
บึ้มป่วน7 หัวเมืองท่องเที่ยวใต้
ยังกลางวันแสก ๆ เมื่อเวลา 15.00 น. วันพุธที่ 10 สิงหาคม 2559 เกิดเหตุระเบิดเสียงตูมสนั่นโดยไม่คาดคิด ที่หน้าตลาดเซนเตอร์พอยต์ กลางเมืองตรัง มีผู้ได้รับบาดเจ็บทันที 6 ราย ความตื่นตระหนกยิ่งขยายวง เมื่อมีเหตุระเบิดและเพลิงใหม้ต่อเนื่องหลายจุดค่ำวันเดียวกัน ที่เมืองท่องเที่ยวเลื่องชื่อ คือ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เหตุร้ายจากระเบิดและระเบิดเพลิงมุ่งเผาไหมตลาดและห้างสรรพสินค้า ระบาดต่อเนื่องทั้งคืน กระจายทั่วหัวเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ ทั้งที่พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช รวมถึงระเบิดซ้ำในช่วงเช้าที่ห้างค้าปลีกชื่อดังเมืองตรัง และใกล้หอนาฬิกาเมืองหัวหิน กับที่ป้อมตำรวจหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และข้ามวันกันทีเดียว
โดยมีพฤติการณ์คล้ายคลึงกันคือ เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดซีโฟร์ ซุกถังขยะหรือจุดอับสายตา จุดชนวนระเบิดด้วยสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือระเบิดเพลิงแบบตั้งเวลาด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่
ตลอด 3 วันระหว่าง 10-12 สิงหาคม 2559 สรุปเกิดเหตุใน 7 จังหวัดภาคใต้ เป็นเหตุระเบิด 17 จุด เพลิงไหม้ 7 จุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ปลุกความหวาดวิตกไปทั่วว่า เหตุรุนแรงได้ขยายวงออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาแล้ว
ขณะที่ในช่วงแรกของเหตุรุนแรง ที่เกิดขึ้นคล้อยหลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญไม่กี่วัน โดยพื้นที่เกิดเหตุหัวเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ เป็นเขตที่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ สวนทางกับการออกเสียงประชามติใน 3 จังหวัดชายแดนใต้และของพรรคการเมืองใหญ่ ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่
กระแส “การเมือง”จากเหตุระเบิดจึงคละคลุ้ง
แต่เกือบ 4 เดือนหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดี ยังไม่สามารถชี้ชัดว่า มูลเหตุจูงใจการก่อเหตุวางระเบิดและวางเพลิงแบบปูพรมครั้งนี้คืออะไร มีเพียงการออกหมายจับผู้ต้องหา 11 คน และควบคุมตัวไว้ได้เพียง 3 คน ซึ่งล้วนมีภูมิลำเนาในจังหวัดชายแดนใต้ หลายคนมีชื่อในฐานข้อมูลการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ รวมถึงเหตุรุนแรงนอกพื้นที่ ทั้งเหตุคาร์บอมบ์ที่โรงแรมลีการ์เดนส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปี 2555 และเหตุคาร์บอมบ์ห้างเซนทรัล เฟสติวัล เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2558
คนกรุงตระหนกซ้ำต้นเดือนตุลาคม เมื่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมารับว่า ฝ่ายความมั่นคงแจ้งข่าวเตือนเหตุวินาศกรรมกลางกรุง ซึ่งมีการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเซีย หรือเอซีดี ในกรุงเทพฯ
ต่อมาตำรวจเข้าจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ 9 ราย เป็นคนจากจังหวัดชายแดนใต้อีกเช่นกัน โดย 3 รายแรกถูกตามจับกุมตัวจาก อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส หรือเรียก “ทีมศรีสาคร” หลังการเข้าปิดล้อมตรวจค้นที่พัก บ้านเช่า ย่านรามคำแหง ต่อเนื่องเขตบางพลี จ.สมุทรปราการ ขยายผลต่อจนเข้าจับกุมดังกล่าว
กระนั้น ยังมีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่ของรายชื่อผู้ต้องหาในแต่ละเหตุความรุนแรง จึงยังไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ว่า การก่อเหตุร้ายโดยเฉพาะที่เกิดนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น เป็นการขยายเขตปฎิบัติการ หรือมีเหตุจูงใจอื่น อาทิ การจ้างวาน หรือสร้างสถานการณ์ เข้ามาผสมโรงด้วยหรือไม่
แต่การที่ขบวนการเล็ดรอดออกมาปฏิบัติการนอกพื้นที่ โดยเฉพาะการปฏิบัติการครั้งใหญ่ได้ ย่อมเขย่าประสาทสังคม ขย่มเศรษฐกิจชาติ เป็นคำถามที่มีถึงรัฐบาลโดยตรง ว่าจะรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนได้อย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,222 วันที่ 29 - 31 ธันวาคม 2559
เหตุร้ายจากระเบิดและระเบิดเพลิงมุ่งเผาไหมตลาดและห้างสรรพสินค้า ระบาดต่อเนื่องทั้งคืน กระจายทั่วหัวเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ ทั้งที่พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช รวมถึงระเบิดซ้ำในช่วงเช้าที่ห้างค้าปลีกชื่อดังเมืองตรัง และใกล้หอนาฬิกาเมืองหัวหิน กับที่ป้อมตำรวจหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และข้ามวันกันทีเดียว
โดยมีพฤติการณ์คล้ายคลึงกันคือ เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดซีโฟร์ ซุกถังขยะหรือจุดอับสายตา จุดชนวนระเบิดด้วยสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือระเบิดเพลิงแบบตั้งเวลาด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่
ตลอด 3 วันระหว่าง 10-12 สิงหาคม 2559 สรุปเกิดเหตุใน 7 จังหวัดภาคใต้ เป็นเหตุระเบิด 17 จุด เพลิงไหม้ 7 จุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ปลุกความหวาดวิตกไปทั่วว่า เหตุรุนแรงได้ขยายวงออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาแล้ว
ขณะที่ในช่วงแรกของเหตุรุนแรง ที่เกิดขึ้นคล้อยหลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญไม่กี่วัน โดยพื้นที่เกิดเหตุหัวเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ เป็นเขตที่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ สวนทางกับการออกเสียงประชามติใน 3 จังหวัดชายแดนใต้และของพรรคการเมืองใหญ่ ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่
กระแส “การเมือง”จากเหตุระเบิดจึงคละคลุ้ง
แต่เกือบ 4 เดือนหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดี ยังไม่สามารถชี้ชัดว่า มูลเหตุจูงใจการก่อเหตุวางระเบิดและวางเพลิงแบบปูพรมครั้งนี้คืออะไร มีเพียงการออกหมายจับผู้ต้องหา 11 คน และควบคุมตัวไว้ได้เพียง 3 คน ซึ่งล้วนมีภูมิลำเนาในจังหวัดชายแดนใต้ หลายคนมีชื่อในฐานข้อมูลการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ รวมถึงเหตุรุนแรงนอกพื้นที่ ทั้งเหตุคาร์บอมบ์ที่โรงแรมลีการ์เดนส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปี 2555 และเหตุคาร์บอมบ์ห้างเซนทรัล เฟสติวัล เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2558
คนกรุงตระหนกซ้ำต้นเดือนตุลาคม เมื่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมารับว่า ฝ่ายความมั่นคงแจ้งข่าวเตือนเหตุวินาศกรรมกลางกรุง ซึ่งมีการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเซีย หรือเอซีดี ในกรุงเทพฯ
ต่อมาตำรวจเข้าจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ 9 ราย เป็นคนจากจังหวัดชายแดนใต้อีกเช่นกัน โดย 3 รายแรกถูกตามจับกุมตัวจาก อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส หรือเรียก “ทีมศรีสาคร” หลังการเข้าปิดล้อมตรวจค้นที่พัก บ้านเช่า ย่านรามคำแหง ต่อเนื่องเขตบางพลี จ.สมุทรปราการ ขยายผลต่อจนเข้าจับกุมดังกล่าว
กระนั้น ยังมีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่ของรายชื่อผู้ต้องหาในแต่ละเหตุความรุนแรง จึงยังไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ว่า การก่อเหตุร้ายโดยเฉพาะที่เกิดนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น เป็นการขยายเขตปฎิบัติการ หรือมีเหตุจูงใจอื่น อาทิ การจ้างวาน หรือสร้างสถานการณ์ เข้ามาผสมโรงด้วยหรือไม่
แต่การที่ขบวนการเล็ดรอดออกมาปฏิบัติการนอกพื้นที่ โดยเฉพาะการปฏิบัติการครั้งใหญ่ได้ ย่อมเขย่าประสาทสังคม ขย่มเศรษฐกิจชาติ เป็นคำถามที่มีถึงรัฐบาลโดยตรง ว่าจะรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนได้อย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,222 วันที่ 29 - 31 ธันวาคม 2559






