svasdssvasds

ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงปิโตรเลียม 4 ฉบับ

15 ส.ค. 2560 เวลา 11:00 น. 350
ครม.เห็นชอบ ร่างกฎกระทรวงปิโตรเลียม 4 ฉบับ กำหนดหลักเกณฑ์การสำรวจปิโตรเลียม ระบุพื้นที่พบปิโตรเลียมสูงกว่าค่าเฉลี่ย 39% ให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตกรณีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยให้ใช้  ระบบสัมปทาน คาดผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาได้กันยายนนี้ ก่อนเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบใหม่ในเดือนตุลาคม

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (15 สิงหาคม2560 ) ว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างกระทรวงและร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติมรวม 4 ฉบับ โดยก่อนหน้านี้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่ 7 ปี 2560 ได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งเป็นการให้ทางเลือกกับรัฐบาลในการให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยให้ตามระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือระบบสัญญาจ้างบริการมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศไทย นอกเหนือจากเดิมที่เคยให้เป็นระบบสัมปทานตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน วันนี้เป็นการดำเนินการปฏิรูปกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย
ซึ่งในวันนี้ ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงรวม 3 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 คือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ.. สาระสำคัญ คือ การกำหนดให้ผู้ขอสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต ต้องเป็นบริษัทที่มีทุนเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะสำรวจ ผลิตและจำหน่ายปิโตรเลียมและต้องมีหนังสือรับรองความจริงจากสถาบันที่เชื่อถือได้

kob

ในกรณีการขอเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต โดยบริษัทที่ไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะสำรวจผลิต และจำหน่ายปิโตรเลียม ต้องมีบริษัทอื่นที่รัฐบาลเชื่อถือรับรองที่จะเป็นผู้ให้ทุน เครื่องมืออุปกรณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญ เครื่องจักรจนเพียงพอ และต้องแสดงหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ในด้านทุนหรือการจัดระหว่างบริษัทอย่างชัดเจน นอกจากนี้ในการยื่นขอสิทธิดังกล่าวผู้ขอต้องเสนอข้อผูกพันในด้านปริมาณเงินและปริมาณงาน สำหรับโครงการสำรวจหรือผลิตโดยสังเขปโดยกำหนดให้ช่วงสำรวจมีระยะเวลาไม่เกิน6 ปี

ฉบับที่ 2 คือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ...ซึ่งเป็นการกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2560 ซึ่งมีทั้งหมดรวม 26 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่บททั่วไป การกำหนดระยะเวลาให้แต่ละสัญญามีระยะเวลาได้ไม่เกิน 39 ปี แบ่งออกเป็น ระยะเวลาสำรวจ 6 ปี ต่ออายุได้ 3 ปี มีระยะเวลาการผลิตได้ไม่เกิน 20 ปี ต่ออายุได้ครั้งเดียวไม่เกิน 10ปี

นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้รับสัญญามีหน้าที่นำส่งค่าภาคหลวงในอัตรา 10% ของผลผลิตรวมของปิโตรเลียม สำหรับค่าใช้จ่ายสามารถหักได้เท่าที่จ่ายจริง ตามที่แผนงานได้รับอนุมัติ แต่ไม่เกิน 50% ของผลผลิตรวม กรณีที่เกิน สามารถนำไปหักในไตรมาสถัดไปได้ ส่วนที่เหลือที่หักได้ผลผลิตรวม ค่าภาคหลวงและค่าใช้จ่ายของการขุดเจาะแล้ว หรือปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไรสามารถจัดสรรให้ผู้รับสัญญาได้ในอัตราไม่เกิน 50%

ฉบับที่ 3 คือ ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ โดยกำหนดให้ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตต้องส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐโดยหักจากผลผลิตรวมของปิโตรเลียมในอัตรา 10% โดยให้หักจากเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายผลผลิตรวมของปิโตรเลียม และยื่นแบบแสดงรายการนำส่งค่าภาคหลวงพร้อมการนำส่งค่าภาคหลวงเป็นสกุลเงินบาทไทยเป็นรายเดือนต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

และ 4.ร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการ อาทิ มีการกำหนดพื้นที่ที่มีการสำรวจปิโตรเลียมชัดเจน มีข้อมูลคาดการณ์ได้ว่า มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบตั้งแต่ 300 ล้านบาเรลขึ้นไป และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่เหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่มีค่ามากกว่า 400 ล้านบาเรลต่อหลุม หรือกรณีของก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ 3
ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตขึ้นไป และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติเหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่มากกว่า 4 หมื่นล้านลูกบาศก์ฟุตต่อหลุม ให้ใช้วิธีสัญญาจ้างบริการ

“พูดง่ายๆ คือ หลุมไหนที่มีศักยภาพสูงหลุมนั้นให้ใช้วิธี สัญญาจ้างบริการ ซึ่งประโยชน์ต่างๆที่เกิดขึ้นจะเกิดกับรัฐเป็นสำคัญ ทำให้ทรัพยากรคนไทยตกอยู่กับคนไทย นอกจากนี้จากข้อมูล ระบุว่า
ประเทศไทยมีโอกาสในการพบปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 39% ดังนั้น จึงกำหนดให้ในพื้นที่ใดที่มีโอกาสพบปิโตรเลียมสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 39%ให้ดำเนินการสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ดังกล่าวให้ใช้
ระบบแบ่งปันผลผลิต ส่วนกรณีที่มีโอกาสต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 39% ให้ใช้ระบบสัมปทาน ทั้งนี้ ให้มีการทบทวนเรื่องดังกล่าวทุกๆ 3 ปี”

นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า คาดว่าร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ทันเวลากับการเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบใหม่ในเดือนตุลาคมนี้