดี ใช้ไม่ดีหรือหาช่องโหว่ในการปฏิบัติต่างๆ ก็ไม่ดี เป็นเรื่องละเอียด อ่อน เป็นทั้งศาสตร์เเละศิลป์
และ (3) การปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้น หมายถึงการปฏิบัติหน้าที่ในนามของสถาบัน “ทั้ง 3 สถาบัน” คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ซึ่งเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาติ และเพื่อความสุข ความร่มเย็นความมั่นคงของราชอาณาจักร หรือ “บ้าน” ของเราทุกคนก็การให้ความยุติธรรม ถูกต้อง และโปร่งใสนั่นเอง
“ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมจะต้องเป็นที่พึ่งให้กับคนในสังคม ซึ่งเริ่มตั้งแต่ตำรวจ อัยการ จบที่ศาลนะครับ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ซึ่งล้วนก็ต้องว่ากันด้วย “หลักฐาน” ทั้งสิ้น มีการต่อสู้คดีนะครับ อัยการ ทนาย อันนั้นเป็นขั้นตอนทางกฎหมายนะครับ ซึ่งเราละเว้นไม่ได้ ไม่เพียงแต่เท่านี้
ผมก็อยากจะฝากไปถึงข้าราชการทุกคน ที่เป็นผู้ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ ในบทบาทผู้บังคับใช้กฎหมายต้องไม่แสวงประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย ไม่ตีความเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือพวกพ้อง เพราะท่านก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ในการดำรงไว้ซึ่ง “ความเสมอภาค” ในสังคม เมื่อมีความเสมอภาคแล้ว ความยุติธรรมก็คงอยู่คู่สังคมของเราต่อไปนะครับ”
อาทิ (1) ให้ยึดมั่นในศีลธรรมจรรยาบรรณของผู้พิพากษา ไม่ออกนอกกรอบที่ผิด จากสิ่งที่ได้เรียนรู้และศึกษามาว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรที่จะทำให้เดือดร้อนต่อชาติบ้านเมือง ก็ขอให้มีสติ มีปัญญา มีทัศนคติที่ถูกต้องและอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน
(2) กฎหมายไม่ว่าประเทศใด มีไว้เพื่อรักษาสิทธิ รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบ แต่กฎหมายนั้นมีความลึกซึ้ง ใช้ให้ดีก็ดี ใช้ไม่ดีหรือหาช่องโหว่ในการปฏิบัติต่างๆ ก็ไม่ดี เป็นเรื่องละเอียด อ่อน เป็นทั้งศาสตร์เเละศิลป์
และ (3) การปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้น หมายถึงการปฏิบัติหน้าที่ในนามของสถาบัน “ทั้ง 3 สถาบัน” คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ซึ่งเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาติ และเพื่อความสุข ความร่มเย็นความมั่นคงของราชอาณาจักร หรือ “บ้าน” ของเราทุกคนก็การให้ความยุติธรรม ถูกต้อง และโปร่งใสนั่นเอง
“ทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมจะต้องเป็นที่พึ่งให้กับคนในสังคม ซึ่งเริ่มตั้งแต่ตำรวจ อัยการ จบที่ศาลนะครับ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ซึ่งล้วนก็ต้องว่ากันด้วย “หลักฐาน” ทั้งสิ้น มีการต่อสู้คดีนะครับ อัยการ ทนาย อันนั้นเป็นขั้นตอนทางกฎหมายนะครับ ซึ่งเราละเว้นไม่ได้ ไม่เพียงแต่เท่านี้
ผมก็อยากจะฝากไปถึงข้าราชการทุกคน ที่เป็นผู้ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ ในบทบาทผู้บังคับใช้กฎหมายต้องไม่แสวงประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย ไม่ตีความเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือพวกพ้อง เพราะท่านก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ในการดำรงไว้ซึ่ง “ความเสมอภาค” ในสังคม เมื่อมีความเสมอภาคแล้ว ความยุติธรรมก็คงอยู่คู่สังคมของเราต่อไปนะครับ”






