
คู่แฝด‘ก.ม.ยุทธศาสตร์-ปฏิรูป’ตีกรอบ‘เปลี่ยนผ่านประเทศ’
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 216 เสียง เห็นชอบร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศต่อจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ที่จะสิ้นสุดลง
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.ให้สัมภาษณ์ “ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ” ออกอากาศทางคลื่น 98.5 เมกะเฮิร์ตซ สถานีสปริง เรดิโอ ฉายภายกระบวนการใหม่ของการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และการส่งมอบภารกิจเพื่อเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านที่จะมีผลยั่งยืน มีรายละเอียด น่าสนใจดังนี้
เป็นการสานงานต่อจากไม้ผลัดที่ 2 สู่ที่ 3 จากสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาเป็นสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ ตอนนี้ก็จะมีคณะกรรมการปฎิรูปประเทศ อย่างน้อยอีก 11 คณะมาขับเคลื่อนต่อ เป็นการสานงานต่อและก่องานใหม่ไปเรื่อย ๆ เหมือนกับการรีเอ็นจีเนียริ่งบริษัท ที่ต้องทำไปไม่หยุด
กลไกใหม่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งสนช.ผ่านวาระ 3 รอขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมาย ภายในไม่เกิน 3 สิงหาคม เพราะฉะนั้นภายใต้กฎหมายที่ผ่านวาระ 3 จะมีคณะกรรมการร่วมของคณะกรรมการปฎิรูปประเทศแต่ละด้าน ซึ่งกำหนดไว้ 10+1 คือ 10 ด้านและอื่น ๆ โดยกรรมการร่วมคือ ประธานจากคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้าน ซึ่งมี 11 คน บวกด้วยประธานกรรมการปฏิรูปร่วม คือ กรรมการจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 1 ท่าน ที่ได้รับมอบหมายให้มาเป็นประธานของกรรมการฯร่วม
อีกระดับหนึ่งคือ คณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ซึ่งมี 10+1 กับด้านอื่น ๆ ถ้าจะมีเพิ่มเติมก็ให้เป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะกรรมการปฎิรูปด้านต่าง ๆ นี้แต่ละชุดจะมีไม่เกิน 14 ท่าน มีประธาน 1 ท่าน และกรรมการอื่นไม่เกิน 13 ท่าน เป็นโครงสร้างใหม่
[caption id="attachment_170298" align="aligncenter" width="503"]
อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.[/caption]
สำหรับภารกิจขึ้นกับอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายปฏิรูปที่กำหนดไว้ ออกแบบให้เป็นรูปของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วยผู้มีคุณวุฒิทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกรรมการ ดังนั้น จะเป็นลักษณะโครงสร้างของคณะกรรมการที่เข้ามานำเสนอและติดตามการปฏิรูปด้วย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจให้ด้วยว่า หากหน่วยงานรัฐใดไม่ปฎิบัติตาม ก็อาจถูกป.ป.ช.เข้าไปดำเนินการ ถึงขั้นถูกให้ออกจากราชการหรือออกจากตำแหน่ง
เพราะฉะนั้น สภาพการบังคับใช้ของคณะกรรมการปฏิรูปครั้งนี้จึงต่างจากคณะกรรมการปฏิรูปในอดีตที่ผ่านมา ที่เพียงให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษา แล้วรายงานขึ้นมา ส่งผลให้รัฐบาลหรือภาคีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ได้ขับเคลื่อนอะไร เพราะไม่ได้มีกลไกหรือหรืออำนาจอะไรไปทำ ครั้งนี้จึงต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คือเหมือนแฝดอินจัน ระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นพี่ใหญ่ กับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่เป็นน้องเล็ก กระบวนการขั้นตอนการเสนอแผนปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน หรือกฎหมายที่เห็นควรปฏิรูป จะมีขั้นตอนการเสนอคือ
1.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน เสนอรายงานหรือกฎหมายที่ควรจัดทำใหม่ ไปให้กรรมการร่วม ซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการปฏิรูปทุกคณะ บวกด้วยประธาน ที่มาจากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ได้รับมอบหมายให้มาเป็นประธาน
ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการปฏิรูปร่วมแล้ว ก็ส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณา ถ้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติดูแล้ว เห็นว่ารายงานหรือแผนปฏิรูปที่เสนอมาอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ก็ส่งให้ ครม.พิจารณา เมื่อครม.พิจารณาแล้วให้ความเห็นชอบ ก็ส่งให้สภารับทราบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และรัฐมนตรีจะต้องรายงานความคืบหน้าของการปฏิรูปของทุกแผนต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน รัฐสภาคือประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้วางไว้ด้วยว่า ให้วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นเรกกูเลเตอร์คอยกำกับ
“เป็นการออกแบบโดยภาพรวม ไม่ใช่ว่าตั้งกรรมการปฏิรูปแล้วให้ไปต่อสู้เอาเองตามยะถากรรม จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้อย่างที่เคยเป็นมา ตรงนี้เป็นการจัดวางใหม่ เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศไว้ จึงมีศักดิ์และศรีเสมอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ”
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศเป็นภารกิจที่ต้องทำตลอดไป เหมือนบริษัทที่จะต้องรีเอ็นจิเนียริ่ง ต้องยกเครื่องเป็นระยะ เหมือนเครื่องยนต์ใช้ไปแล้วครบอายุ 7 ปี 10 ปี 20 ปี ก็ต้องยกเครื่องต้องปรับปรุงอยู่เสมอ จุดแข็งของประเทศ ขีดความสามารถเราจะได้แข็งแกร่งกว่าทุกคน ปัญหาอะไรที่มีอยู่ในระบบราชการ จะเรื่องของความล่าช้าขั้นตอนเยอะ หรือเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งมีคุณธรรม หรือการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งไม่ใช่จะเสร็จในปี 2 ปี ประเทศใดทำต่อเนื่องจึงจะเป็นมหาอำนาจ
“ถ้าเราต้องการเป็นแชมป์โลก ไม่ว่าจะเป็นนักมวยหรือนักแบดมินตันอย่างน้องเมย์ ต้องฝึกมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ กว่าจะขึ้นเป็นแชมป์โลกอายุเกือบ 20 ปีแล้ว ประเทศก็เหมือนกัน ไทยมีศักยภาพมากของโลก เราติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกหลายสิบรายการ และอยู่บนความหลากหลายทั้งฐานเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และอื่น ๆ เหนือกว่าทุกประเทศ เพียงแต่ว่าถ้าเราจะสามารถเจียระนัย รีเอ็นจิเนียริ่ง แก้ปัญหาหมักหมมสะสมที่เป็นจุดอ่อน ไม่มีประเทศไหนไม่มีจุดอ่อน แต่จุดแข็งของเราดีมากอยู่แล้ว ขอเพียงเสริมเติมแต่งเราก็จะสามารถก้าวสู่ประเทศชั้นนำได้ อย่าดูถูกดูแคลนประเทศตัวเองเท่านั้น”
++ รัฐบาลใหม่รื้อปฏิรูปผ่านสภา
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปมีช่องทางอยู่ เพราะก็ต้องให้เกียรติรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คือต้องผ่านรัฐสภา ถ้าคณะรัฐมนตรีเห็นว่าควรแก้ไขอะไร เพราะถือว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ทั้งนี้ก็ต้องหารือกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งโดยโครงสร้างนายกฯ เป็นประธาน มีการยึดโยงเพื่อให้เกิดความราบรื่นและเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้
สำหรับผู้ที่จะเสนอเรื่องให้ปฏิรูปเข้าสู่คณะกรรมการปฏิรูปได้นั้น ประชาชนทั่วไปก็เสนอได้ รวมถึงที่คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านจะหยิบยกขึ้นมาหรือเห็นพ้องต้องกันหลาย ๆ ฝ่าย
ส่วนวาระหรือประเด็นหลัก ๆ ของการปฏิรูป มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือเนื้อหาหรือประเด็น ส่วนที่ 2 คือกระบวนการและขั้นตอน ซึ่งคราวนี้ถือว่าไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เป็นการสานต่อจากแผนหรือพิมพ์เขียวปฏิรูปของสปช. ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือในร่างกฎหมายในเจตนารมณ์ของคำปรารภ ว่าในการปฏิรูปให้คำนึงถึงแผนหรือพิมพ์เขียวการปฏิรูปของสปช. แผนปฏิรูปของสปท. ตลอดถึงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาสู่การดำเนินการปฏิรูปประเทศในสาขานั้น ๆ
ส่วนที่ 2 กำหนดกรอบเวลาไว้เลยว่า การจัดทำแผนปฏิรูปประเทศแต่ละเรื่องแต่ละด้าน มีกรอบเวลากำกับชัดเจนให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน แล้วส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบใน 30 วัน จากนั้นส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาใน 30 วัน ก่อนส่งให้ครม.ภายใน 30 วัน ตีกรอบไว้หมดเลย ถึงเรียกว่าแผนและขั้นตอนการปฏิรูป มีกรอบเวลา มีขั้นตอน ไม่ใช่ว่าส่งแผนไปรัฐบาลดึงเรื่องไว้ 2 ปียังไม่พิจารณาอะไรอย่างนั้น ไม่ได้
“ครั้งนี้ผมถือว่าเป็นการวางกลไก กระบวนการ การวางอำนาจหน้าที่ สภาพบังคับทุกอย่าง ทำให้เกิดความมั่นใจว่า ยุคเปลี่ยนผ่านประเทศให้เกิดผลยั่งยืนระยะยาวได้เกิดขึ้นแล้ว”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,274
วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.ให้สัมภาษณ์ “ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ” ออกอากาศทางคลื่น 98.5 เมกะเฮิร์ตซ สถานีสปริง เรดิโอ ฉายภายกระบวนการใหม่ของการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ และการส่งมอบภารกิจเพื่อเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านที่จะมีผลยั่งยืน มีรายละเอียด น่าสนใจดังนี้
เป็นการสานงานต่อจากไม้ผลัดที่ 2 สู่ที่ 3 จากสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาเป็นสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ ตอนนี้ก็จะมีคณะกรรมการปฎิรูปประเทศ อย่างน้อยอีก 11 คณะมาขับเคลื่อนต่อ เป็นการสานงานต่อและก่องานใหม่ไปเรื่อย ๆ เหมือนกับการรีเอ็นจีเนียริ่งบริษัท ที่ต้องทำไปไม่หยุด
กลไกใหม่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งสนช.ผ่านวาระ 3 รอขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมาย ภายในไม่เกิน 3 สิงหาคม เพราะฉะนั้นภายใต้กฎหมายที่ผ่านวาระ 3 จะมีคณะกรรมการร่วมของคณะกรรมการปฎิรูปประเทศแต่ละด้าน ซึ่งกำหนดไว้ 10+1 คือ 10 ด้านและอื่น ๆ โดยกรรมการร่วมคือ ประธานจากคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้าน ซึ่งมี 11 คน บวกด้วยประธานกรรมการปฏิรูปร่วม คือ กรรมการจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 1 ท่าน ที่ได้รับมอบหมายให้มาเป็นประธานของกรรมการฯร่วม
อีกระดับหนึ่งคือ คณะกรรมการปฎิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ซึ่งมี 10+1 กับด้านอื่น ๆ ถ้าจะมีเพิ่มเติมก็ให้เป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะกรรมการปฎิรูปด้านต่าง ๆ นี้แต่ละชุดจะมีไม่เกิน 14 ท่าน มีประธาน 1 ท่าน และกรรมการอื่นไม่เกิน 13 ท่าน เป็นโครงสร้างใหม่
[caption id="attachment_170298" align="aligncenter" width="503"]
สำหรับภารกิจขึ้นกับอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายปฏิรูปที่กำหนดไว้ ออกแบบให้เป็นรูปของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วยผู้มีคุณวุฒิทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกรรมการ ดังนั้น จะเป็นลักษณะโครงสร้างของคณะกรรมการที่เข้ามานำเสนอและติดตามการปฏิรูปด้วย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจให้ด้วยว่า หากหน่วยงานรัฐใดไม่ปฎิบัติตาม ก็อาจถูกป.ป.ช.เข้าไปดำเนินการ ถึงขั้นถูกให้ออกจากราชการหรือออกจากตำแหน่ง
เพราะฉะนั้น สภาพการบังคับใช้ของคณะกรรมการปฏิรูปครั้งนี้จึงต่างจากคณะกรรมการปฏิรูปในอดีตที่ผ่านมา ที่เพียงให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษา แล้วรายงานขึ้นมา ส่งผลให้รัฐบาลหรือภาคีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ได้ขับเคลื่อนอะไร เพราะไม่ได้มีกลไกหรือหรืออำนาจอะไรไปทำ ครั้งนี้จึงต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คือเหมือนแฝดอินจัน ระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นพี่ใหญ่ กับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่เป็นน้องเล็ก กระบวนการขั้นตอนการเสนอแผนปฏิรูปประเทศในแต่ละด้าน หรือกฎหมายที่เห็นควรปฏิรูป จะมีขั้นตอนการเสนอคือ
1.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน เสนอรายงานหรือกฎหมายที่ควรจัดทำใหม่ ไปให้กรรมการร่วม ซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการปฏิรูปทุกคณะ บวกด้วยประธาน ที่มาจากกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ได้รับมอบหมายให้มาเป็นประธาน
ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการปฏิรูปร่วมแล้ว ก็ส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณา ถ้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติดูแล้ว เห็นว่ารายงานหรือแผนปฏิรูปที่เสนอมาอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ก็ส่งให้ ครม.พิจารณา เมื่อครม.พิจารณาแล้วให้ความเห็นชอบ ก็ส่งให้สภารับทราบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และรัฐมนตรีจะต้องรายงานความคืบหน้าของการปฏิรูปของทุกแผนต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน รัฐสภาคือประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้วางไว้ด้วยว่า ให้วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นเรกกูเลเตอร์คอยกำกับ
“เป็นการออกแบบโดยภาพรวม ไม่ใช่ว่าตั้งกรรมการปฏิรูปแล้วให้ไปต่อสู้เอาเองตามยะถากรรม จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้อย่างที่เคยเป็นมา ตรงนี้เป็นการจัดวางใหม่ เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศไว้ จึงมีศักดิ์และศรีเสมอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ”
“ถ้าเราต้องการเป็นแชมป์โลก ไม่ว่าจะเป็นนักมวยหรือนักแบดมินตันอย่างน้องเมย์ ต้องฝึกมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ กว่าจะขึ้นเป็นแชมป์โลกอายุเกือบ 20 ปีแล้ว ประเทศก็เหมือนกัน ไทยมีศักยภาพมากของโลก เราติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกหลายสิบรายการ และอยู่บนความหลากหลายทั้งฐานเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และอื่น ๆ เหนือกว่าทุกประเทศ เพียงแต่ว่าถ้าเราจะสามารถเจียระนัย รีเอ็นจิเนียริ่ง แก้ปัญหาหมักหมมสะสมที่เป็นจุดอ่อน ไม่มีประเทศไหนไม่มีจุดอ่อน แต่จุดแข็งของเราดีมากอยู่แล้ว ขอเพียงเสริมเติมแต่งเราก็จะสามารถก้าวสู่ประเทศชั้นนำได้ อย่าดูถูกดูแคลนประเทศตัวเองเท่านั้น”
++ รัฐบาลใหม่รื้อปฏิรูปผ่านสภา
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปมีช่องทางอยู่ เพราะก็ต้องให้เกียรติรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็คือต้องผ่านรัฐสภา ถ้าคณะรัฐมนตรีเห็นว่าควรแก้ไขอะไร เพราะถือว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ทั้งนี้ก็ต้องหารือกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งโดยโครงสร้างนายกฯ เป็นประธาน มีการยึดโยงเพื่อให้เกิดความราบรื่นและเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้
สำหรับผู้ที่จะเสนอเรื่องให้ปฏิรูปเข้าสู่คณะกรรมการปฏิรูปได้นั้น ประชาชนทั่วไปก็เสนอได้ รวมถึงที่คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านจะหยิบยกขึ้นมาหรือเห็นพ้องต้องกันหลาย ๆ ฝ่าย
ส่วนวาระหรือประเด็นหลัก ๆ ของการปฏิรูป มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือเนื้อหาหรือประเด็น ส่วนที่ 2 คือกระบวนการและขั้นตอน ซึ่งคราวนี้ถือว่าไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เป็นการสานต่อจากแผนหรือพิมพ์เขียวปฏิรูปของสปช. ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือในร่างกฎหมายในเจตนารมณ์ของคำปรารภ ว่าในการปฏิรูปให้คำนึงถึงแผนหรือพิมพ์เขียวการปฏิรูปของสปช. แผนปฏิรูปของสปท. ตลอดถึงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาสู่การดำเนินการปฏิรูปประเทศในสาขานั้น ๆ
ส่วนที่ 2 กำหนดกรอบเวลาไว้เลยว่า การจัดทำแผนปฏิรูปประเทศแต่ละเรื่องแต่ละด้าน มีกรอบเวลากำกับชัดเจนให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน แล้วส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบใน 30 วัน จากนั้นส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาใน 30 วัน ก่อนส่งให้ครม.ภายใน 30 วัน ตีกรอบไว้หมดเลย ถึงเรียกว่าแผนและขั้นตอนการปฏิรูป มีกรอบเวลา มีขั้นตอน ไม่ใช่ว่าส่งแผนไปรัฐบาลดึงเรื่องไว้ 2 ปียังไม่พิจารณาอะไรอย่างนั้น ไม่ได้
“ครั้งนี้ผมถือว่าเป็นการวางกลไก กระบวนการ การวางอำนาจหน้าที่ สภาพบังคับทุกอย่าง ทำให้เกิดความมั่นใจว่า ยุคเปลี่ยนผ่านประเทศให้เกิดผลยั่งยืนระยะยาวได้เกิดขึ้นแล้ว”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,274
วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






