
‘เลขาฯ อีอีซี’ แจง ม.44 ปลดล็อคผังเมือง 3 จังหวัด สร้างความมั่นใจนักลงทุน
จากกรณี เพจ ดร.สมนึก จงมีวศิน, เพจ พลเมืองต่อต้าน Single Gateway และ เพจ THE STANDARD ตั้งข้อสังเกต โดยโพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตัว วิจารณ์การออกคำสั่ง ม.44 ของ คสช. เรื่อง ข้อกําหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ EEC โดยมิให้นํากฎหมายว่าด้วยการผังเมืองมาใช้บังคับ ดังนี้
1.คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เพียงเพื่อต้องการผลักดันให้โครงการในพื้นที่ EEC ผ่านโดยเร็ว โดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและกฎหมายที่มีบังคับใช้อยู่
2.สาเหตุสำคัญที่ต้องเร่งออกคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากในขณะนี้โครงการมาบตาพุดเฟส 3 ที่จะมีการถมทะเลและมีการจัดทำรายงาน EHIA ส่งให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ไปแล้วนั้น ในทางกฎหมายโครงการนี้จะไม่สามารถผ่านการอนุมัติของ สผ. และ คชก. เพราะขัดกับกฎหมายผังเมืองของ จ.ระยอง แต่คำสั่งดังกล่าวได้ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง ฉะนั้นโครงการมาบตาพุดเฟส 3 จะได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างได้ รวมทั้งโครงการอื่นๆ ในอนาคต ในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่อื่นๆ ของ EEC ด้วย
[caption id="attachment_225362" align="aligncenter" width="503"]
คณิศ แสงสุพรรณ[/caption]
ล่าสุด นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาค สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สรกศ.) ขอชี้แจง ดังนี้
เหตุผลความจำเป็น
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนา EEC ครอบคลุม 3 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองซึ่งต่อไปจะพัฒนาไปเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อเป็นศูนย์กลางการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
คสช.ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวางแผนผังการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้การพัฒนาเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ในการพัฒนาดังกล่าว จึงได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 47/60 เรื่อง “ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ EEC โดยจัดให้มีการวางผังเมืองและพัฒนาเมืองในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” อันจะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่และเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพที่แท้จริงของพื้นที่ เพื่อดำเนินการคู่ขนานไปกับการจัดทำ พรบ. การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
ม.44 เรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกรมโยธาธิการและผังเมืองกับ สกรศ.ที่ต้องการให้มีการวางผังพื้นที่ 3 จังหวัดให้ต่อเนื่องกันโดยใช้ข้อมูลผังเมืองเดิมที่มีอยู่นำมาปรับปรุงให้เป็นผังพื้นที่เดียวกัน ทั้งนี้ เป็นการปรับปรุงการทำงานกรมโยธาธิการและผังเมืองให้กว้างขวางไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด หรือโครงการอื่นๆ ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สาระสำคัญของ ม.44 ที่จะนำไปดำเนินการ
1. ให้คณะกรรมการบริหารระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย
เพื่อให้ความเห็นชอบ ในเรื่องดังต่อไปนี้
1) นโยบายและแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
2) แผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินในภาพรวม
3) แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค
4) แผนการดำเนินงาน
ในเรื่องนี้ สกรศ ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วและมีความก้าวหน้าพอสมควร และจะเร่งนำเรื่องเสนอ กรศ โดยเร็ว
ทั้งนี้ ในการดำเนินการจัดทำภาพรวมดังกล่าว สกรศ. ได้คำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบ การเยียวยา ตามหลักการ ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตลอดเวลา
2. ในการจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค นั้น สกรศ. จะได้ทำงานร่วมกับกรมโยธาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนผังทั้ง 2 ให้แล้วเสร็จใน 6 เดือน หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายได้ให้ความเห็นชอบ โดยจะได้คำนึงถึงความต่อเนื่องและเชื่อมโยงของโครงสร้างพื้นฐาน
ระบบสาธารณูปโภคกับการพัฒนา EEC ใน 7 ระบบหลัก คือ
1) ระบบสาธารณูปโภค
2) ระบบคมนาคมและขนส่ง
3) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
4) ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การประกอบกิจการเป้าหมายและการอยู่อาศัย
5) ระบบบริหารจัดการน้ำ
6) ระบบการควบคุมและขจัดมลภาวะ
7) ระบบป้องกันอุบัติภัย
ทั้งนี้ ในการจัดทำแผนผังทั้ง 2 จะได้นำข้อมูลของผังเมืองรวมจังหวัดที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบันมาเป็นข้อมูลหลักในการจัดทำแผนภาพรวม
3. เมื่อจัดทำแผนผังทั้ง 2 เสร็จแล้ว สกรศ. จะได้ทำงานร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลัก ในการนำแผนผังดังกล่าวไปจัดทำผังเมืองขึ้นมาใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ทั้งนี้ ในระหว่างการจัดทำผังเมืองใหม่ จะได้ใช้แผนผังทั้ง 2 ที่ได้รับอนุมัติแล้วไปพลางก่อน
4. โดยกลไกการพิจารณาอนุมัติผังเมืองและทุกเรื่องสำคัญนั้น คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมรัฐมนตรีหลายท่านที่กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณารอบคอบ ไม่ได้ให้อำนาจบุคคลใด หรือสำนักงาน ที่จะอนุมัติผัง หรือดำเนินการได้โดยตนเอง
1.คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เพียงเพื่อต้องการผลักดันให้โครงการในพื้นที่ EEC ผ่านโดยเร็ว โดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและกฎหมายที่มีบังคับใช้อยู่
2.สาเหตุสำคัญที่ต้องเร่งออกคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากในขณะนี้โครงการมาบตาพุดเฟส 3 ที่จะมีการถมทะเลและมีการจัดทำรายงาน EHIA ส่งให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ไปแล้วนั้น ในทางกฎหมายโครงการนี้จะไม่สามารถผ่านการอนุมัติของ สผ. และ คชก. เพราะขัดกับกฎหมายผังเมืองของ จ.ระยอง แต่คำสั่งดังกล่าวได้ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง ฉะนั้นโครงการมาบตาพุดเฟส 3 จะได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างได้ รวมทั้งโครงการอื่นๆ ในอนาคต ในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่อื่นๆ ของ EEC ด้วย
[caption id="attachment_225362" align="aligncenter" width="503"]
ล่าสุด นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาค สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สรกศ.) ขอชี้แจง ดังนี้
เหตุผลความจำเป็น
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนา EEC ครอบคลุม 3 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองซึ่งต่อไปจะพัฒนาไปเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อเป็นศูนย์กลางการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
คสช.ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวางแผนผังการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้การพัฒนาเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ในการพัฒนาดังกล่าว จึงได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 47/60 เรื่อง “ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ EEC โดยจัดให้มีการวางผังเมืองและพัฒนาเมืองในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” อันจะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่และเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพที่แท้จริงของพื้นที่ เพื่อดำเนินการคู่ขนานไปกับการจัดทำ พรบ. การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
ม.44 เรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกรมโยธาธิการและผังเมืองกับ สกรศ.ที่ต้องการให้มีการวางผังพื้นที่ 3 จังหวัดให้ต่อเนื่องกันโดยใช้ข้อมูลผังเมืองเดิมที่มีอยู่นำมาปรับปรุงให้เป็นผังพื้นที่เดียวกัน ทั้งนี้ เป็นการปรับปรุงการทำงานกรมโยธาธิการและผังเมืองให้กว้างขวางไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด หรือโครงการอื่นๆ ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สาระสำคัญของ ม.44 ที่จะนำไปดำเนินการ
1. ให้คณะกรรมการบริหารระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย
เพื่อให้ความเห็นชอบ ในเรื่องดังต่อไปนี้
1) นโยบายและแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
2) แผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินในภาพรวม
3) แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค
4) แผนการดำเนินงาน
ในเรื่องนี้ สกรศ ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วและมีความก้าวหน้าพอสมควร และจะเร่งนำเรื่องเสนอ กรศ โดยเร็ว
ทั้งนี้ ในการดำเนินการจัดทำภาพรวมดังกล่าว สกรศ. ได้คำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบ การเยียวยา ตามหลักการ ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตลอดเวลา
2. ในการจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค นั้น สกรศ. จะได้ทำงานร่วมกับกรมโยธาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนผังทั้ง 2 ให้แล้วเสร็จใน 6 เดือน หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายได้ให้ความเห็นชอบ โดยจะได้คำนึงถึงความต่อเนื่องและเชื่อมโยงของโครงสร้างพื้นฐาน
ระบบสาธารณูปโภคกับการพัฒนา EEC ใน 7 ระบบหลัก คือ
1) ระบบสาธารณูปโภค
2) ระบบคมนาคมและขนส่ง
3) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
4) ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การประกอบกิจการเป้าหมายและการอยู่อาศัย
5) ระบบบริหารจัดการน้ำ
6) ระบบการควบคุมและขจัดมลภาวะ
7) ระบบป้องกันอุบัติภัย
ทั้งนี้ ในการจัดทำแผนผังทั้ง 2 จะได้นำข้อมูลของผังเมืองรวมจังหวัดที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบันมาเป็นข้อมูลหลักในการจัดทำแผนภาพรวม
3. เมื่อจัดทำแผนผังทั้ง 2 เสร็จแล้ว สกรศ. จะได้ทำงานร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลัก ในการนำแผนผังดังกล่าวไปจัดทำผังเมืองขึ้นมาใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ทั้งนี้ ในระหว่างการจัดทำผังเมืองใหม่ จะได้ใช้แผนผังทั้ง 2 ที่ได้รับอนุมัติแล้วไปพลางก่อน
4. โดยกลไกการพิจารณาอนุมัติผังเมืองและทุกเรื่องสำคัญนั้น คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมรัฐมนตรีหลายท่านที่กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณารอบคอบ ไม่ได้ให้อำนาจบุคคลใด หรือสำนักงาน ที่จะอนุมัติผัง หรือดำเนินการได้โดยตนเอง






