
คำพิพากษากลางคดี‘ข้าวจีทูจี’ (2) ไขปมซื้อขาย‘แท้ vs เทียม’
หลังได้รับแจ้งจากหน่วยงานคณะกรรมการควบ คุมและบริหารทรัพย์สินแห่งรัฐบาลจีนมณฑลห่ายหนานว่า เป็นรัฐวิสาหกิจ ผู้มีอำนาจลงนามคือ นายเซี่ยเหมี่ยน แล้ว นายมนัส อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในขณะนั้นได้ทำบันทึกลงวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ขอความเห็นชอบผลการเจรจาอ้างว่า คณะผู้แทนของบริษัทห่าย หนานฯ นำโดย “นายเซี่ยเหมี่ยน” เดินทางมาไทยเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 เพื่อเจรจาซื้อขายข้าวจีทูจีกับไทย โดยนายมนัส เป็นหัวหน้าคณะผู้เจรจา
ได้ข้อสรุปว่า บริษัทห่ายหนานฯ ประสงค์ขอซื้อปลายข้าวเหนียวปีการผลิต 2554/55 และปีการผลิต 2555 ปริมาณ 8 หมื่นตัน เสนอราคาซื้อตันละ 13,800 บาท โดยฝ่ายไทยแจ้งว่า มีข้าวเหนียวในสต๊อก 65,963 ตัน กำหนดเวลารับมอบใน 1 เดือน เสนอขายตันละ 14,230 บาท ซึ่งนายบุญทรงได้ให้ความเห็นชอบและราคาตามข้อเสนอของบริษัทห่ายหนานฯ รวมถึงการขอรับการแก้ไขบันทึกผลสรุปการเจรจาระหว่างบริษัทห่ายหนานฯ กับกรมการค้าต่างประเทศ กรณีที่บริษัทห่ายหนานฯ ขอปรับเพิ่มปริมาณปลายข้าวเหนียวอีก 1.5 หมื่นตัน หรือจาก 5 หมื่นตัน เป็น 6.5 หมื่นตัน ตามที่นายมนัส ทำบันทึกเสนอมาในวันเดียวกันนั้นเอง (3 ก.ย.54)
2 วันถัดมาบริษัทห่ายหนานฯ มีหนังสือแจ้งว่า ได้แต่งตั้งให้ นายลิตร พอใจ (จำเลยที่ 9) เป็นผู้แทนรับมอบอำนาจในการชำระค่าข้าว และดำเนินการด้านต่างๆ ของบริษัทห่ายหนานฯ
6 กันยายน 2555 นายมนัส ลงนามในสัญญาฉบับที่ 4 ตามข้อสรุปของการเจรจาดังกล่าวข้างต้น มีเงื่อนไขชำระเงิน 3 วิธีคือ ชำระแบบ L/C ชนิดเพิกถอนไม่ได้หรือโอนเงินผ่านธนาคาร หรือแคชเชียร์เช็ค กำหนดมอบให้แล้วเสร็จใน 1 เดือนนับจากวันส่งมอบครั้งแรก โดยข้าวตามสัญญาจะต้องใช้บริโภคในประเทศของผู้ซื้อเป็นหลัก แต่ผู้ซื้ออาจส่งข้าวให้ประเทศที่ 3ในลักษณะของการค้าหรือการบริจาคได้
การรับมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายข้าวฉบับที่ 1-3 มี นายสมคิด และ นายรัฐนิธ เป็นตัวแทนชำระเงินและรับมอบข้าวตามสัญญาฉบับที่ 1 จำนวน 1,820,815.66 ตัน ฉบับที่ 2 จำนวน 1,402,537.86 ตัน และฉบับที่ 3 จำนวน 1,654,453.13 ตัน ส่วนฉบับที่ 4 มี นายลิตร เป็นตัวแทนชำระเงินและรับมอบข้าว จำนวน 61,383.22 ตัน ทั้ง 4 สัญญาชำระด้วยแคชเชียร์เช็คหลายร้อยฉบับ
++แนวปฏิบัติขายข้าวจีทูจี
ในขณะที่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาฯ ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลายปาก เช่น นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ให้การว่า สมัยเป็นอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ครม.มอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานร่างกรอบยุทธศาสตร์ระบายมันสำปะหลัง โดยในการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายมันสำปะหลังเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ที่ประชุมมีมติว่า การเจรจาขายแบบ Government to Government หรือ G to G นั้น ให้ “G” ของประเทศผู้ซื้อ ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากประเทศผู้ซื้อนั้นด้วย และได้ส่งตัวอย่างร่างสัญญาขายมันสำปะหลังแบบจีทูจีไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งให้ความเห็นกลับมาว่า ร่างสัญญาที่ส่งมาให้พิจารณานั้นแม้จะยังไม่มีรายละเอียดผู้มีอำนาจลงนามในผู้ซื้อและผู้ขาย แต่เป็นหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่ยังไม่ครบองค์ประกอบเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี เนื่องจากผู้ลงนามในสัญญาต้องเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้ลงนามแทนรัฐ
[caption id="attachment_208847" align="aligncenter" width="503"]
ปกรณ์ นิลประพันธ์[/caption]
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ นักกฎหมายกฤษฎีกาผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ถ้อยคำว่า โดยธรรมชาติสัญญาแบบรัฐต่อรัฐต้องเป็นผู้มีอำนาจแทนรัฐ อันได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผู้ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ส่วนฝ่ายคู่สัญญาก็ต้องมีฐานะในทางกฎหมายเท่าเทียมกัน
นายเกริกไกร จีระแพทย์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เอกอัคร ราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และรมว.พาณิชย์ ก็ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า สัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ คู่สัญญาต้องเป็นตัวแทนของรัฐผู้ซื้อโดยแท้จริง รวมถึง นางอรนุช โอสถานนท์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และรมช.พาณิชย์ และ นายสกล หาญสุทธิวารินทร์ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ต่างยืนยันว่า การซื้อขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ คู่สัญญาต้องกระทำในนาม หรือเป็นตัวแทนของรัฐเป็นสำคัญ อาจเป็นรัฐมนตรี หรือหน่วยงาน องค์กร รัฐวิสาหกิจก็สามารถกระทำได้
เมื่อพิจารณาความเห็นของกฤษฎีกาประกอบความเห็นของข้าราชการระดับสูงสอดคล้องกัน ทั้งยังได้ความด้วยว่า แนวปฏิบัติของกรมการค้าต่างประเทศในการทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี ก็เป็นการทำสัญญาซื้อขายกับองค์กร หน่วยงาน หรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐผู้ซื้อมาโดยตลอด ประการสำคัญผลแห่งการทำสัญญานั้นย่อมก่อให้เกิดผลผูกพันต่อรัฐคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาจึงต้องได้รับมอบหมายจากรัฐคู่สัญญาด้วย ทั้งยังได้ความจาก นายเกริกไกร นางอรนุช และนางสาวชุติมา อีกว่า การทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจีนั้น จุดประสงค์สำคัญเพื่อการระบายข้าวออกนอกประเทศ ให้ข้าวไปตกอยู่แก่รัฐผู้ซื้อ และให้เงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ
[caption id="attachment_208850" align="aligncenter" width="503"]
เกริกไกร จีระแพทย์[/caption]
จากพยานหลักฐานดังกล่าว การทำสัญญาจีทูจี ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาจึงต้องเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากรัฐผู้ซื้อโดยอาจมอบหมายให้บุคคล หน่วยงาน องค์กร หรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อระบายสินค้าที่ตกลงซื้อขายออกนอกประเทศ นำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ โดยวิธีการซื้อขายเกิดจากการเจรจาระหว่างผู้แทนของแต่ละฝ่าย ไม่ได้ประมูลแข่งขันกัน บางครั้งอาจตกลงซื้อขายในราคาตํ่ากว่าตลาดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
++จีนยันผ่านCOFCOเท่านั้น
ขณะที่ นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการบริษัทไรซ์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำธุรกิจส่งออกข้าวมาตั้งแต่ปี 2520 ให้ข้อมูลว่า จีนให้หน่วยงานชื่อ China National Cereals, Oil and Foodstuff Import and Export Corporation (COFCO) เป็นตัวแทนการลงนามในสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี
แนวปฏิบัติของ กรมการค้าต่างประเทศ ที่ผ่านมาจะมอบหมายให้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ไปจัดสรรโควตาให้ผู้ประกอบการค้าข้าวซึ่งจากสถิติส่งออกย้อนหลัง 3 ปี บางครั้งก็เปิดประมูลให้ผู้ส่งออกข้าวแข่งขันกัน ด้วยเหตุนี้ ทำให้สมาคมต้องประสานงานกับ COFCO มาตลอดจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งนายวิชัย ก็คุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ของ COFCO หลายคน
หลังเกิดเหตุคดีนี้ขึ้นได้ติดต่อ มาดามหยางหงส์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน และนาย อเล็กซ์ ลี ผู้ช่วยของมาดามหยางหงส์ได้ข้อมูลว่า การนำเข้าข้าวของจีนจะมี คณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติ (National Development and Reform Commission-NDRC) เป็นผู้กำหนดสัดส่วน หรือโควตานำเข้าโดยแบ่งสัดส่วนนำเข้าข้าวให้ COFCO เป็นผู้นำเข้าข้าวแบบจีทูจี เพียงหน่วยงานเดียว
ส่วนองค์กรหรือหน่วยงานอื่นที่ NDRC กำหนดสัดส่วนหรือโควตานำเข้าข้าวในลักษณะของเอกชนนั้น ช่วงหลายปีนี้ NDRC กำหนดโควตานำเข้าข้าว 5.3 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวเมล็ดยาวและข้าวเมล็ดสั้นอย่างละครึ่ง ซึ่งการนำเข้าภายใต้โควตาจะเสียภาษีนำเข้า 1% นอกโควตาจะเสียภาษีนำเข้า 65% โดยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2556 นายอเล็กซ์ ลี ได้ส่งอี-เมลแจ้งว่า การนำเข้าข้าวของจีนแบบจีทูจีนั้นดูได้จากประกาศผ่านเว็บไซต์ขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่จะระบุว่า หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการในฐานะตัวแทนของรัฐบาลจีนสำหรับสินค้าธัญพืชทุกชนิดในรายการที่ 1-18 ได้แก่ NDRC หรือ COFCO เท่านั้น
สอดรับกับถ้อยคำของ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ที่ว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2556 ได้เข้าร่วมประชุมทางวิชาการซึ่งจัดโดย องค์การอาหารเกษตรสหประชาชาติ (FAO) ที่จีนได้ความว่า รัฐบาลจีนมีนโยบายผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเอง เมื่อจะเข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ประเทศสมาชิกเปิดการค้าเสรี จีนจึงกำหนดโควตานำเข้าข้าวเป็น 2 กรณี คือ รัฐบาลนำเข้าเองโดยมอบหมายให้ COFCO เป็นผู้นำเข้าแบบจีทูจี กึ่งหนึ่งให้เอกชนเป็นผู้นำเข้าแต่ไม่ถือเป็นการนำเข้าแบบจีทูจี
นายเกริกไกร นางอรนุช นางสาวชุติมา และนายสกล ต่างยืนยันตรงกันว่า การขายข้าวแบบจีทูจีกับจีนจะเจรจาขายผ่าน COFCO เท่านั้น ไทยไม่เคยขายข้าวจีทูจีกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ของจีนแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากที่นายบุญทรง ถูกปรับออกจากตำแหน่งได้มีการขายข้าวจีทูจีให้จีนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ปริมาณ 1 ล้านตัน โดยจีนใช้ COFCO เป็นหน่วยงานมาเจรจาและลงนามในสัญญาซื้อขายกับกรมการค้าต่างประเทศ
++สัญญา4ฉบับจีทูจีเก๊
สัญญาขายข้าวตามฟ้องทั้ง 4 ฉบับนั้น ข้อเท็จจริงศาลรับฟังเป็นที่ยุติว่า บริษัทกว่างตงฯ และบริษัทห่ายหนานฯ ไม่ได้รับมอบหมายจากจีนให้มาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับกรมการค้าต่างประเทศ หลังจากสัญญาบริษัทกว่างตงฯ มีหนังสือลงวันที่ 24 ตุลาคม 2555 ถึงกรมการค้าต่างประเทศแจ้งว่า มีการส่งข้าวไปยังทวีปแอฟริกา 1.9 ล้านตัน ทวีปเอเชีย 8 แสนตัน ตะวันออกกลาง 5 แสนตัน สหภาพยุโรปและอื่นๆ 3แสนตัน แต่ไม่มีเอกสารหรือหลักฐานยืนยันว่า ได้มีการส่งออกจากประเทศไทยจริง
ขณะที่บริษัทห่ายหนานฯนั้น ไม่เคยรายงานการส่งข้าวออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งได้ความจาก นายชูชัย อุดมโภชน์ รองอธิบดีกรมศุลกากรว่า สถิติข้าวส่งออกไปยังจีนที่ส่งโดยภาครัฐและภาคเอกชนปี 2554 มีปริมาณส่งออก 92,759.41 ตัน ปี 2555 จำนวน 176,213.71 ตัน และเดือนมกราคม-มิถุนายน 2556 จำนวน 106,285.17 ตัน
ผู้ประกอบการส่งออกข้าวต่างยืนยันว่า ไม่เคยรับจ้างบริษัทกว่างตงฯ และบริษัทห่าย-หนานฯ ส่งออกข้าวไปต่างประเทศ และการส่งออกข้าวไม่ว่าจะส่งออกโดยภาครัฐหรือเอกชนเป็นผู้ส่งออก จะต้องมีใบอนุญาตที่ออก โดยกรมการค้าต่างประเทศ และต้องผ่านพิธีการศุลกากร แต่การ ไต่สวนไม่ปรากฏหลักฐานว่า ทั้ง 2 บริษัทได้ส่งออกไป ชี้ให้ เห็นว่า การทำสัญญาซื้อขายข้าวมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการระบายข้าวไปต่างประเทศมาตั้งแต่แรก สัญญาซื้อขายข้าวทั้ง 4 ฉบับจึงมิใช่เป็นสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560
ได้ข้อสรุปว่า บริษัทห่ายหนานฯ ประสงค์ขอซื้อปลายข้าวเหนียวปีการผลิต 2554/55 และปีการผลิต 2555 ปริมาณ 8 หมื่นตัน เสนอราคาซื้อตันละ 13,800 บาท โดยฝ่ายไทยแจ้งว่า มีข้าวเหนียวในสต๊อก 65,963 ตัน กำหนดเวลารับมอบใน 1 เดือน เสนอขายตันละ 14,230 บาท ซึ่งนายบุญทรงได้ให้ความเห็นชอบและราคาตามข้อเสนอของบริษัทห่ายหนานฯ รวมถึงการขอรับการแก้ไขบันทึกผลสรุปการเจรจาระหว่างบริษัทห่ายหนานฯ กับกรมการค้าต่างประเทศ กรณีที่บริษัทห่ายหนานฯ ขอปรับเพิ่มปริมาณปลายข้าวเหนียวอีก 1.5 หมื่นตัน หรือจาก 5 หมื่นตัน เป็น 6.5 หมื่นตัน ตามที่นายมนัส ทำบันทึกเสนอมาในวันเดียวกันนั้นเอง (3 ก.ย.54)
2 วันถัดมาบริษัทห่ายหนานฯ มีหนังสือแจ้งว่า ได้แต่งตั้งให้ นายลิตร พอใจ (จำเลยที่ 9) เป็นผู้แทนรับมอบอำนาจในการชำระค่าข้าว และดำเนินการด้านต่างๆ ของบริษัทห่ายหนานฯ
6 กันยายน 2555 นายมนัส ลงนามในสัญญาฉบับที่ 4 ตามข้อสรุปของการเจรจาดังกล่าวข้างต้น มีเงื่อนไขชำระเงิน 3 วิธีคือ ชำระแบบ L/C ชนิดเพิกถอนไม่ได้หรือโอนเงินผ่านธนาคาร หรือแคชเชียร์เช็ค กำหนดมอบให้แล้วเสร็จใน 1 เดือนนับจากวันส่งมอบครั้งแรก โดยข้าวตามสัญญาจะต้องใช้บริโภคในประเทศของผู้ซื้อเป็นหลัก แต่ผู้ซื้ออาจส่งข้าวให้ประเทศที่ 3ในลักษณะของการค้าหรือการบริจาคได้
การรับมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายข้าวฉบับที่ 1-3 มี นายสมคิด และ นายรัฐนิธ เป็นตัวแทนชำระเงินและรับมอบข้าวตามสัญญาฉบับที่ 1 จำนวน 1,820,815.66 ตัน ฉบับที่ 2 จำนวน 1,402,537.86 ตัน และฉบับที่ 3 จำนวน 1,654,453.13 ตัน ส่วนฉบับที่ 4 มี นายลิตร เป็นตัวแทนชำระเงินและรับมอบข้าว จำนวน 61,383.22 ตัน ทั้ง 4 สัญญาชำระด้วยแคชเชียร์เช็คหลายร้อยฉบับ
++แนวปฏิบัติขายข้าวจีทูจี
ในขณะที่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาฯ ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลายปาก เช่น นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ให้การว่า สมัยเป็นอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ครม.มอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานร่างกรอบยุทธศาสตร์ระบายมันสำปะหลัง โดยในการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายมันสำปะหลังเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ที่ประชุมมีมติว่า การเจรจาขายแบบ Government to Government หรือ G to G นั้น ให้ “G” ของประเทศผู้ซื้อ ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากประเทศผู้ซื้อนั้นด้วย และได้ส่งตัวอย่างร่างสัญญาขายมันสำปะหลังแบบจีทูจีไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งให้ความเห็นกลับมาว่า ร่างสัญญาที่ส่งมาให้พิจารณานั้นแม้จะยังไม่มีรายละเอียดผู้มีอำนาจลงนามในผู้ซื้อและผู้ขาย แต่เป็นหนังสือสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่ยังไม่ครบองค์ประกอบเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี เนื่องจากผู้ลงนามในสัญญาต้องเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้ลงนามแทนรัฐ
[caption id="attachment_208847" align="aligncenter" width="503"]
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ นักกฎหมายกฤษฎีกาผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ถ้อยคำว่า โดยธรรมชาติสัญญาแบบรัฐต่อรัฐต้องเป็นผู้มีอำนาจแทนรัฐ อันได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผู้ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ส่วนฝ่ายคู่สัญญาก็ต้องมีฐานะในทางกฎหมายเท่าเทียมกัน
นายเกริกไกร จีระแพทย์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เอกอัคร ราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และรมว.พาณิชย์ ก็ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า สัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ คู่สัญญาต้องเป็นตัวแทนของรัฐผู้ซื้อโดยแท้จริง รวมถึง นางอรนุช โอสถานนท์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และรมช.พาณิชย์ และ นายสกล หาญสุทธิวารินทร์ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ต่างยืนยันว่า การซื้อขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ คู่สัญญาต้องกระทำในนาม หรือเป็นตัวแทนของรัฐเป็นสำคัญ อาจเป็นรัฐมนตรี หรือหน่วยงาน องค์กร รัฐวิสาหกิจก็สามารถกระทำได้
เมื่อพิจารณาความเห็นของกฤษฎีกาประกอบความเห็นของข้าราชการระดับสูงสอดคล้องกัน ทั้งยังได้ความด้วยว่า แนวปฏิบัติของกรมการค้าต่างประเทศในการทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี ก็เป็นการทำสัญญาซื้อขายกับองค์กร หน่วยงาน หรือรัฐวิสาหกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐผู้ซื้อมาโดยตลอด ประการสำคัญผลแห่งการทำสัญญานั้นย่อมก่อให้เกิดผลผูกพันต่อรัฐคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาจึงต้องได้รับมอบหมายจากรัฐคู่สัญญาด้วย ทั้งยังได้ความจาก นายเกริกไกร นางอรนุช และนางสาวชุติมา อีกว่า การทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจีนั้น จุดประสงค์สำคัญเพื่อการระบายข้าวออกนอกประเทศ ให้ข้าวไปตกอยู่แก่รัฐผู้ซื้อ และให้เงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ
[caption id="attachment_208850" align="aligncenter" width="503"]
จากพยานหลักฐานดังกล่าว การทำสัญญาจีทูจี ผู้มีอำนาจลงนามในสัญญาจึงต้องเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากรัฐผู้ซื้อโดยอาจมอบหมายให้บุคคล หน่วยงาน องค์กร หรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อระบายสินค้าที่ตกลงซื้อขายออกนอกประเทศ นำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ โดยวิธีการซื้อขายเกิดจากการเจรจาระหว่างผู้แทนของแต่ละฝ่าย ไม่ได้ประมูลแข่งขันกัน บางครั้งอาจตกลงซื้อขายในราคาตํ่ากว่าตลาดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
++จีนยันผ่านCOFCOเท่านั้น
ขณะที่ นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการบริษัทไรซ์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำธุรกิจส่งออกข้าวมาตั้งแต่ปี 2520 ให้ข้อมูลว่า จีนให้หน่วยงานชื่อ China National Cereals, Oil and Foodstuff Import and Export Corporation (COFCO) เป็นตัวแทนการลงนามในสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี
แนวปฏิบัติของ กรมการค้าต่างประเทศ ที่ผ่านมาจะมอบหมายให้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ไปจัดสรรโควตาให้ผู้ประกอบการค้าข้าวซึ่งจากสถิติส่งออกย้อนหลัง 3 ปี บางครั้งก็เปิดประมูลให้ผู้ส่งออกข้าวแข่งขันกัน ด้วยเหตุนี้ ทำให้สมาคมต้องประสานงานกับ COFCO มาตลอดจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งนายวิชัย ก็คุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ของ COFCO หลายคน
หลังเกิดเหตุคดีนี้ขึ้นได้ติดต่อ มาดามหยางหงส์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน และนาย อเล็กซ์ ลี ผู้ช่วยของมาดามหยางหงส์ได้ข้อมูลว่า การนำเข้าข้าวของจีนจะมี คณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติ (National Development and Reform Commission-NDRC) เป็นผู้กำหนดสัดส่วน หรือโควตานำเข้าโดยแบ่งสัดส่วนนำเข้าข้าวให้ COFCO เป็นผู้นำเข้าข้าวแบบจีทูจี เพียงหน่วยงานเดียว
ส่วนองค์กรหรือหน่วยงานอื่นที่ NDRC กำหนดสัดส่วนหรือโควตานำเข้าข้าวในลักษณะของเอกชนนั้น ช่วงหลายปีนี้ NDRC กำหนดโควตานำเข้าข้าว 5.3 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวเมล็ดยาวและข้าวเมล็ดสั้นอย่างละครึ่ง ซึ่งการนำเข้าภายใต้โควตาจะเสียภาษีนำเข้า 1% นอกโควตาจะเสียภาษีนำเข้า 65% โดยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2556 นายอเล็กซ์ ลี ได้ส่งอี-เมลแจ้งว่า การนำเข้าข้าวของจีนแบบจีทูจีนั้นดูได้จากประกาศผ่านเว็บไซต์ขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่จะระบุว่า หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการในฐานะตัวแทนของรัฐบาลจีนสำหรับสินค้าธัญพืชทุกชนิดในรายการที่ 1-18 ได้แก่ NDRC หรือ COFCO เท่านั้น
สอดรับกับถ้อยคำของ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ที่ว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2556 ได้เข้าร่วมประชุมทางวิชาการซึ่งจัดโดย องค์การอาหารเกษตรสหประชาชาติ (FAO) ที่จีนได้ความว่า รัฐบาลจีนมีนโยบายผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเอง เมื่อจะเข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ประเทศสมาชิกเปิดการค้าเสรี จีนจึงกำหนดโควตานำเข้าข้าวเป็น 2 กรณี คือ รัฐบาลนำเข้าเองโดยมอบหมายให้ COFCO เป็นผู้นำเข้าแบบจีทูจี กึ่งหนึ่งให้เอกชนเป็นผู้นำเข้าแต่ไม่ถือเป็นการนำเข้าแบบจีทูจี
นายเกริกไกร นางอรนุช นางสาวชุติมา และนายสกล ต่างยืนยันตรงกันว่า การขายข้าวแบบจีทูจีกับจีนจะเจรจาขายผ่าน COFCO เท่านั้น ไทยไม่เคยขายข้าวจีทูจีกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ของจีนแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากที่นายบุญทรง ถูกปรับออกจากตำแหน่งได้มีการขายข้าวจีทูจีให้จีนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ปริมาณ 1 ล้านตัน โดยจีนใช้ COFCO เป็นหน่วยงานมาเจรจาและลงนามในสัญญาซื้อขายกับกรมการค้าต่างประเทศ
++สัญญา4ฉบับจีทูจีเก๊
สัญญาขายข้าวตามฟ้องทั้ง 4 ฉบับนั้น ข้อเท็จจริงศาลรับฟังเป็นที่ยุติว่า บริษัทกว่างตงฯ และบริษัทห่ายหนานฯ ไม่ได้รับมอบหมายจากจีนให้มาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับกรมการค้าต่างประเทศ หลังจากสัญญาบริษัทกว่างตงฯ มีหนังสือลงวันที่ 24 ตุลาคม 2555 ถึงกรมการค้าต่างประเทศแจ้งว่า มีการส่งข้าวไปยังทวีปแอฟริกา 1.9 ล้านตัน ทวีปเอเชีย 8 แสนตัน ตะวันออกกลาง 5 แสนตัน สหภาพยุโรปและอื่นๆ 3แสนตัน แต่ไม่มีเอกสารหรือหลักฐานยืนยันว่า ได้มีการส่งออกจากประเทศไทยจริง
ขณะที่บริษัทห่ายหนานฯนั้น ไม่เคยรายงานการส่งข้าวออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งได้ความจาก นายชูชัย อุดมโภชน์ รองอธิบดีกรมศุลกากรว่า สถิติข้าวส่งออกไปยังจีนที่ส่งโดยภาครัฐและภาคเอกชนปี 2554 มีปริมาณส่งออก 92,759.41 ตัน ปี 2555 จำนวน 176,213.71 ตัน และเดือนมกราคม-มิถุนายน 2556 จำนวน 106,285.17 ตัน
ผู้ประกอบการส่งออกข้าวต่างยืนยันว่า ไม่เคยรับจ้างบริษัทกว่างตงฯ และบริษัทห่าย-หนานฯ ส่งออกข้าวไปต่างประเทศ และการส่งออกข้าวไม่ว่าจะส่งออกโดยภาครัฐหรือเอกชนเป็นผู้ส่งออก จะต้องมีใบอนุญาตที่ออก โดยกรมการค้าต่างประเทศ และต้องผ่านพิธีการศุลกากร แต่การ ไต่สวนไม่ปรากฏหลักฐานว่า ทั้ง 2 บริษัทได้ส่งออกไป ชี้ให้ เห็นว่า การทำสัญญาซื้อขายข้าวมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการระบายข้าวไปต่างประเทศมาตั้งแต่แรก สัญญาซื้อขายข้าวทั้ง 4 ฉบับจึงมิใช่เป็นสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560






