thansettakij
thansettakij
สนช.เห็นชอบกฏหมายพรรคการเมืองกำหนดทุนประเดิม 1 ล้าน ต้องทำไพรมารีโหวตหาผู้สมัคร ส.ส.พรรค

สนช.เห็นชอบกฏหมายพรรคการเมืองกำหนดทุนประเดิม 1 ล้าน ต้องทำไพรมารีโหวตหาผู้สมัคร ส.ส.พรรค

15 มิ.ย. 60 | 13:06 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มิ.ย. 60 | 20:25 น.
มติสนช.เอกฉันท์ 180 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมายพรรคการเมือง ยืนยันทุนประเดิมพรรค 1 ล้านบาท ผู้จัดตั้งร่วมจ่ายคนละไม่ต่ำกว่าพันบาทแต่ห้ามเกิน 5หมื่นบาท  พร้อมให้ทำไพรมารีโหวตหาตัวผู้สมัครส.ส.พรรค

วันนี้ (15มิ.ย.) ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่คณะกมธ.วิสามัญฯพิจารณาแล้วเสร็จ หลังการอภิปรายและลงมติในวาระ 2 แล้ว ที่ประชุมยังได้มีมติเอกฉันท์ 180 คะแนน เห็นชอบในวาระ3 โดยขั้นตอนไปจะส่งร่างพ.ร.บ.ให้กับศาลรัฐธรรมนูญ กรธ. และ กกต. พิจารณา ว่าประเด็นที่สนช.แก้ไขสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่  โดยทั้งสองหน่วยงานจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 10 วันและส่งกลับมายังประธานสนช.อีกครั้ง

579192295

โดยเมื่อเริ่มพิจารณา พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญฯ ขึ้นชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมี 142 มาตรา แก้ไขไป 60 มาตรา ตัดออก 1 มาตรา และเพิ่มใหม่ 4 มาตรา มีเจตนารมณ์ขจัดนายทุนครอบงำพรรคการเมือง ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของพรรค มีส่วนร่วมคัดสรรผู้สมัครทั้งส.ส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ รวมทั้งกล่าวยืนยันว่า พรรคการเมืองต้องถูกปฏิรูป ถ้าไม่เช่นนั้น การปฏิวัติเสียของแน่

จากนั้นสมาชิกสนช.และตัวแทนของกรธ. ผลัดเปลี่ยนอภิปราย โดยมาตรา 9 ว่าด้วยการกำหนดจำนวนเงินสำหรับเป็นทุนประเดิมของพรรคการเมือง ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯ  ปรับแก้ให้พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่าจำนวนที่กกต.กำหนดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ได้  โดยทุนประเดิมมาจากผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาทแต่ไม่เกินคนละ50,000บาท ต่างจากเดิมที่กรธ.กำหนดให้ต้องมีเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยมาจากผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนคนละไม่เกิน1,000บาทแต่ไม่เกินคนละ3แสนบาท

นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรธ.ในฐานะกมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ขอเสนอให้แก้ไขมาตรา 9 กลับไปตามที่กรธ.เสนอมาในครั้งแรก คือ การให้มีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งโดยมาจากผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนคนละไม่เกิน1,000บาทแต่ไม่เกินคนละ 3 แสนบาท เพราะหากบังคับใช้ตามที่กมธ.เสียงข้างมากแก้ไข จะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากตัวแทนของกกต.ได้มาชี้แจงว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้สมัครสส.จะอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าทุนประเดิมของพรรคการเมืองจะอยู่ 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ จะมีปัญหาตามมาว่าค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของแต่ละครั้งย่อมจะไม่เท่ากัน โดยจะผันแปรไปตามที่กกต.ประกาศในแต่ละครั้ง  หากพรรคการเมืองไม่มีทุนประเดิมได้ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตัวเลขค่าใช้จ่ายผู้สมัครสส. จะทำให้เกิดการตีความว่าพรรคการเมืองนั้นย่อมไม่อาจสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่เช่นกัน ดังนั้น จึงคิดว่าควรกลับไปใช้มาตรา 9 ตามที่กรธ.เสนอไว้ตั้งแต่ครั้งแรกเพื่อให้เกิดความแน่นอนในการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง

ด้าน พล.อ.สมเจตน์ ชี้แจงว่า ตัวเลข 1.5 ล้านบาท อ้างอิงมาจากตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้สมัครสส.ตามที่กกต.กำหนด ซึ่งจะผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจไม่ตายตัว อย่างไรก็ตาม ยืนยันช่วงแรกพรรคการเมืองอาจไม่ต้องมีทุนประเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีทุนทรัพย์น้อยสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ แต่เมื่อดำเนินการกิจการพรรคการเมืองไปแล้ว พรรคการเมืองจะต้องมีเงินทุนประเดิม มิเช่นนั้นพรรคการเมืองจะไม่สามารถขอรับเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้

ภายหลังจากอภิปรายเกือบ 2 ชั่วโมง ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 109 ต่อ 95 เสียง ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกมธ.วิสามัญ โดยเห็นควรแก้ไขมาตรา 9 ว่า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000บาทแต่ไม่เกินคนละ 5 หมื่นบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมสนช.ยังเห็นชอบกับมาตรา 35 มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49/1 และ มาตรา 49/2 ว่าด้วยการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง หรือ ไพรมารี่โหวต โดยกำหนดให้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.แบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจากผู้ซึ่งได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ส่วนการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อ เพื่อส่งให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยให้คำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างระหว่างชายและหญิงด้วย

สำหรับขั้นตอนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสส. กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่กำหนดกระบวนการให้มีการประชุมสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเมื่อมีการลงคะแนนแล้วจะส่งรายชื่อผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบต่อไป
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • politics