
"61มหาลัย"ร้อง! บิ๊กตู่ต่อรองจีน ตั้งศูนย์ไฮสปีด
วันที่ 21 มิ.ย.60--นสพ.ฐานเศรษฐกิจ สื่อในเครือสปริง กรุ๊ป ฉบับวันที่ 22-24 มิ.ย.รายงานว่า สภาคณบดีคณะวิศวกรรมฯออกโรงยื่นหนังสือถึง“บิ๊กตู่” ต่อรองจีน ให้ลงทุนศูนย์ทดสอบวัสดุอุปกรณ์ครบวงจรไฮสปีดเทรนในไทย ด้าน “อาคม” ยันเดินตามกรอบก.ม.ไทยรศ.ดร.คมสัน มาลีสี ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประ เทศไทย กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 ในการเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ให้ก่อสร้างอย่างรวดเร็วนั้น มีหลายองค์กร เช่น วสท., สภาวิศวกรและสภาสถาปนิก ได้เสนอแนะให้วิศวกรคนไทยหรือช่างคนไทยมีโอกาสเข้าร่วมทำงานกับทีมฝ่ายจีนด้วยนั้นไม่เพียงพอ ยังมีประเด็นและมิติของการถ่ายโอนเทคโนโลยี ซึ่งควรบรรจุในสัญญาที่จะลงนามกับจีน เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวของการถ่ายโอนเทคโนโลยี จากการลงทุนโครงการกว่า 1.79 แสนล้านบาทในการประชุม สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ประกอบด้วย 61 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่เปิดสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์ มีความเห็นร่วมกันว่าในการเจรจาต่อรองกับฝ่ายจีน ต้องให้จีนเข้ามาลงทุนตั้งฐานการทดสอบวัสดุอุปกรณ์ระบบรางของรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย โดยให้มหาวิทยาลัย และอาจารย์ผู้สอนวิชาการวิศวกรรมศาสตร์ระบบรางได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบโบกี้ ระบบไฟฟ้า ระบบการขับเคลื่อน ระบบช่วงล่างของรถไฟฟ้า เป็นต้น แต่เรื่องนี้ไม่มีระบุในสัญญาความร่วมมือ ต้องเจรจาต่อรอง
“เมื่อกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีอยู่ในมหาวิทยาลัย จะก่อให้เกิดการวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีด้านรถไฟฟ้าของไทยให้ก้าวหน้าขึ้น สามารถสร้างวิศวกรด้านระบบรางเข้าสู่วงการวิชาชีพ อาจทำให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อประเทศ ที่สำคัญในอนาคตไทยเราสามารถซ่อมบำรุงรักษารถไฟความเร็วสูงได้เอง ไม่ต้องพึ่งต่างชาติ โดยสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯจะทำหนังสือสรุปข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการถ่ายโอนเทคโนโลยี ยื่นต่อพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทันทีด้วย”
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการนี้ยังยึดการปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายของไทย ไม่ได้ประเคนให้จีนทั้งหมด ต้องขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ฯลฯ ก่อนจะเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาเห็นชอบและอนุมัติให้ดำเนินการ “กรอบวงเงินที่เสนอคือ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกรอบวงเงินทั้งโครงการ แยกเป็นงานโยธาวงเงิน 1.4 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงานระบบและจัดหารถไฟฟ้าจำนวน 11 ขบวน การจัดหารถที่ฝ่ายจีนจะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เพราะไทยไม่มีความชำนาญด้านรถไฟความเร็วสูงจึงต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีตามที่หลายฝ่ายต้องการ”
ทั้งนี้ในส่วนงานโยธานั้นการประมูลทุกสัญญายังเปิดโอกาสให้บริษัทรับเหมาของไทยทั้งหมด ส่วนจีนจะเข้าร่วมกับบริษัทของไทยรายไหนนั้นขึ้นอยู่กับความสนใจ ส่วนวัสดุที่จะใช้ในโครงการนี้ชัดเจนแล้วว่าจะเน้นใช้วัสดุที่จัดหาได้ในประเทศไทยยกเว้นขบวนรถและระบบอาณัติสัญญาณที่จะต้องจัดหาจากต่างประเทศ
ด้านแหล่งข่าววงการผู้รับเหมา เผยว่า ข้อดีที่รัฐบาลไม่ได้ยกเว้นในเรื่องการให้มีผู้สังเกตการณ์หรือไอโอ เข้ามาตรวจสอบว่าโครงการมีความโปร่งใสหรือไม่ และขณะนี้ไอโอ 140 คน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ กำลังถกกันหนักถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบของโครงการนี้เพื่อประมวลข้อมูลก่อนที่จะแสดงท่าทีกันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งต้องระบุให้ชัดว่าระดับไหนสูงหรือทั่วไป “เรื่องวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ แรงงาน จีนอาจจะขนจากลาวเข้ามา ส่วนผู้รับเหมาไทยคงได้แค่รับช่วงต่อเท่านั้น อีกทั้งยังมีเรื่องค่าออกแบบที่ นายไกร
ตั้งสง่า กรรมการ (วสท.) เคยส่งจดหมายถึงนายกฯเมื่อ (2 ก.พ. 60) ว่าทำไมแพงถึงหมื่นล้านบาท และยังมองว่าการที่รัฐบาลไม่ยกเว้นในการตั้งไอโอนั้น ข้อดี ก็เพื่อเป็น การช่วยตรวจสอบความไม่โปร่งใสเพื่อฟ้องสังคม แต่อีกมุมหนึ่งก็เท่ากับเป็นการฟอกรัฐบาลให้มีความชอบธรรมกับโครงการนี้”
โดยผู้สังเกตการณ์หรือไอโอจะเป็นบุคคลภายนอก มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน เป็นอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการการตั้งไอโอ เป็นไปตามพ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างของ กรมบัญชีกลาง และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) จะเป็นผู้เสนอรายชื่อ
“เมื่อกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีอยู่ในมหาวิทยาลัย จะก่อให้เกิดการวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีด้านรถไฟฟ้าของไทยให้ก้าวหน้าขึ้น สามารถสร้างวิศวกรด้านระบบรางเข้าสู่วงการวิชาชีพ อาจทำให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อประเทศ ที่สำคัญในอนาคตไทยเราสามารถซ่อมบำรุงรักษารถไฟความเร็วสูงได้เอง ไม่ต้องพึ่งต่างชาติ โดยสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯจะทำหนังสือสรุปข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการถ่ายโอนเทคโนโลยี ยื่นต่อพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทันทีด้วย”
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการนี้ยังยึดการปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายของไทย ไม่ได้ประเคนให้จีนทั้งหมด ต้องขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ฯลฯ ก่อนจะเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาเห็นชอบและอนุมัติให้ดำเนินการ “กรอบวงเงินที่เสนอคือ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกรอบวงเงินทั้งโครงการ แยกเป็นงานโยธาวงเงิน 1.4 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงานระบบและจัดหารถไฟฟ้าจำนวน 11 ขบวน การจัดหารถที่ฝ่ายจีนจะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เพราะไทยไม่มีความชำนาญด้านรถไฟความเร็วสูงจึงต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีตามที่หลายฝ่ายต้องการ”
ทั้งนี้ในส่วนงานโยธานั้นการประมูลทุกสัญญายังเปิดโอกาสให้บริษัทรับเหมาของไทยทั้งหมด ส่วนจีนจะเข้าร่วมกับบริษัทของไทยรายไหนนั้นขึ้นอยู่กับความสนใจ ส่วนวัสดุที่จะใช้ในโครงการนี้ชัดเจนแล้วว่าจะเน้นใช้วัสดุที่จัดหาได้ในประเทศไทยยกเว้นขบวนรถและระบบอาณัติสัญญาณที่จะต้องจัดหาจากต่างประเทศ
ด้านแหล่งข่าววงการผู้รับเหมา เผยว่า ข้อดีที่รัฐบาลไม่ได้ยกเว้นในเรื่องการให้มีผู้สังเกตการณ์หรือไอโอ เข้ามาตรวจสอบว่าโครงการมีความโปร่งใสหรือไม่ และขณะนี้ไอโอ 140 คน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ กำลังถกกันหนักถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบของโครงการนี้เพื่อประมวลข้อมูลก่อนที่จะแสดงท่าทีกันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งต้องระบุให้ชัดว่าระดับไหนสูงหรือทั่วไป “เรื่องวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ แรงงาน จีนอาจจะขนจากลาวเข้ามา ส่วนผู้รับเหมาไทยคงได้แค่รับช่วงต่อเท่านั้น อีกทั้งยังมีเรื่องค่าออกแบบที่ นายไกร
ตั้งสง่า กรรมการ (วสท.) เคยส่งจดหมายถึงนายกฯเมื่อ (2 ก.พ. 60) ว่าทำไมแพงถึงหมื่นล้านบาท และยังมองว่าการที่รัฐบาลไม่ยกเว้นในการตั้งไอโอนั้น ข้อดี ก็เพื่อเป็น การช่วยตรวจสอบความไม่โปร่งใสเพื่อฟ้องสังคม แต่อีกมุมหนึ่งก็เท่ากับเป็นการฟอกรัฐบาลให้มีความชอบธรรมกับโครงการนี้”
โดยผู้สังเกตการณ์หรือไอโอจะเป็นบุคคลภายนอก มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน เป็นอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการการตั้งไอโอ เป็นไปตามพ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างของ กรมบัญชีกลาง และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) จะเป็นผู้เสนอรายชื่อ






