thansettakij
thansettakij
ยื่นตีความพ.ร.บ.ปิโตรฯ คปพ.อ้างขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 77-คาด1เดือนรู้ผล

ยื่นตีความพ.ร.บ.ปิโตรฯ คปพ.อ้างขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 77-คาด1เดือนรู้ผล

11 พ.ค. 60 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :11 พ.ค. 60 | 10:53 น.
“คปพ.” ร้องศาลรธน.วินิจฉัยร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมขัดรธน. มาตรา 77 วรรคสองหรือไม่ เหตุไม่เปิดรับฟังความเห็นประชาชน ชี้หากศาลรับคำร้อง รัฐต้องชะลอนำขึ้นทูลเกล้าฯ คาด 1 เดือนรู้ผล

เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ใช้สิทธิในฐานะประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิ เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ลงมติผ่านวาระ 3 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรคสอง หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ได้กำหนดว่าก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ต่อประชาชน

รวมถึงนำมาประกอบกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน ซึ่งในชั้นการพิจารณาของสนช.ที่ผ่านวาระ 3 ไป ก็อ้างว่ารัฐธรรมนูญยังไม่ประกาศใช้จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการตาม มาตรา 77 แต่เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศบังคับใช้ในวันที่ 6 เมษายน คปพ.เห็นว่าก่อนการตรากฎหมายจะต้องมีการดำเนินการตามกระบวนการมาตรา 77 อย่างเคร่งครัด

"ตอนแรก ๆ ก็ไม่มั่นใจว่ารัฐนำร่างพ.ร.บ.ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง แล้วก็พบว่าหลัง สนช.สิ้นสุดการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ในวันที่ 30 มีนาคม ต่อมาวันที่ 18 เมษายน เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ยื่นเรื่องไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ แปลว่าเลขาฯสนช. มีเวลา 12 วันนับแต่ที่รัฐธรรมนูญประกาศเมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่จะสามารถรับฟังความคิดเห็น วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตรากฎหมาย แต่ก็กลับไม่ทำ กลับยื่นไปยังเลขาฯครม.เฉยๆ ซึ่งเลขาฯครม. ก็เสนอต่อนายกฯ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ขั้นตอนนี้ก็ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอีก ทูลเกล้าฯไปเลย จึงเท่ากับว่าสิทธิของประชาชนถูกละเมิดแน่นอน นับแต่วันที่ 6 เมษายน จนถึงในวันทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการตรากฎหมาย ตามมาตรา 77"

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา เช่น การตัดเรื่องการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติในมาตรา 10/1 ออก ทั้งที่มาจากมติครม.เสนอให้สนช.พิจารณา การตัดออกก็ทำโดยไม่มีการประชุมคณะกรรมาธิการ มีการถอนออกโดยไม่มีการลงมติเห็นชอบของสนช. จึงอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 13,14,15 และยังอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 164(1)(4) ที่กำหนดให้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ครม.ต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนส่วนรวม

เพราะร่างกฎหมายนี้มีประชาชนคัดค้านเต็มไปหมด ทั้งผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการบังคับใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับของสนช.เมื่อปี 2558 ผลการรับฟังความเห็นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ความเห็นแย้งของประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงเห็นว่าการดำเนินการทั้งหมดของรัฐสะท้อนว่าไม่เป็นการบริหารราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล ไม่รักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในทุกประเด็นที่เห็นว่าร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยประตูจากการที่ประชาชนถูกละเมิดตามมาตรา 77 และ มาตรา 213 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ประเดิมในการใช้สิทธิยื่นเรื่องนี้

นายปานเทพ กล่าวภายหลังยื่นคำร้องว่า ทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว มีประชาชนใช้สิทธิยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 แล้วโดยรวมของคปพ.เป็น 25 คำร้อง โดยคำร้องคปพ.ถือเป็นคำร้องแรกที่ยื่นให้วินิจฉัยตามมาตรา 77 ซึ่งจะรอดูการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากรับคำร้องดังกล่าวไว้วินิจฉัยก็จะเท่ากับว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐาน ว่าถ้าหากประชาชนถูกละเมิดสิทธิในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ก่อนการตรากฎหมาย ก็สามารถใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ และทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญมีการประชุมทุกสัปดาห์ แต่ละครั้งจะพิจารณาคำร้อง 5-6 คำร้อง ดังนั้นกรณีนี้เชื่อว่าไม่เกิน 1 เดือนจะทราบว่าศาลจะรับไว้วินิจฉัยหรือไม่

“อยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า ในขณะนี้ทางภาคประชาชนได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง นายกรัฐมนตรีก็ควรชะลอการนำร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมขึ้นทูลเกล้าฯ หรือหากขณะนี้มีการทูลเกล้าฯ ไปแล้ว แต่ยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย นายกรัฐมนตรีก็สามารถไปขอพระราชทานคืน เพื่อนำมาดำเนินการให้ถูกต้อง โดยหลังจากนี้ คปพ.จะทำจดหมายไปถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทบทวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ และยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง เพื่อให้พิจารณาว่ากฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการ ตามมาตรา 77 วรรคสอง”

สำหรับการยื่นคำร้องครั้งนี้ นายปานเทพ ได้นำคำร้องจำนวน 800 หน้า บรรจุในกระเป๋าเดินทางจำนวน 2 กระเป๋า เนื่องจากจะต้องสำเนาคำร้องให้ตุลาการทั้ง 9 คน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,260 วันที่ 11 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • politics