
จุดเสี่ยงประเทศ ความขัดแย้งอันตรายสุด
ประเทศไทยเดินทางเข้าสู่โรดแม็ปของการปฏิรูประยะที่ 2 ภายใต้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติในการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประธาน ป.ย.ป. ตั้งเป้าเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศ
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) คนที่ 1 เปิดห้องทำงานให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ในฐานะทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องมา นับตั้งแต่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาถึง สปท. กระทั่งเป็นหนึ่งในกรรมการป.ย.ป. อดีตนักการเมืองท่านนี้ให้แง่มุมผ่านการทำงานอย่างหนักตลอดห้วงที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตให้สังคมขบคิดร่วมกัน
....ผมคิดว่าคนไทยรู้จักประเทศของตัวเองน้อยกว่าสิ่งที่เห็น เมื่อผมเริ่มทำงานปฏิรูป ได้วิเคราะห์สถานะปัจจุบันของประเทศไทย ทำ SWOT ดูจุดอ่อน-จุดแข็ง-โอกาส และภัยคุกคามต่าง ๆ ค้นพบว่า เราเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก พร้อมจะก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศท็อป 10 ของโลกได้ และเมื่อดูพื้นฐานศักยภาพเดิมของเราก็พบว่า ประเทศไทยครองตำแหน่งแชมป์โลกในด้านต่าง ๆ กว่า 30-40 รายการ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และภาคบริการ รวมถึงทรัพยากร และมรดกอื่น ๆ ที่มีอยู่
"บนความหลากหลายซึ่งเป็นเสาหลักเป็นรากฐานสำคัญนี้เอง ที่ทำให้ไทยอยู่ในชั้นแนวหน้าในหลากหลายสาขา บวกด้วยแรงขับเคลื่อนการปฏิรูปกว่า 2 ปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ประเทศเราแข็งแรงขึ้น เริ่มเห็นสภาพใหม่ของประเทศ" นายอลงกรณ์ กล่าว
ขัดแย้งทำประเทศเสียโอกาส
ตัวอย่างภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัด จากผลการจัดอันดับของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ หรือ IMD ซึ่งจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของ 61 ประเทศสมาชิกทั่วโลก โดยเมื่อปี 2559 ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ขยับขึ้นมาอยู่ลำดับที่ 28 จากลำดับที่ 30 เมื่อปี 2558 เป็นปีแรกที่ไทยแซงเกาหลีใต้ ในขณะที่อีก 9 ประเทศในอาเซียนถูกจัดอันดับลดลง อย่างไรก็ดี สภาพการณ์ในปัจจุบันยังต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ให้ดีด้วย
"ความเสี่ยงของประเทศที่อันตรายที่สุด ก็คือ ความขัดแย้งแตกแยก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และต่อการพัฒนาการเมือง ช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะปฏิรูปประเทศ และแก้ไขปัญหาความแตกแยกขัดแย้ง แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ ทำให้ข้อเสนอดี ๆ ที่ได้จากคณะทำงานหลายชุด ไม่สามารถนำมาสู่การปฏิบัติได้"
ตั้งหลักประเทศลดความเสี่ยง
กระทั่งมี "แม่น้ำ 5 สาย" (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ) เข้ามาดูแลเดินหน้าประเทศครั้งใหม่ ทำให้เกิดบรรยากาศของความสงบเรียบร้อย เอื้ออำนวยต่อการปฏิรูปและการวางอนาคตของประเทศ มีส่วนช่วยสมานแผล สมานใจ และสร้างสติความนึกคิด ให้มองย้อนหลังไปถึงวิกฤตการณ์ที่ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดยเฉพาะภาคการเมืองและพรรคการเมืองที่เป็นคู่กรณี ในขณะที่อำนาจรัฐาธิปัตย์ก็พร้อมให้การสนับสนุนโดยไม่เลือกฝ่ายเลือกข้าง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพื่อให้การเดินหน้าสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่าย โดยไม่มีการตั้งตุ๊กตาหรือเงื่อนไขใดๆ ไว้เบื้องต้น
"เราจะต้องหาทางขจัด หรือลดปัจจัยเสี่ยงความแตกแยกขัดแย้งดังกล่าวให้ได้ ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้ปฏิรูปแก้ไขต้นเหตุแห่งปัญหาของความแตกแยกขัดแย้งมาโดยตลอด เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่นทางการเมือง การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงวางกลไกใหม่ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และตุลาการ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดต้นเหตุของความแตกแยกเกิดขึ้นซ้ำอีก"
สร้างปรองดองอย่าตั้งเงื่อนไข
ขณะที่ปัจจุบันภายใต้ป.ย.ป. โมเดลซึ่งวางอยู่บน 3 ยุทธศาสตร์หลักขับเคลื่อนไปพร้อมกัน คือ ยุทธศาสตร์การปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์การสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยวางบทบาทตัวเองเป็นคนกลาง เหมือนฝ่ายธุรการ มีกระบวนการกลไกต่าง ๆ เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence Building) มีเวทีให้ทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคได้เสนอทางออก และเป็นหุ้นส่วนต่ออนาคตใหม่ของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน
ต้องทำให้ทุกคนมองและรู้สึกว่า การสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง เพราะเป็นชะตาอนาคตของประเทศที่ผูกไว้กับความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการที่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยกขัดแย้ง เป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก หลังจากกลับคืนสู่การเลือกตั้งและประชาธิปไตย
รองประธานสปท.ย้ำว่า ทุกฝ่ายจะต้องลดเงื่อนไขหรือการกระทำใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มเติมในระหว่างช่วงเวลาของการสร้างความสามัคคีปรองดอง ควรแยกการเมืองออกจากการสร้างความสามัคคีปรองดองโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่ควรตั้งเงื่อนไขใด ๆ ก่อนหน้าต่อกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง
"ปรองดอง-ปฏิรูป"สู่อนาคตใหม่
สำหรับกระบวนการขับเคลื่อนการปรองดองวันนี้คืบหน้าเป็นลำดับ มีสัญญาณเชิงบวกจากพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองที่ให้ความร่วมมือ และเข้าใจเจตนารมย์ของการขับเคลื่อนของ ป.ย.ป. โดยเห็นพ้องต้องกันเบื้องต้นใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.เห็นด้วยกับการขับเคลื่อนการสร้างความสามัคคีปรองดองในบรรยากาศขณะนี้ และ 2.ไม่ต้องการเห็นประเทศกลับไปสู่วิกฤตของความแตกแยกขัดแย้งอีก
นายอลงกรณ์ เผยขั้นตอนหลังจากนี้ว่า เมื่อผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทำครบทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ในสัปดาห์นี้ จะมีการประมวลสรุปข้อเสนอที่สามารถตกลงกันได้ จากง่ายไปหายาก จากที่มีจุดร่วมมากที่สุด เพื่อทำให้เกิดสิ่งที่อาจจะเรียกว่า "สัญญาประชาคมร่วมกัน" "ปฏิญญาประเทศไทย" หรือ "ความยินยอมพร้อมใจของคนไทยทั้งชาติ"
"นี่คือเป้าหมายที่หวังไว้ว่า จะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2560 เช่นเดียวกันกับการปฏิรูปในปีนี้ ที่ท่านนายกฯประกาศให้เป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศ และผมก็เชื่อว่าข้อเสนอที่ได้จากเวทีรับฟังความเห็นในครั้งนี้ จะไม่ถูกนำไปเก็บขึ้นหิ้งเหมือนเช่นในอดีต เพราะคนไทยคงไม่ปล่อยให้ประเทศเสียโอกาส เสียเวลาไปเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่มีใครกำหนดอนาคตได้ แต่ทำอย่างไรที่จะลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเป็นไปได้มากที่สุด
รวมถึงถ้าการปฏิรูปเกิดความต่อเนื่อง เราสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกขัดแย้ง ด้วยการสร้างความสามัคคีปรองดองได้สำเร็จ แล้วเดินสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวสู่การเป็นประเทศท็อป 10 ของโลก ก้าวสู่การเป็นประเทศในโลกที่ 1 ได้" นายอลงกรณ์ กล่าวสรุปทิ้งท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,244 วันที่ 16 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2560
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) คนที่ 1 เปิดห้องทำงานให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ในฐานะทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องมา นับตั้งแต่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาถึง สปท. กระทั่งเป็นหนึ่งในกรรมการป.ย.ป. อดีตนักการเมืองท่านนี้ให้แง่มุมผ่านการทำงานอย่างหนักตลอดห้วงที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตให้สังคมขบคิดร่วมกัน
....ผมคิดว่าคนไทยรู้จักประเทศของตัวเองน้อยกว่าสิ่งที่เห็น เมื่อผมเริ่มทำงานปฏิรูป ได้วิเคราะห์สถานะปัจจุบันของประเทศไทย ทำ SWOT ดูจุดอ่อน-จุดแข็ง-โอกาส และภัยคุกคามต่าง ๆ ค้นพบว่า เราเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก พร้อมจะก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศท็อป 10 ของโลกได้ และเมื่อดูพื้นฐานศักยภาพเดิมของเราก็พบว่า ประเทศไทยครองตำแหน่งแชมป์โลกในด้านต่าง ๆ กว่า 30-40 รายการ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และภาคบริการ รวมถึงทรัพยากร และมรดกอื่น ๆ ที่มีอยู่
"บนความหลากหลายซึ่งเป็นเสาหลักเป็นรากฐานสำคัญนี้เอง ที่ทำให้ไทยอยู่ในชั้นแนวหน้าในหลากหลายสาขา บวกด้วยแรงขับเคลื่อนการปฏิรูปกว่า 2 ปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ประเทศเราแข็งแรงขึ้น เริ่มเห็นสภาพใหม่ของประเทศ" นายอลงกรณ์ กล่าว
ขัดแย้งทำประเทศเสียโอกาส
ตัวอย่างภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัด จากผลการจัดอันดับของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาการจัดการ หรือ IMD ซึ่งจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของ 61 ประเทศสมาชิกทั่วโลก โดยเมื่อปี 2559 ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ขยับขึ้นมาอยู่ลำดับที่ 28 จากลำดับที่ 30 เมื่อปี 2558 เป็นปีแรกที่ไทยแซงเกาหลีใต้ ในขณะที่อีก 9 ประเทศในอาเซียนถูกจัดอันดับลดลง อย่างไรก็ดี สภาพการณ์ในปัจจุบันยังต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ให้ดีด้วย
"ความเสี่ยงของประเทศที่อันตรายที่สุด ก็คือ ความขัดแย้งแตกแยก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และต่อการพัฒนาการเมือง ช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะปฏิรูปประเทศ และแก้ไขปัญหาความแตกแยกขัดแย้ง แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ ทำให้ข้อเสนอดี ๆ ที่ได้จากคณะทำงานหลายชุด ไม่สามารถนำมาสู่การปฏิบัติได้"
ตั้งหลักประเทศลดความเสี่ยง
กระทั่งมี "แม่น้ำ 5 สาย" (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ) เข้ามาดูแลเดินหน้าประเทศครั้งใหม่ ทำให้เกิดบรรยากาศของความสงบเรียบร้อย เอื้ออำนวยต่อการปฏิรูปและการวางอนาคตของประเทศ มีส่วนช่วยสมานแผล สมานใจ และสร้างสติความนึกคิด ให้มองย้อนหลังไปถึงวิกฤตการณ์ที่ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม โดยเฉพาะภาคการเมืองและพรรคการเมืองที่เป็นคู่กรณี ในขณะที่อำนาจรัฐาธิปัตย์ก็พร้อมให้การสนับสนุนโดยไม่เลือกฝ่ายเลือกข้าง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพื่อให้การเดินหน้าสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่าย โดยไม่มีการตั้งตุ๊กตาหรือเงื่อนไขใดๆ ไว้เบื้องต้น
"เราจะต้องหาทางขจัด หรือลดปัจจัยเสี่ยงความแตกแยกขัดแย้งดังกล่าวให้ได้ ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้ปฏิรูปแก้ไขต้นเหตุแห่งปัญหาของความแตกแยกขัดแย้งมาโดยตลอด เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่นทางการเมือง การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงวางกลไกใหม่ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และตุลาการ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดต้นเหตุของความแตกแยกเกิดขึ้นซ้ำอีก"
สร้างปรองดองอย่าตั้งเงื่อนไข
ขณะที่ปัจจุบันภายใต้ป.ย.ป. โมเดลซึ่งวางอยู่บน 3 ยุทธศาสตร์หลักขับเคลื่อนไปพร้อมกัน คือ ยุทธศาสตร์การปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์การสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยวางบทบาทตัวเองเป็นคนกลาง เหมือนฝ่ายธุรการ มีกระบวนการกลไกต่าง ๆ เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence Building) มีเวทีให้ทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคได้เสนอทางออก และเป็นหุ้นส่วนต่ออนาคตใหม่ของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน
ต้องทำให้ทุกคนมองและรู้สึกว่า การสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง เพราะเป็นชะตาอนาคตของประเทศที่ผูกไว้กับความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการที่จะแก้ไขปัญหาความแตกแยกขัดแย้ง เป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก หลังจากกลับคืนสู่การเลือกตั้งและประชาธิปไตย
รองประธานสปท.ย้ำว่า ทุกฝ่ายจะต้องลดเงื่อนไขหรือการกระทำใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มเติมในระหว่างช่วงเวลาของการสร้างความสามัคคีปรองดอง ควรแยกการเมืองออกจากการสร้างความสามัคคีปรองดองโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่ควรตั้งเงื่อนไขใด ๆ ก่อนหน้าต่อกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง
"ปรองดอง-ปฏิรูป"สู่อนาคตใหม่
สำหรับกระบวนการขับเคลื่อนการปรองดองวันนี้คืบหน้าเป็นลำดับ มีสัญญาณเชิงบวกจากพรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองที่ให้ความร่วมมือ และเข้าใจเจตนารมย์ของการขับเคลื่อนของ ป.ย.ป. โดยเห็นพ้องต้องกันเบื้องต้นใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.เห็นด้วยกับการขับเคลื่อนการสร้างความสามัคคีปรองดองในบรรยากาศขณะนี้ และ 2.ไม่ต้องการเห็นประเทศกลับไปสู่วิกฤตของความแตกแยกขัดแย้งอีก
นายอลงกรณ์ เผยขั้นตอนหลังจากนี้ว่า เมื่อผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทำครบทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ในสัปดาห์นี้ จะมีการประมวลสรุปข้อเสนอที่สามารถตกลงกันได้ จากง่ายไปหายาก จากที่มีจุดร่วมมากที่สุด เพื่อทำให้เกิดสิ่งที่อาจจะเรียกว่า "สัญญาประชาคมร่วมกัน" "ปฏิญญาประเทศไทย" หรือ "ความยินยอมพร้อมใจของคนไทยทั้งชาติ"
"นี่คือเป้าหมายที่หวังไว้ว่า จะสามารถดำเนินการได้ภายในปี 2560 เช่นเดียวกันกับการปฏิรูปในปีนี้ ที่ท่านนายกฯประกาศให้เป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศ และผมก็เชื่อว่าข้อเสนอที่ได้จากเวทีรับฟังความเห็นในครั้งนี้ จะไม่ถูกนำไปเก็บขึ้นหิ้งเหมือนเช่นในอดีต เพราะคนไทยคงไม่ปล่อยให้ประเทศเสียโอกาส เสียเวลาไปเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่มีใครกำหนดอนาคตได้ แต่ทำอย่างไรที่จะลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเป็นไปได้มากที่สุด
รวมถึงถ้าการปฏิรูปเกิดความต่อเนื่อง เราสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกขัดแย้ง ด้วยการสร้างความสามัคคีปรองดองได้สำเร็จ แล้วเดินสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวสู่การเป็นประเทศท็อป 10 ของโลก ก้าวสู่การเป็นประเทศในโลกที่ 1 ได้" นายอลงกรณ์ กล่าวสรุปทิ้งท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,244 วันที่ 16 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2560






