
“ตุลาการผู้แถลงคดี”ชงถอนคำสั่ง-คืนสิทธิประโยชน์อดีตบิ๊กสรรพากร
ศาลปกครองกลางพิจารณาคดี ป.ป.ช.ร้องรื้อคดีอดีตอธิบดีกรมสรรพากร ฟ้องปลัดคลัง ปมปลดออกจากราชการ ฐานไม่เรียกเก็บภาษี "บรรณพจน์"รับโอนหุ้นชินคอร์ป “ตุลาการผู้แถลงคดี”เห็นแย้งมติป.ป.ช. เสนอถอนคำสั่งปลดออก-คืนสิทธิประโยชน์
วันนี้ (12 ก.ย.) ศาลปกครองกลาง ได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้องขอให้พิจารณาใหม่ ในคดีที่นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ฟ้องปลัดกระทรวงการคลัง กรณีถูกลงโทษปลดออกจากราชการสืบเนื่องจากกรณีป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายศิโรตม์ กับพวก กรณีไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้จากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่รับโอนหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 738 ล้านบาท จาก น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี ผู้ถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร
โดยก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งปลดออกจากราชการ และคืนสิทธิประโยชน์แก่นายศิโรตม์ แต่ป.ป.ช.ได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่า เป็นบุคคลภายนอกมีส่วนได้ส่วนเสีย และถูกกระทบจากคำพิพากษา จนสุดท้ายศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำร้องของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
สำหรับการพิจารณาคดีในวันนี้ นายศิโรตม์ ในฐานะผู้ฟ้องคดี และป.ป.ช.ในฐานะผู้ร้อง ได้ทำคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรส่งให้องค์คณะตุลาการฯ พิจารณา ส่วนปลัดกระทรวงการคลังในฐานนะผู้ถูกฟ้องไม่มาศาล
จากนั้นองค์คณะได้ให้ตุลาการผู้แถลงคดี ซึ่งเป็นตุลาการนอกองค์คณะแถลงความเห็นส่วนตนที่ไม่มีผลผูกพันธ์ต่อการวินิจฉัยคดีขององค์คณะ โดยตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า คำโต้แย้งของป.ป.ช.ที่อ้างว่า มติชี้มูลความผิดนายศิโรตม์ กับพวก เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองไม่มีอำนาจรับคำฟ้องไว้พิจารณานั้นไม่อาจรับฟังได้ คำสั่งปลัดกระทรวงการคลังที่สั่งลงโทษปลดนายศิโรตม์ ออกจากราชการก็เป็นผลมาจากมติชี้มูลความผิดของป.ป.ช. ขณะที่การไม่เรียกเก็บภาษีหุ้นชินฯ ของนายศิโรตม์ ก็มีการพิจารณาจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งความเห็นของสำนักตรวจสอบภาษี และสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร รวมทั้งได้เรียกเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องชี้แจง ก่อนที่จะพิจารณา ซึ่งความเห็นของหน่วยงานทั้งหมดก็เป็นไปในแนวทางเดียวกันว่าการโอนหุ้นดังกล่าวถือเป็นการให้โดยเสน่หา และคุณหญิงพจมาน อยู่ในวิสัยจะให้ได้ เพราะเป็นการให้ในโอกาสที่นายบรรณพจน์ แต่งงานมีครอบครัว พร้อมได้ลูกชาย จึงเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร
ประกอบกับกระทรวงการคลังเองไม่มีระเบียบปฏิบัติในเรื่องการโอนหุ้นที่เข้าตามข้อยกเว้นดังกล่าว ดังนั้นจึงถือว่าการกระทำของนายศิโรตม์ ได้พิจารณาตามสมควรแล้วก่อนที่จะมีการสั่งการ และไม่ปรากฏหลักฐานว่านายศิโรตม์ ได้ประโยชน์จากการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ดังนั้นตุลาการผู้แถลงคดีจึงเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจของนายศิโรตม์ ในกรณีนี้ไม่ใช่การใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างที่ป.ป.ช.ชี้มูล จึงควรที่องค์คณะจะพิจารณา ยกเลิกคำสั่งปลัดกระทรวงการคลัง ที่สั่งลงโทษปลดนายศิโรตม์ ออกจากราชการ แต่เนื่องจากนายศิโรตม์ เกษียณอายุราชการแล้วไม่สามารถพิจารณาให้กลับไปรับราชการได้อีก จึงควรจะคืนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ให้กับนายศิโรตม์ โดยให้มีผลย้อนไปตั้งแต่มีคำสั่งดังกล่าว
วันนี้ (12 ก.ย.) ศาลปกครองกลาง ได้ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้องขอให้พิจารณาใหม่ ในคดีที่นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ฟ้องปลัดกระทรวงการคลัง กรณีถูกลงโทษปลดออกจากราชการสืบเนื่องจากกรณีป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายศิโรตม์ กับพวก กรณีไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้จากนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ที่รับโอนหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 738 ล้านบาท จาก น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี ผู้ถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร
โดยก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งปลดออกจากราชการ และคืนสิทธิประโยชน์แก่นายศิโรตม์ แต่ป.ป.ช.ได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่า เป็นบุคคลภายนอกมีส่วนได้ส่วนเสีย และถูกกระทบจากคำพิพากษา จนสุดท้ายศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำร้องของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
สำหรับการพิจารณาคดีในวันนี้ นายศิโรตม์ ในฐานะผู้ฟ้องคดี และป.ป.ช.ในฐานะผู้ร้อง ได้ทำคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรส่งให้องค์คณะตุลาการฯ พิจารณา ส่วนปลัดกระทรวงการคลังในฐานนะผู้ถูกฟ้องไม่มาศาล
จากนั้นองค์คณะได้ให้ตุลาการผู้แถลงคดี ซึ่งเป็นตุลาการนอกองค์คณะแถลงความเห็นส่วนตนที่ไม่มีผลผูกพันธ์ต่อการวินิจฉัยคดีขององค์คณะ โดยตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า คำโต้แย้งของป.ป.ช.ที่อ้างว่า มติชี้มูลความผิดนายศิโรตม์ กับพวก เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองไม่มีอำนาจรับคำฟ้องไว้พิจารณานั้นไม่อาจรับฟังได้ คำสั่งปลัดกระทรวงการคลังที่สั่งลงโทษปลดนายศิโรตม์ ออกจากราชการก็เป็นผลมาจากมติชี้มูลความผิดของป.ป.ช. ขณะที่การไม่เรียกเก็บภาษีหุ้นชินฯ ของนายศิโรตม์ ก็มีการพิจารณาจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งความเห็นของสำนักตรวจสอบภาษี และสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร รวมทั้งได้เรียกเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องชี้แจง ก่อนที่จะพิจารณา ซึ่งความเห็นของหน่วยงานทั้งหมดก็เป็นไปในแนวทางเดียวกันว่าการโอนหุ้นดังกล่าวถือเป็นการให้โดยเสน่หา และคุณหญิงพจมาน อยู่ในวิสัยจะให้ได้ เพราะเป็นการให้ในโอกาสที่นายบรรณพจน์ แต่งงานมีครอบครัว พร้อมได้ลูกชาย จึงเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร
ประกอบกับกระทรวงการคลังเองไม่มีระเบียบปฏิบัติในเรื่องการโอนหุ้นที่เข้าตามข้อยกเว้นดังกล่าว ดังนั้นจึงถือว่าการกระทำของนายศิโรตม์ ได้พิจารณาตามสมควรแล้วก่อนที่จะมีการสั่งการ และไม่ปรากฏหลักฐานว่านายศิโรตม์ ได้ประโยชน์จากการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ดังนั้นตุลาการผู้แถลงคดีจึงเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจของนายศิโรตม์ ในกรณีนี้ไม่ใช่การใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างที่ป.ป.ช.ชี้มูล จึงควรที่องค์คณะจะพิจารณา ยกเลิกคำสั่งปลัดกระทรวงการคลัง ที่สั่งลงโทษปลดนายศิโรตม์ ออกจากราชการ แต่เนื่องจากนายศิโรตม์ เกษียณอายุราชการแล้วไม่สามารถพิจารณาให้กลับไปรับราชการได้อีก จึงควรจะคืนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ให้กับนายศิโรตม์ โดยให้มีผลย้อนไปตั้งแต่มีคำสั่งดังกล่าว






