
กสม.ดิ้นสู้เซตซีโร่ชง 10 ข้อแย้งกรธ.
ประธานกสม.ชง 10 ข้อเสนอ แย้งร่างกฎหมายลูก ชี้เซตซีโร่ไม่เป็นธรรม ไร้หลักประกันการสรรหาใหม่ ส่อสร้างปัญหาการทำงาน
นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงถึงความเห็นของ กสม.ต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กสม.มีความคิดเห็น 10 ประเด็น และมีข้อเสนอเพิ่มเติม โดยเรื่องที่น่าสนใจคือ การเซตซีโร่ กสม.ชุดปัจจุบัน ที่มีระบุไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 60 ของร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น กสม.มีความเห็นว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอ และไม่เป็นธรรมแก่ประธานและกรรมการ กสม. ซึ่งผ่านหลักเกณฑ์และกระบวนการในการสรรหาที่ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ 2550 จึงเห็นควรให้บัญญัติให้ประธานและกรรมการ กสม.ชุดปัจจุบัน ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ
ขณะที่คุณสมบัติ กสม.ตามมาตรา 8 เห็นว่า เป็นการกำหนดไว้เกินเลยไปจากหลักการว่าด้วยสถานะและหน้าที่ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน หรือหลักการปารีส สลับซับซ้อน และยากแก่การพิจารณา และอาจมีปัญหาในการตีความ รวมทั้งหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 ก็เป็นเพียงตัวหนังสือ ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะทำให้ได้ กสม.ในอุดมการณ์ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรบังคับให้ กสม.ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญเพียง 5 ด้าน
ส่วนเรื่องบทนิยามของคำว่าสิทธิมนุษยชน มีการใช้ถ้อยคำซ้ำซ้อนจนอาจจะเกิดปัญหาในการตีความ, เรื่องกระบวนการสรรหา กสม. เห็นว่าไม่ควรกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการสรรหาเกี่ยวกับความรู้ความชำนาญในภาษาต่างประเทศ เพราะไม่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ที่เป็นองค์กรที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทย
ขณะที่เรื่องการรับเงินหรือประโยชน์จากบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ อาจมีปัญหาในเรื่องการตีความว่าไม่สามารถรับได้ทุกกรณีหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้หน่วยงานหรือประเทศเสียประโยชน์ เพราะหลักการปารีสระบุให้ กสม.ให้ความร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งมักมีการสนับสนุนให้ผู้แทน กสม. เดินทางไปเข้าร่วมประชุม ซึ่งอาจจะต้องรับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย เนื่องจากงบประมาณประจำปีของหน่วยงานมีจำกัด เป็นต้น
ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมคือ ขอให้บัญญัติหลักคุ้มกันความรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ในร่างกฎหมาย เพราะหลักการดังกล่าวมีความสำคัญและจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้การปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากภายนอก หรือจากการถูกข่มขู่ที่จะมีการดำเนินคดีทางกฎหมาย และยังเป็นเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ กสม.ไทย ถูกลดสถานะจาก A เป็น B ด้วย
นอกจากนั้นขอให้บัญญัติหน้าที่และอำนาจของ กสม.ในการยื่นคำร้องต่อศาลทหารและศาลยุติธรรม ในคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล กรณีคดีที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน
นายวัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงถึงความเห็นของ กสม.ต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กสม.มีความคิดเห็น 10 ประเด็น และมีข้อเสนอเพิ่มเติม โดยเรื่องที่น่าสนใจคือ การเซตซีโร่ กสม.ชุดปัจจุบัน ที่มีระบุไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 60 ของร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น กสม.มีความเห็นว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอ และไม่เป็นธรรมแก่ประธานและกรรมการ กสม. ซึ่งผ่านหลักเกณฑ์และกระบวนการในการสรรหาที่ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ 2550 จึงเห็นควรให้บัญญัติให้ประธานและกรรมการ กสม.ชุดปัจจุบัน ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ
ขณะที่คุณสมบัติ กสม.ตามมาตรา 8 เห็นว่า เป็นการกำหนดไว้เกินเลยไปจากหลักการว่าด้วยสถานะและหน้าที่ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน หรือหลักการปารีส สลับซับซ้อน และยากแก่การพิจารณา และอาจมีปัญหาในการตีความ รวมทั้งหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 ก็เป็นเพียงตัวหนังสือ ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะทำให้ได้ กสม.ในอุดมการณ์ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรบังคับให้ กสม.ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญเพียง 5 ด้าน
ส่วนเรื่องบทนิยามของคำว่าสิทธิมนุษยชน มีการใช้ถ้อยคำซ้ำซ้อนจนอาจจะเกิดปัญหาในการตีความ, เรื่องกระบวนการสรรหา กสม. เห็นว่าไม่ควรกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการสรรหาเกี่ยวกับความรู้ความชำนาญในภาษาต่างประเทศ เพราะไม่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ที่เป็นองค์กรที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทย
ขณะที่เรื่องการรับเงินหรือประโยชน์จากบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ อาจมีปัญหาในเรื่องการตีความว่าไม่สามารถรับได้ทุกกรณีหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้หน่วยงานหรือประเทศเสียประโยชน์ เพราะหลักการปารีสระบุให้ กสม.ให้ความร่วมมือกับต่างประเทศ ซึ่งมักมีการสนับสนุนให้ผู้แทน กสม. เดินทางไปเข้าร่วมประชุม ซึ่งอาจจะต้องรับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย เนื่องจากงบประมาณประจำปีของหน่วยงานมีจำกัด เป็นต้น
ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมคือ ขอให้บัญญัติหลักคุ้มกันความรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ในร่างกฎหมาย เพราะหลักการดังกล่าวมีความสำคัญและจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้การปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากภายนอก หรือจากการถูกข่มขู่ที่จะมีการดำเนินคดีทางกฎหมาย และยังเป็นเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ กสม.ไทย ถูกลดสถานะจาก A เป็น B ด้วย
นอกจากนั้นขอให้บัญญัติหน้าที่และอำนาจของ กสม.ในการยื่นคำร้องต่อศาลทหารและศาลยุติธรรม ในคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล กรณีคดีที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน






