svasdssvasds

ก่อนวันพิพากษา #7 สิงหา56 วงเงินจำนำข้าวบาน7.6แสนล้าน หลายฝ่ายออกโรงเตือน

14 ส.ค. 2560 เวลา 14:54 น. 140
วันนี้ (14 ส.ค. 60) - นายทิฆัมพร ศรีจันทร์ บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ถึงคดีจำนำข้าว ในตอนที่ 7 ว่า "สิงหา56 วงเงินจำนำข้าวบาน7.6แสนล้าน หลายฝ่ายออกโรงเตือน"

โดยมีเนื้อความว่า "เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม2556 ช่วงที่นโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังพีค ได้เกิดปัญหาถกเถียงกันว่าจำนำข้าวจะมีปัญหาฐานะทางการคลังหรือไม่ เพราะใช้เงินไปสูงมากและขายออกไปได้น้อย และราคาต่ำกว่าที่จำนำเข้ามา โดยจำนำหมื่นห้าข้าวเปลือกคิดเป็นต้นทุนจำนำเป็นข้าวสาร 2.4 หมื่นบาทต่อตัน

กระทรวงคลังผู้ดูแลบัญชีของประเทศ รายงานไปยังรัฐบาลว่า ภายหลังจากรัฐบาลดำเนินนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดมาตั้งแต่ฤดูกาลผลิต ปี 2554/55 จนถึงฤดูกาลผลิตข้าวนาปรังปี 2555/56 ที่จำกัดปริมาณรับจำนำข้าวไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย รัฐบาลได้ใช้วงเงินสะสม สำหรับการรับจำนำจนถึงปัจจุบันแล้วประมาณ 7.6 แสนล้านบาท เกินกว่ากรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ที่ 5 แสนล้านบาท ตามที่ ครม. มีมติให้กระทรวงการคลังคุมวงเงินการใช้จ่ายให้อยู่ในกรอบดังกล่าวภายในสิ้นปี2556

นักวิชาการออกมาให้ความเห็น "มีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่ กระทรวงการคลัง จะสามารถคุมกรอบวงเงินไว้ที่ 5 แสนล้านบาทได้ เพราะได้ใช้วงเงินเกินไปแล้วประมาณ 2 แสนล้านบาท ยกเว้นกระทรวงพาณิชย์ จะสามารถคืนเงินจากการระบายข้าวได้ ซึ่งก็เป็นไปได้น้อยมาก แม้กระทรวงพาณิชย์จะมีสัญญาการขายข้าว แต่จะได้เงินก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบข้าวแล้วเท่านั้น"

มติ ครม.ได้กำหนดกรอบวงเงินจำนวน 5 แสนล้านบาท ในวงเงินดังกล่าวจะใช้เงินจาก 1.จากการกู้เงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันจำนวน 4.1 แสนล้านบาท ส่วนที่ 2.รัฐบาลกู้เงินจากสภาพคล่องธ.ก.ส.จำนวน 9 หมื่นล้านบาท

กรณีที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถระบายข้าว เพื่อนำเงินมาคืนเงินกู้ได้ทัน ครม.มีมติให้ธ.ก.ส.นำเงินสภาพคล่องไปสำรองใช้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ใช้เงินสำรองเป็นกรณีพิเศษแล้วจำนวน 1.6 แสนล้านบาท

ช่วงนั้นกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ได้คืนเงินจากการระบายข้าว เพื่อมาชำระหนี้แล้วจำนวน 1.14 แสนล้านบาท จากวงเงินที่จะคืน 2.2 แสนล้านบาทในปี2556

เงินที่กระทรวงพาณิชย์คืนมาดังกล่าว ได้ใช้หนี้คืนให้แก่ธ.ก.ส.จำนวน 9 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือ 2.4 หมื่นล้านบาท ได้นำมาชำระหนี้เงินกู้ที่คลังค้ำประกัน ทำให้มีวงเงินที่จะกู้เพื่อนำมาใช้ในโครงการ รวมกับวงเงินที่ยังไม่ได้กู้อีก 1.5 หมื่นล้านบาท เป็น 3.9 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับวงเงินที่ครม.อนุมัติให้นำวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำผลผลิตการเกษตรอื่น อีกประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีวงเงินที่จะใช้ในการรับจำนำรวม 8.6 หมื่นล้านบาท

ผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ในฤดูกาลผลิต ปี 2555/56 ขณะนั้นธ.ก.ส.ได้ดำเนินการรับจำนำข้าว ในฤดูกาลผลิตดังกล่าวไปแล้วจำนวนประมาณ 21 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 3.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น การรับจำนำข้าวนาปีจำนวน 15.03 ล้านตัน เป็นเงิน 2.3 แสนล้านบาท และ ข้าวนาปรังจำนวน 5.4 ล้านตัน เป็นเงิน 8 หมื่นล้านบาท

รัฐบาลกำหนดกรอบในการรับจำนำข้าวในฤดูกาลผลิต ปี 2555/56 ไว้ที่ 22 ล้านตัน เป็นเงิน 3.4 แสนล้านบาท มีการคาดการณ์ว่าการรับจำนำข้าวในฤดูกาลผลิตนั้น ซึ่งจะสิ้นสุด(ในช่วงเดือนพ.ย.ปีนั้น)จะอยู่ในกรอบที่กำหนดทั้งในแง่จำนวนเงินและจำนวนข้าว

นายสมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ให้ความเห็น กรณีสื่อต่างประเทศหลายรายเริ่มตั้งคำถามกับโครงการรับจำนำข้าว จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเงินจากโครงการรับจำนำข้าวไปไม่ถึงมือชาวนาระดับรากหญ้า ว่า ในช่วง 2 เดือน (ขณะนั้น)อัตราการตีพิมพ์ข่าวสารของต่างชาติ เรื่องจำนำข้าวมากเป็นพิเศษ โดยส่วนใหญ่ห่วงความสูญเสียจากโครงการ ที่จะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ และข้อเสนอส่วนใหญ่ให้เร่งระบายออก เพราะหากข้าวเก็บไว้เกิน 2 ปีจะมีปัญหาคุณภาพ ราคาจะลดต่ำลงไปอีก สร้างความเสียหายทางด้านการคลังมากขึ้นไปอีก

"จีดีพีภาคเกษตรมีจำนวน 1.2 ล้านล้านบาท ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวใช้เงินไปแล้ว 6.5 แสนล้านบาท เกิน 50% จีดีพีของภาคเกษตรไปแล้ว หากยังระบายไม่ได้ ภาระหนี้สินจะมากขึ้น และจะดึงทรัพยากรของประเทศมาอยู่ที่ข้าว ทำให้การลงทุนด้านอื่นจะด้อยไป เช่นการศึกษา การลงทุนโครงสร้าง ดังนั้นจะต้องลดราคาจำนำลงมาก เพราะปัจจุบันขาดทุนอยู่ตันละ 9,000- 10,000บาท

นายสมพร ยังให้ความเห็นว่า ราคารับจำนำที่เหมาะสม อยู่ประมาณ 11,000-12,000 บาทต่อตัน เพื่อไม่ให้ความสูญเสียขยายไปอีก จะช่วยให้ราคาข้าวเปลือกไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ เพื่อให้สามารถระบายออกได้ ทั้งนี้ต้นทุนชาวนาในเขตชลประทาน 7,000-8,000 บาท ขณะเดียวกันการจำกัดการจำนำต่อครัวเรือน ถือเป็นเรื่องดีต่อชาวนายากจน และเปิดให้กลไกตลาดทำงานได้บ้าง และหากสามารถลดเหลือจำนำแค่นาปี ก็จะช่วยลดความเสียหายได้มาก ซึ่งปัจจุบันชาวนาอีสาน ผลิตได้เพียงฤดูกาลเดียวอยู่แล้ว

มีสื่อต่างประเทศอย่างน้อย 2 ราย ที่ออกมาให้ความเห็นก่อนหน้านั้น คือ นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ และหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ได้ลงบทความเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวไทย โดยอีโคโนมิสต์ ระบุว่า รัฐบาลไทยที่ได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ และยังคงยึดติดอยู่กับนโยบายที่ย่ำแย่และมีราคาแพง ที่มีส่วนช่วยให้รัฐบาลได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2554 แต่ปัจจุบันได้สร้างความเสียหายให้กับทั้งสถานะทางการเงินของรัฐบาล และเศรษฐกิจโดยรวม

ขณะที่ วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุเงินจากโครงการรับจำนำข้าวไปไม่ถึงมือชาวนาระดับรากหญ้า มีแต่ชาวนาระดับกลาง และฐานะร่ำรวยเท่านั้น ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้

โครงการยังคงเดินหน้าต่อไป ต่อไปและต่อไป...."